- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพ่อลูกกำมะลอ พร้อมมิติเสบียงส่วนตัว
- บทที่ 3 - มีหมูกี่ตัว?
บทที่ 3 - มีหมูกี่ตัว?
บทที่ 3 - มีหมูกี่ตัว?
บทที่ 3 - มีหมูกี่ตัว?
โรงเรียนประถมในเครือโรงงานทอฝ้าย ซ่งอวี้ยืนอยู่ในห้องเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งห้องหนึ่ง มองดูดวงตาที่เปล่งประกายทั่วทั้งห้อง เมื่อนึกถึงว่าต่อจากนี้ไปอีกนานจะต้องมาเรียนร่วมกับเด็กเมื่อวานซืนพวกนี้ ในใจก็รู้สึกเสียดายเวลาอย่างบอกไม่ถูก
"นักเรียนทุกคน เด็กคนนี้ชื่อซ่งอวี้ ต่อไปก็จะเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเราแล้ว ทุกคนปรบมือต้อนรับหน่อย!"
เสียงปรบมือดังเกรียวกราว ครูประจำชั้นวางมือทั้งสองข้างบนไหล่ของซ่งอวี้ รู้สึกใกล้ชิดกับเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูคนนี้อย่างเป็นธรรมชาติ เธอยิ้มอย่างเอ็นดูว่า
"เสี่ยวอวี้ หนูไปนั่งที่ว่างด้านหลังก่อนนะจ๊ะ ถึงเวลาจัดที่นั่งใหม่ครูค่อยจัดให้หนูอีกที"
ซ่งอวี้ตอบอย่างว่าง่าย "ไม่ต้องจัดใหม่หรอกครับคุณครู ผมมาทีหลังก็ควรนั่งข้างหลังสุดครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ครูประจำชั้นก็รู้สึกชื่นใจ ยิ้มแล้วบอกว่า "หนูไปนั่งก่อนเถอะ เดี๋ยวครูจะเอาหนังสือเรียนมาให้นะ"
เมื่อซ่งอวี้กลับไปที่นั่ง เด็กผู้ชายแถวหน้าก็หันขวับมาจ้องซ่งอวี้ทันที แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซ่งอวี้ไม่ได้สนใจอีกฝ่าย ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นวันแรกของการเรียนที่ต้องทำตัวให้ดูดีหน่อย ป่านนี้เขากล้าฟุบหลับไปแล้ว
"นายชื่อซ่งอวี้ใช่ไหม!? ฉันชื่อเหยาเชิน! เป็นลูกพี่ของห้องเรา!"
ซ่งอวี้ปรบมือส่งเดช "เก่งจังเลย"
เหยาเชินพูดอย่างภาคภูมิใจ "พ่อฉันเป็นหัวหน้าหน่วยคนขับรถของโรงงานทอฝ้าย! แม่ฉันเป็นคนจ่ายเงินเดือนที่แผนกบัญชี! บ้านฉันทำงานทั้งพ่อทั้งแม่เลยนะ!"
ซ่งอวี้ "ว้าว! เก่งมากๆ เลย"
เหยาเชิน "แล้วพ่อทำนายทำงานอะไร!?"
เด็กผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เหยาเชินพูดขึ้น "ซ่งอวี้ นายอย่าไปสนใจเหยาเชินเลย ห้องเราไม่มีใครยอมเล่นกับเขาหรอก ถ้านายรำคาญก็บอกครูได้นะ ครูจะดุเขาเอง!"
ซ่งอวี้ "ไม่หรอก มีคนคุยด้วยฉันก็ดีใจนะ"
พอได้ยินคำพูดนี้ แก้มยุ้ยๆ ของเหยาเชินก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที ชะโงกหน้าเข้ามาพูดอย่างซื่อบริสุทธิ์และจริงจังว่า "ซ่งอวี้ ฉันชอบนาย! ต่อไปนายมาเป็นลูกน้องฉันนะ! มีอะไรก็บอกฉัน! ฉันจะพานายเที่ยวเอง!"
