- หน้าแรก
- กลยุทธ์วันสิ้นโลก
- บทที่ 26 : กลเกมของเอลิเซีย
บทที่ 26 : กลเกมของเอลิเซีย
บทที่ 26 : กลเกมของเอลิเซีย
“?” × 2
“เดี๋ยวสิ เอลิเซียคนนี้ไม่ได้สู้ตามกลไกสกิลปกติคัตซีนนี่นา!” รีดเพลิงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ: “หล่อนตั้งใจจะยืดหยัดรับดาเมจเพื่อสะสมผลึกคริสตัลให้ครบสามอัน แล้วปลดปล่อยท่าไม้ตายออกมาโดยตรงเลยต่างหาก!”
“บ้าเอ๊ย ฉันไม่มีเวลาเคลียร์ผลึกพวกนี้เลย!”
ทั้งเซี่ยหลิงและรีดเพลิงต่างพากันคร่ำครวญ
ถูกต้องแล้ว นี่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเล่นที่เอลิเซียคิดค้นขึ้นมาเอง
หญิงสาวที่งดงามย่อมต้องรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์และเปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้ตามสภาวะที่เผชิญอยู่
เหมือนอย่างในตอนนี้ แม้ว่าเอลิเซียจะไม่สามารถใช้ทักษะการต่อสู้ที่พริ้วไหวราวกับร่ายรำด้วยร่างกายนี้ได้ แต่ตราบใดที่เธอใช้ข้อได้เปรียบจากค่าพลังชีวิตอันมหาศาล มันก็ยังมีโอกาสที่จะชนะได้
ผลึกคริสตัลสองอันแรกถูกปล่อยออกไปไกลมากภายใต้การควบคุมของเอลิเซีย จากการสังเกตก่อนหน้านี้ เธอรู้อยู่แล้วว่ารีดเพลิงไม่ถนัดเรื่องความเร็ว และเซี่ยหลิงที่โดดเด่นเรื่องความเร็วกลับทำดาเมจได้ต่ำ
ดังนั้น ต่อให้พวกเธอจะค้นพบลูกไม้เล็กๆ ของคุณหนูแฟรี่ในตอนนี้ มันก็สายเกินกว่าจะหยุดยั้งเธอได้แล้ว
เอลิเซียยิงธนูขึ้นฟ้าพร้อมกับรอยยิ้มแสนหวาน ในเวลาเดียวกัน ผลึกคริสตัลทั้งสามก็แตกกระจายตอบรับ เปลี่ยนสภาพเป็นโดมสีชมพูอันไร้ที่ติครอบคลุมทั่วบริเวณ
“พวกเธอต้องรับช่อดอกไม้สดนี้ไว้ด้วยความซาบซึ้งใจนะจ๊ะ~”
พร้อมๆ กับการมาเยือนของโดมอันไร้ที่ติ คือห่าฝนธนูที่แท้จริง
“ช่วยด้วย หล่อนจะฆ่าฉันแล้ว! รีดเพลิง รีบฮีลฉันที!”
พรสวรรค์ด้านความเร็วของเซี่ยหลิงถูกเร่งจนถึงขีดสุดในพริบตา เธอพุ่งตัวกลับมาจากขอบสนามรบตรงมาที่ข้างกายของรีดเพลิง
หากเป็นเพียงธนูไม่กี่ดอกหรือกี่สิบดอก เซี่ยหลิงย่อมหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย
แต่การจะหลบห่าฝนธนูที่หักเหชิ่งไปมานับร้อยดอกแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะสมองทำงานไม่ดี ก็คงต้องเป็นผู้เล่นเกมชูตติ้งที่มีจุดรับดาเมจบนร่างกายเพียงจุดเดียวเท่านั้นแหละ
“ฉันต้านทานห่าฝนธนูมากมายขนาดนี้ไม่ได้หรอก เธอเปิดโล่ซะ แล้วฉันจะช่วยจุดไฟเผาพลังงานฮงไกของเธอเอง!”
รีดเพลิงพยายามอย่างสุดความสามารถในการปัดเป่าลูกธนูระลอกหนึ่งพลางเอ่ยขึ้นอย่างเร่งรีบ
เซี่ยหลิงรีบปลดปล่อยพลังงานฮงไกทั้งหมดในร่างกายออกมา สร้างเป็นโล่แสงสีเหลืองเจิดจ้า จากนั้นรีดเพลิงก็กระตุ้นพลังงานฮงไกที่ประกอบเป็นโล่นั้นให้ลุกโชน
“หลังจากจบระลอกนี้ ฉันคงหมดสภาพต่อสู้แน่ รีดเพลิง เธอไหวไหม?”
เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังงานฮงไกในร่างกายเริ่มร้อนขึ้นและปั่นป่วน เซี่ยหลิงก็กัดฟันและเพิ่มกำลังการเอาต์พุตขึ้นอีกครั้ง
“หลังจากนี้ ฉันจะเปิดฉากโจมตีแบบพลีชีพเอง อย่าลืมสิว่าของสะสมที่เราได้รับมาอย่างถาวรในการทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีตก็เอามาใช้ได้เหมือนกันนะ” รีดเพลิงหยิบของสะสมที่คุ้นเคยออกมา: “ฉันจะลองใช้เซ็ตราชันดู ยังไงซะถ้าฉันตายในการทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีต ฉันก็ฟื้นคืนชีพได้ทันทีอยู่แล้ว”
“ตกลง งั้นพอพลังงานของฉันหมด ฉันจะออกจากโหนดนี้ทันทีเพื่อไม่ให้โดนลูกหลง” เซี่ยหลิงพยักหน้าและยังคงรีดเค้นพลังงานฮงไกออกจากร่างกายต่อไป
บทสนทนาของพวกเธอไม่ได้ปิดบังเอลิเซียเลย ท้ายที่สุดแล้วในมุมมองของพวกเธอ เอลิเซียคนนี้เป็นเพียงบอสเสมือนจริงในการทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีต และไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจกลยุทธ์ของพวกเธอหรอก
แต่เอลิเซียไม่ได้คิดแบบนั้น
(เอ๋? การเสียสละตัวเองในการต่อสู้ตลอดเวลาแบบนั้นมันไม่ดีหรอกนะจ๊ะ~ ต่อให้เป็นในการทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีตเสมือนจริง คนเราก็ควรจะรักชีวิตของตัวเองสิ)
เอลิเซียทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ เธอเคยพบเจอความสามารถมากมายในอารยธรรมก่อนหน้า ที่การปลดปล่อยท่าไม้ตายหมายถึงการฆ่าตัวตาย และเธอเองก็เคยโบกมือลาผู้คนมากมายที่ใช้พลังเหล่านั้นมาแล้ว
แม้ว่าคนเหล่านั้นบางคนจะรักชีวิตและบางคนจะปล่อยวางได้ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในท้ายที่สุดพวกเขาทุกคนต่างก็ต้องจบชีวิตลงด้วยความสามารถของตัวเอง
(จะปล่อยให้รีดเพลิงน้อยกลายเป็นหนึ่งในคนพวกนั้นไม่ได้เด็ดขาด)
(ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจะมอบบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ ให้รีดเพลิงน้อยสักหน่อย แล้วค่อยออมมือให้ หล่อนจำเป็นต้องเข้าใจว่าเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเกินไป ต่อให้ใช้ใช้วิธีพลีชีพ มันก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปหรอกนะ)
ขณะที่รีดเพลิงเปิดใช้งานไอเทมสนับสนุนของเควินภายในโล่ พายุหิมะสีฟ้าครามอันงดงามก็ปรากฏขึ้นบนสนามรบ และค่าความทนทานของโดมอันไร้ที่ติก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุด เมื่อโดมใกล้จะพังทลาย โล่ของเซี่ยหลิงก็เริ่มสั่นคลอน
“รีดเพลิง พลังงานฮงไกสำรองไม่พอแล้ว ฉันจะถอยแล้วนะ เตรียมตัวให้พร้อม” เซี่ยหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“รับทราบ” เปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นจุดประกายขึ้นในดวงตาของรีดเพลิง: “วินาทีที่เธอถอย ฉันจะบุกเข้าไปทันที”
เซี่ยหลิงสูดหายใจเข้าลึก โล่พลังงานฮงไกรูปครึ่งวงกลมหดกลับในพริบตา เผยให้เห็นร่างกายของเธอโดยตรง เหลือไว้เพียงโล่ขนาดเล็กที่ปกคลุมรีดเพลิงไว้เพียงคนเดียว
ในขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับห่าฝนธนู เซี่ยหลิงก็ตัดการเชื่อมต่อจากสถานะสนับสนุนพร้อมกัน และกลับไปที่ห้องรับรอง
ในเวลาเดียวกัน รีดเพลิงก็ถูกโอบล้อมด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชนท่วมฟ้า
รีดเพลิงซึ่งเปิดใช้งานพลังทั้งหมดจนเข้าสู่สถานะใกล้ตาย จู่ๆ ร่างที่คุกเข่าอยู่ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“เซ็ตราชันนี่อยู่ได้แค่หนึ่งนาทีเองงั้นเหรอ...?” รีดเพลิงที่ความเจ็บปวดถูกปิดกั้นไว้โดยสมบูรณ์ สัมผัสได้ถึงพลังงานฮงไกอันบ้าคลั่งในร่างกาย และเซลล์ที่กำลังส่งมอบพลังงานในลักษณะทำลายตัวเอง: “ไม่เป็นไร หนึ่งนาทีก็เกินพอแล้ว!”
