- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพ่อลูกกำมะลอ พร้อมมิติเสบียงส่วนตัว
- บทที่ 25 - นาฬิกาข้อมือ
บทที่ 25 - นาฬิกาข้อมือ
บทที่ 25 - นาฬิกาข้อมือ
บทที่ 25 - นาฬิกาข้อมือ
กินข้าวเย็นเสร็จ ซ่งเหลียงก็ให้ซ่งอวี้อยู่บ้านดูแลจางเสี่ยวถิง ส่วนตัวเองเดินมุ่งหน้าไปทางตลาดมืดเพียงลำพัง
เขาไม่ได้กะจะไปเดินตลาดมืดตอนดึกดื่นหรอก แต่ตั้งใจจะไปเดินดูลาดเลาแถวๆ นั้นก่อน
ซ่งเหลียงมีของอยู่ในมือ แต่ไม่ได้คิดจะลงมือขายเอง การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพื้นที่สีเทาแบบนี้ ถ้าลงมือขายเองก็เสี่ยงที่จะโดนจับ ต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน เขาก็จะไม่ยอมเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้เด็ดขาด
ก่อนหน้านี้ซ่งอวี้เคยเตือนเขาไว้แล้วว่า ให้หาบ้านหรือโกดังร้างที่ไม่มีคนอยู่และพอจะเก็บของได้ซะก่อน พอแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วค่อยพาเขาไปดูสถานที่ เอาของออกมาวางไว้ แล้วค่อยให้คนที่ไว้ใจได้ไปปล่อยของต่อ
แต่ในยุคสมัยนี้ พนักงานโรงงานของรัฐต่างก็ต้องต่อคิวรอรับการจัดสรรบ้านพักกันทั้งนั้น จะไปมีบ้านว่างให้เช่าได้ยังไงล่ะ
ซ่งเหลียงเดินล้วงกระเป๋าไปตามริมแม่น้ำเลียบสะพานหินอย่างเหม่อลอยไร้จุดหมาย
หลิวเหม่ยจวินเลิกงานตอนเที่ยงคืน เขาต้องกลับไปให้ถึงก่อนเที่ยงคืน หนึ่งคือไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องตาแดงๆ ด้วยความเป็นห่วง สองคือกลัวหล่อนจะต่อว่าเอาได้
ขืนปล่อยให้เด็กสองคนอยู่บ้านกันลำพังมันอันตรายจะตายไป
เดินเตร็ดเตร่มาเกือบชั่วโมง ซ่งเหลียงก็ยังหาสถานที่ที่ถูกใจไม่ได้เลยสักที่
ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนเดินพลุกพล่านจนเป็นที่สะดุดตา ก็มีพวกหน้าตาหน้าสงสัยเดินป้วนเปี้ยนอยู่เต็มไปหมด ซ่งเหลียงที่เป็นผู้ชายอกสามศอกยังโดนจ้องมองอยู่นานสองนาน นับประสาอะไรกับการจะเอาของมาเก็บไว้แถวนี้
ตามที่ซ่งอวี้บอก ปีนี้เป็นปีแรกที่พวกปัญญาชนเริ่มทยอยกลับเมือง ทั่วประเทศเริ่มมีความเคลื่อนไหวกันแล้ว ตำแหน่งงานในสังคมไม่ได้มีรองรับมากมายขนาดนั้น พวกวัยรุ่นที่อยู่บ้านรอหางานก็ไม่มีรายได้ ได้แต่วันๆ เดินเตร็ดเตร่ทำตัวว่างงานไปวันๆ
เดินเตร่ไปอีกครึ่งชั่วโมงก็ยังหาสถานที่ที่เหมาะสมไม่ได้ ซ่งเหลียงจึงได้แต่ถอดใจหันหลังกลับ
ตอนนั้นเอง คนหน้าคุ้นๆ คนหนึ่งก็เดินสวนมา ซ่งเหลียงกับอีกฝ่ายสบตากัน ทั้งสองคนต่างก็ชะงักไป
ผู้ชายตรงหน้าคือคนที่ป้าหลิวพาไปที่บ้านหลิวเหม่ยจวินก่อนหน้านี้นี่เอง เขาจำชื่อไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าแซ่ฟู่
ฟู่ชิวหมินพอเห็นซ่งเหลียงก็ทำหน้าตื่นตระหนก สองมือที่กอดห่อผ้าสีดำไว้แนบอกยิ่งกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่ากำลังกลัวโดนปล้นหรือกลัวคนจะเห็นของข้างใน
ซ่งเหลียงไม่มีอารมณ์ไปยุ่งเรื่องของคนอื่น เขาพยักหน้าให้เบาๆ เป็นการทักทาย แล้วก็เดินผ่านอีกฝ่ายไปเลย
ฟู่ชิวหมินมองตามหลังซ่งเหลียงไปด้วยความหวาดหวั่น หันซ้ายหันขวามองรอบตัวจนแน่ใจว่าไม่มีคนอื่น ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ซ่งเหลียงไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ พอเพิ่งจะเดินพ้นซอย จู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากข้างหลัง
"เจ้าหน้าที่ซ่ง... เจ้าหน้าที่ซ่งครับ!"