ซ่งอวี้ร้อง "เหอะ" ออกมาคำหนึ่ง "คุยกันได้ คุยกันได้"
เด็กผู้หญิงเอ่ยถามว่า "ซ่งอวี้ ทำไมนายถึงย้ายมาโรงเรียนเราล่ะ?"
ซ่งอวี้ "ฉันเลือกไม่ได้น่ะ..."
เด็กผู้หญิงทำหน้างง
ซ่งอวี้อธิบาย "ฉันหมายความว่า โรงงานทอฝ้ายมีโรงเรียนประถมที่นี่ที่เดียวน่ะ..."
เด็กผู้หญิงพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ แล้วยิ้มอย่างดีใจ "เพื่อนนักเรียนซ่งอวี้ ฉันชื่อเจี่ยงเชี่ยน! พ่อเป็นช่างไม้ของโรงงานเรา! ส่วนแม่เป็นคนงานทอฝ้ายในโรงงาน!"
เมื่อได้ยินเจี่ยงเชี่ยนอ้างว่าพ่อของตัวเองเป็นช่างไม้ ดวงตาของซ่งอวี้ก็เปล่งประกาย รีบเอ่ยขึ้นทันที "ตอนเย็นเรากลับบ้านด้วยกันเถอะ! ฉันจะไปส่งเธอเอง!"
เจี่ยงเชี่ยนไม่เข้าใจเหตุผล แต่เนื่องจากดวงตาของซ่งอวี้ดูสดใสเกินไป เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนอยากเข้าใกล้แต่กำเนิด เธอจึงพยักหน้าตอบตกลง
เหยาเชินรีบพูดแทรก "ฉันก็ไปด้วย!"
เจี่ยงเชี่ยน "ฉันไม่ให้นายมาบ้านฉันหรอก!"
เหยาเชิน "ใครจะไปบ้านเธอ! ฉันไปปกป้องเพื่อนใหม่ต่างหาก!"
มุมปากของซ่งอวี้กระตุก
ตอนนั้นเอง ครูประจำชั้นก็ถือหนังสือเรียนมาหลายเล่ม เห็นเหยาเชินหันไปคุยกับซ่งอวี้ก็เอ่ยปากดุทันที "เหยาเชิน! อย่ารังแกเพื่อนใหม่นะ! ไม่อย่างนั้นครูจะเรียกพ่อแม่ของเธอมาอีกรอบ!"
เหยาเชินเพิ่งจะอ้าปาก ซ่งอวี้ก็พูดเสียงนุ่มนวล "คุณครูครับ เหยาเชินไม่ได้รังแกผมครับ เมื่อกี้เขายังบอกว่าจะปกป้องผม ไม่ให้เพื่อนคนอื่นมารังแกผมด้วย"
เมื่อมีพยานยืนยัน เหยาเชินก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นมาทันที ภูมิใจราวกับไก่ชนก็ไม่ปาน
ครูประจำชั้นเมินเหยาเชิน วางหนังสือลงตรงหน้าซ่งอวี้ "เสี่ยวอวี้ นี่คือหนังสือเรียนนะ หนูต้องตั้งใจเรียนล่ะ"
ซ่งอวี้ลุกขึ้นยืนรับมาด้วยสองมือ ตอบอย่างสุภาพอ่อนโยนว่า "ขอบคุณครับคุณครู ผมจะตั้งใจนอ... เรียนอย่างดีเลยครับ!"
เกือบจะหลุดปากพูดผิดไปแล้ว ซ่งอวี้รีบเปลี่ยนคำพูดทันที
เมื่อเห็นซ่งอวี้มารยาทดีขนาดนี้ ครูประจำชั้นก็อดเอ็นดูไม่ได้ ก่อนไปตั้งใจลูบหัวซ่งอวี้ทีหนึ่งด้วย
ซ่งอวี้กวาดตามองหนังสือเรียน
ภาษาจีน คณิตศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ จริยธรรม พลศึกษา
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมวิชาพลศึกษาถึงต้องมีหนังสือเรียนด้วย ถอดกางเกงผายลมชัดๆ...
เขายัดหนังสือเรียนทั้งหมดใส่ลิ้นชัก จัดท่าทางให้สบายตัวที่สุดแล้วก็ฟุบหน้าลงไปเลย
เมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย ดูเหมือนว่าคอทองแดงของร่างกายนี้จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
...
แผนกขายของโรงงานทอฝ้าย
ซ่งเหลียงรับฟังคำสั่งสอนของหัวหน้าแผนกอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ได้เย่อหยิ่งจองหองเพราะสถานะเจ้าหน้าที่ของตัวเอง และไม่ได้มีท่าทีเขินอายหรืออ่อนหัดแบบคนหนุ่มทั่วไป
หัวหน้าแผนกสวีส่งยิ้มบาง "เสี่ยวซ่ง ถึงคุณจะเรียนจบมาสูง แต่ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่เคยทำงานแผนกขายมาก่อน ผมจะแนะนำให้คุณฟังคร่าวๆ นะ"
ซ่งเหลียง "หัวหน้าสวีเชิญพูดเลยครับ"
หัวหน้าแผนกสวียังคงค่อนข้างพอใจกับท่าทีของอีกฝ่ายที่ไม่มีความหยิ่งยโสเหมือนคนอื่นที่ผ่านมา
"ตอนนี้สถานะของคุณคือเจ้าหน้าที่ ดังนั้นคุณสามารถรับเงินเดือนระดับสี่ได้เลย เดือนละห้าสิบสองหยวนแปดเหมา แต่แผนกขายของเราจะค่อนข้างพิเศษหน่อย ต้องทำยอดขายให้ถึงเป้าถึงจะได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน ถ้าเดือนไหนคุณทำยอดขายไม่ถึงเป้าก็จะถูกหักเงินเดือนตามสัดส่วน แน่นอนว่ามีบทลงโทษก็ย่อมมีรางวัล ถ้าทำยอดขายทะลุเป้า เงินเดือนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย"
ซ่งเหลียงไม่สนใจเรื่องเงินเดือน ซ่งอวี้เคยบอกเรื่องอำนาจซื้อของยุคนี้แล้ว เงินสิบหยวนในปี 1978 เทียบเท่ากับเงินหนึ่งพันหยวนในศตวรรษที่ 21 เงินห้าสิบสามหยวนก็คือห้าพันสามร้อยหยวน
ตัวเขาเองกลับไปเก็บค่าเช่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ห้องสองห้องก็ได้เงินเท่านี้แล้ว แถมยังไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่เขาสนใจคือคูปองต่างหาก ก่อนมาซ่งอวี้ยังจงใจเตือนไว้เลย
"หัวหน้าสวี ต่อไปผมก็เป็นทหารในสังกัดคุณแล้ว คุณชี้ไปทางไหนผมก็จะบุกไปทางนั้น ต่อไปนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ!"
พูดจบเขาก็ล้วงกล่องกระดาษออกมาใบหนึ่ง นี่คือบุหรี่ที่ซ่งเหลียงซื้อจากสหกรณ์ของโรงงานทอฝ้าย เขาไม่รู้จักยี่ห้อนี้ แต่ตอนเพิ่งมาถึงที่นี่เคยสูบไปมวนหนึ่ง รสชาติห่วยแตกชะมัด
หัวหน้าแผนกสวีพอใจกับคำพูดของซ่งเหลียงมาก เขาไม่เกรงใจ รับบุหรี่มาโดยตรงและยิ้มให้ "วางใจเถอะ คุณทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของผม มีเรื่องอะไรผมไม่ปล่อยผ่านแน่ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผมยังพอช่วยจัดการให้ได้"
ซ่งเหลียงพูดต่อ "หัวหน้าสวี มีเรื่องหนึ่งที่ผมตัดสินใจไม่ได้สักที คนรอบตัวผมก็ไม่มีใครที่เป็นใหญ่เป็นโตเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ตอนนี้ได้มาเจอคุณ ผมก็เลยอยากจะขอคำปรึกษาเรื่องส่วนตัวสักหน่อยน่ะครับ"
ลูกน้องของหัวหน้าแผนกสวีล้วนแต่เป็นพวกหยาบกระด้างทั้งนั้น จะเคยได้ยินศิลปะการพูดแบบนี้ที่ไหน เขารู้สึกตัวลอยขึ้นมาทันที "พูดมาสิ ผมขอดูหน่อยว่าเป็นเรื่องอะไร"
ซ่งเหลียงเปลี่ยนสรรพนามให้ดูสนิทสนมขึ้นทันที "ลูกพี่ คืออย่างนี้นะครับ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งมีเส้นสายพอจะหาหมูมาได้สองสามตัว เขาอยากจะขายแต่มันไม่มีช่องทาง ผมก็เลยอยากถามว่าโรงงานของเราจะรับซื้อเนื้อหมูไหมครับ?"