ซ่งเหลียงหยุดชะงัก หันกลับไปมอง ก็เห็นลูกชายป้าหลิวยืนหลบอยู่ตรงมุมมืดของซอย
"มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
ซ่งเหลียงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้สุภาพแต่ก็ไม่ได้เย็นชา
ฟู่ชิวหมินเดินออกมาจากมุมมืด ในมือยังคงกำห่อผ้าสีดำไว้แน่น
"ผม... ผมอยากจะรบกวนเจ้าหน้าที่ซ่งเรื่องนึงน่ะครับ..."
ซ่งเหลียงไม่พูดอะไร รอฟังประโยคถัดไปของอีกฝ่าย
ฟู่ชิวหมินล้วงเงินสิบเจ็ดหยวนออกจากกระเป๋า หยิบออกไปเจ็ดหยวน แล้วยื่นธนบัตรใบละสิบหยวนที่เหลือให้ซ่งเหลียง เอ่ยขอร้องเสียงเบาว่า
"รบกวนคุณช่วยเอาเงินสิบหยวนนี้กลับไปให้แม่ผมหน่อยได้ไหมครับ..."
ซ่งเหลียงไม่รับเงิน ขมวดคิ้วถาม "หมายความว่าไง?"
ฟู่ชิวหมินหดมือกลับ อธิบายเสียงเบา "ผมลาออกจากโรงงานเหล็กแล้วครับ พอแม่รู้เข้าก็โมโหจนล้มป่วย ผมไม่อยากกลับไป เลยอยากรบกวนเจ้าหน้าที่ซ่งเอาเงินไปให้แม่ หรือจะเอาไปให้พี่ชายผมก็ได้ครับ"
ซ่งเหลียงแปลกใจ "ลาออกแล้ว? ทำไมล่ะ?"
ฟู่ชิวหมินยิ้มเจื่อนๆ อย่างจนใจ "ผมอยากรีบออกมาหาเงินน่ะครับ..."
ซ่งเหลียง "แล้วทำไมถึงไม่กลับไปล่ะ? ลาออกก็ไม่ได้หมายความว่าต้องหนีออกจากบ้านสักหน่อย"
ฟู่ชิวหมิน "ผมไม่อยากอยู่บ้านพี่สะใภ้แล้วครับ ผมไม่อยากให้พี่ชายต้องมาคอยทนรองรับอารมณ์ แล้วผมก็ไม่อยากทนดูสายตาเย็นชาของพี่สะใภ้ด้วย"
ซ่งเหลียงเหลือบมองห่อผ้าสีดำในมืออีกฝ่าย ก็รู้ทันทีว่าช่วงนี้หมอนี่กำลังทำอะไรอยู่
"นายก็เลยหันมาเป็นพ่อค้าตลาดมืดงั้นสิ?"
ฟู่ชิวหมินเงียบไม่ตอบ ถือเป็นการยอมรับกลายๆ การที่เขากล้าเรียกซ่งเหลียงเมื่อกี้ก็ถือว่าเป็นการเสี่ยงดวง เสี่ยงดวงว่าอีกฝ่ายจะไม่แส่หาเรื่อง
พฤติกรรมของเขาตอนนี้ถือว่าเป็นการกักตุนสินค้าเก็งกำไร ถ้าโดนแจ้งความจับ อย่าว่าแต่ตัวเขาจะโดนจับเลย หน้าที่การงานของพี่ชายแท้ๆ ก็คงหมดสิทธิ์บรรจุเป็นพนักงานประจำไปตลอดชีวิต
เขาเคยคิดจะไปหาพี่ชายที่โรงงานเหล็ก เอาเงินไปให้พี่ชายเอากลับไปให้ที่บ้าน แต่เขารู้นิสัยพี่ชายตัวเองดี แม่ล้มป่วยแบบนี้ พอพี่ชายเห็นหน้าเขาจะต้องลากคอเขากลับบ้านแน่ๆ
เขาไม่อยากกลับ แล้วก็ไม่มีหน้าจะกลับไป อีกอย่างถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา สถานการณ์ของเขาจะพลอยทำให้พี่ชายเดือดร้อนไปด้วย ฟู่ชิวหมินไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเขายังติดต่อกับพี่ชายอยู่
ซ่งเหลียงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จ้องมองอีกฝ่ายอยู่นาน ก่อนจะยื่นมือไปดึงธนบัตรใบละสิบหยวนจากมืออีกฝ่ายมาเก็บใส่กระเป๋าตัวเอง
"พรุ่งนี้ฉันจะไปหาพี่ชายนายเงียบๆ ถึงตอนนั้นฉันจะเอาเงินไปให้เขาเอง"
ฟู่ชิวหมินได้ยินคำพูดนี้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที
"เจ้าหน้าที่ซ่ง ขอบคุณมากนะครับ ไว้ผมหาเงินได้เมื่อไหร่ ผมจะตอบแทนบุญคุณคุณแน่นอน!"