บุหรี่ที่เพิ่งจุดติดถูกวางลงทันที หัวหน้าแผนกสวีลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตกใจ "หมูกี่ตัวนะ!?"
ซ่งเหลียงพยักหน้า "ใช่ครับ หมู่บ้านบ้านเขาปีนี้ได้ผลผลิตดี คนในหมู่บ้านก็เลยอยากจะแอบขายตัวใหญ่ๆ สักสองสามตัว เอาเงินกลับไปปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของหมู่บ้านน่ะครับ"
หัวหน้าแผนกสวีไม่ถามอะไรเลย เคาะโต๊ะตัดสินใจทันที "โรงงานเหมารับซื้อหมดเลย!"
ตอนนี้ในใจของหัวหน้าแผนกสวีกำลังลิงโลดอย่างบ้าคลั่ง อาหารในโรงอาหารของโรงงานทอฝ้ายทำให้เกิด "ความโกรธเคืองของมวลชน" มาตั้งนานแล้ว พนักงานพากันบ่นว่ากับข้าวไม่มีเนื้อมีมันเลย ทำงานไม่มีเรี่ยวมีแรง
ถ้ามีหมูสักสองสามตัวมาปรับปรุงอาหารละก็ ผู้จัดการโรงงานต้องมาชนแก้วคารวะให้เขาแน่!
ยังไม่ทันที่ซ่งเหลียงจะตอบ หัวหน้าแผนกสวีก็ซักไซ้ต่อทันที "ให้ราคาสูงกว่าราคารับซื้อสองส่วนเลย เพื่อนคุณมีกี่ตัว!?"
ซ่งเหลียงตกใจกับปฏิกิริยาของหัวหน้าแผนกสวี ก็แค่หมูสองสามตัว ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้ด้วย?
"มี... สามตัวมั้งครับ?"
หัวหน้าแผนกสวีเบิกตากว้าง "สามตัว!?"
ซ่งเหลียงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดว่ามากหรือน้อยไป จึงลองหยั่งเชิงถามดู "งั้นสี่ตัวครับ?"
หัวหน้าแผนกสวีหายใจหอบถี่ ถามด้วย "น้ำเสียงดุดัน" ว่า "ตกลงมีกี่ตัวกันแน่!?"
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ซ่งเหลียงก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที ไม่กล้าเสนอจำนวนเพิ่มอีกแล้ว จึงตอบอย่างหนักแน่นไปว่า "แค่สี่ตัวครับ! ความจริงผมยังอยากเก็บไว้ให้ลูกชายได้กินของดีๆ สักตัว แล้วก็เอาไปสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในแผนกด้วย..."
หัวหน้าแผนกสวี "โกรธ" เป็นฟืนเป็นไฟ "สานสัมพันธ์กับคนในแผนกมันจะไปได้ประโยชน์อะไร! เส้นสายใหญ่ที่สุดของคุณในแผนกก็คือผมนี่แหละ! วันหลังถ้ามีของพวกนี้อีกต้องเก็บไว้ให้ผมทั้งหมด! แล้วผมจะแอบเก็บขาหมูไว้ให้คุณขาหนึ่ง!"
(จบแล้ว)