ซ่งเหลียงหัวเราะเบาๆ "บุญคุณอะไรไม่ต้องหรอก ขอแค่นายอย่าโดนจับก็พอ แค่นายลาออกป้าหลิวยังล้มป่วย ถ้าเกิดนายโดนจับขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้ว่าป้าแกจะต้องเข้าโรงพยาบาลเลยหรือเปล่า"
คำพูดอาจจะฟังดูระคายหู แต่ฟู่ชิวหมินก็ไม่ได้โกรธ เขารู้ว่าเจ้าหน้าที่ซ่งกำลังเป็นห่วงเขา
ซ่งเหลียงปรายตามองห่อผ้าสีดำ แล้วถามขึ้นว่า "นายรับซื้ออะไรมาขายต่อล่ะ?"
ฟู่ชิวหมินไม่ระแวดระวังเหมือนตอนแรกแล้ว แอบเปิดห่อผ้าสีดำออก ข้างในมีถุงเท้าอยู่สองสามคู่ คูปองสารพัดชนิดที่ค่อนข้างหาได้ง่าย ปากกาหมึกซึมสองด้าม แล้วล่างสุดก็ดันมีนาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซี่ยงไฮ้เรือนหนึ่งวางอยู่ด้วย
ซ่งเหลียงร้อง 'โห' หยิบนาฬิกาขึ้นมาดูผ่านๆ ก็เห็นว่าสภาพยังดูดีใช้ได้เลย
ฟู่ชิวหมินเห็นเจ้าหน้าที่ซ่งหยิบนาฬิกาของตัวเองไปดื้อๆ ก็ใจคอไม่ดี กลัวว่าอีกฝ่ายจะยึดไปเลยหรือทำพัง
ซ่งเหลียงถาม "นาฬิกาเรือนนี้ขายเท่าไหร่?"
ฟู่ชิวหมินส่ายหน้า "ผมยังไม่ได้คิดราคาเลย ผมรับมา 70 หยวน..."
ซ่งเหลียงสงสัย "นายไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะถึงได้รับของพวกนี้มาได้?"
ฟู่ชิวหมินตอบเสียงเบา "ผมรอรับเงินเดือนเสร็จถึงค่อยลาออกน่ะครับ ตอนออกมา พี่ชายก็แอบยัดเงินให้ผมมาห้าสิบหยวน..."
ซ่งเหลียง "นาฬิกานี่ต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมด้วยไหม?"
ฟู่ชิวหมินส่ายหน้า "จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ครับ ถ้ามีคูปองก็ถูกหน่อย ถ้าไม่มีคูปองก็แพงขึ้น"
ซ่งเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ล้วงคูปองปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋า ดึงคูปองอุตสาหกรรมออกมาสามใบ แล้วนับเงินใบละสิบหยวนอีกแปดใบ วางรวมกันลงในห่อผ้าสีดำ แล้วเอามือปิดห่อผ้าให้เสร็จสรรพ
"แปดสิบหยวนกับคูปองอุตสาหกรรมสามใบ นาฬิกาเรือนนี้ฉันซื้อแล้วกัน"
ฟู่ชิวหมินหายใจถี่ขึ้น ตอนแรกเขากะว่าจะขายให้ได้สัก 80 หยวนก็บุญแล้ว นึกไม่ถึงว่านาฬิกาเรือนเดียวจะได้กำไรตั้ง 10 หยวนแถมยังได้คูปองอุตสาหกรรมมาอีกสามใบ!
"ขอบคุณครับเจ้าหน้าที่ซ่ง แต่นี่มันเยอะเกินไปแล้ว คุณอุตส่าห์ช่วยผม ผม..."
ยังไม่ทันที่ฟู่ชิวหมินจะพูดจบ ซ่งเหลียงก็โบกมือ "เอาเถอะ ธุรกิจก็ส่วนธุรกิจ น้ำใจก็ส่วนน้ำใจ ฉันเป็นคนซื้อยังไม่เห็นบ่นอะไรเลย นายเป็นคนขายจะมาโวยวายหาพระแสงอะไร"
พูดจบซ่งเหลียงก็ถามต่อ "นายชื่ออะไรนะ?"
"ฟู่ชิวหมินครับ"
"โอเค ต่อไปฉันจะเรียกนายว่าเหล่าฟู่นะ นายเรียกฉันว่าเหล่าซ่งหรือเยี่ยนจู่ก็ได้"
"ครับ พี่เยี่ยนจู่!"
"ไม่ต้องเรียกพี่ นายอายุเยอะกว่าฉันอีก เรียกแล้วมันขัดหู"
"งั้นผมเรียกคุณว่าเยี่ยนจู่นะครับ"
"โอเค เหล่าฟู่ ฉันขอถามนายหน่อยเถอะ นายรับซื้อของพวกนี้มาขาย... ของอะไรที่มันขายดีที่สุด?"
(จบแล้ว)