สิ้นคำพูด ร่างของรีดเพลิงก็พุ่งทะยานออกไป มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของเอลิเซียเกือบจะในพริบตา
“เอาล่ะ พอแค่นี้แหละจ้ะ~”
เอลิเซียยกธนูขึ้นบล็อก แต่กลับถูกเปลวเพลิงของรีดเพลิงผลักให้ถอยหลังไปหลายก้าว จนเกือบจะเสียหลัก
(ประสิทธิภาพการเอาต์พุตสูงขนาดนี้เลยงั้นเหรอ...? ลำพังแค่ร่างกายนี้คงต้านทานไม่ไหวแน่ ดูท่าฉันทำได้แค่พยายามยื้อเวลาไว้เท่านั้นแล้วล่ะ)
เอลิเซียถอยร่นตามแรงกระแทก ในเวลาเดียวกัน กลุ่มผลึกคริสตัลรูปกลีบดอกไม้ก็ปะทุขึ้นรอบตัวเธอ สกัดกั้นโมเมนตัมของรีดเพลิงไว้ชั่วคราว
“หืม เปลวไฟพวกนี้มันเผด็จการเกินไปหรือเปล่า? ไม่สิ นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เปลวไฟธรรมดาแฮะ...”
เอลิเซียสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงอันร้อนแรงที่ลุกลามมาจากจุดที่เธอสัมผัสกับรีดเพลิง เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
(มันกำลังเร่งปฏิกิริยาพลังงานฮงไกงั้นเหรอ? ดูเหมือนว่าจะดับไม่ได้ในเวลาอันสั้นแฮะ ทำได้แค่ผนึกมันไว้ก่อนชั่วคราว...)
ในชั่วพริบตาอันสั้น เอลิเซียก็เข้าใจถึงแก่นแท้ของความสามารถของรีดเพลิงแล้ว เธอผนึกจุดที่ถูกเผาไหม้หลายจุดด้วยคริสตัล เพื่อแยกการลุกลามของเปลวไฟไว้ชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม รีดเพลิงก็พุ่งเข้ามาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าเธอไม่สามารถสลัดรีดเพลิงให้หลุดได้ เอลิเซียจึงเปลี่ยนกลยุทธ์โดยตรง เธอยอมอดทนต่อการโจมตีอย่างต่อเนื่องของรีดเพลิง น้อมสายธนูลงและยิงธนูหลายดอกลงพื้น
แม้ว่าค่าพลังชีวิตของเอลิเซียจะเกือบหมดเกลี้ยงภายในเวลาสิบกว่าวินาทีสั้นๆ นี้ และส่วนต่างๆ ของร่างกายจะถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงที่ทำได้เพียงผนึกไว้ชั่วคราว แต่นี่ก็ช่วยซื้อเวลาให้เอลิเซียมากพอที่จะกางอาณาเขตขึ้นมา
จากนั้น พื้นดินที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ดอกไม้คริสตัลก็เริ่มระเบิดออกเป็นชุดๆ ตามรูปแบบที่แปลกประหลาด สะสมค่าการกลายเป็นคริสตัลบนร่างกายของรีดเพลิงอย่างรวดเร็ว
“พลังกำลังสูญสิ้นไปแล้วน้า~”
ไม่นานนัก คริสตัลสีชมพูก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างของรีดเพลิง ผนึกเธอไว้ภายในคริสตัลอย่างสมบูรณ์
“บ้าเอ๊ย เอลิเซียคนนี้ฉลาดเป็นกรดเลย การควบคุมสถานะแบบถาวรมันแก้ทางคริติคอลฮิตได้ราบคาบเลยนี่หว่า” เซี่ยหลิงตบหน้าผากตัวเองในห้องรับรองพลางถอนหายใจ
ถูกต้องแล้ว แม้ว่ารีดเพลิงจะสามารถเผาทำลายคริสตัลสีชมพูได้อย่างรวดเร็วหลังจากถูกแช่แข็ง แต่เมล็ดพันธุ์ดอกไม้ของเอลิเซียก็ได้ก่อตัวขึ้นจนมีขนาดใหญ่พอแล้ว
ภายใต้การจุดระเบิดอย่างเป็นจังหวะของเอลิเซีย รีดเพลิงแทบไม่มีโอกาสได้หายใจหายคอ แม้ว่าเมล็ดพันธุ์ดอกไม้จะลดลงในอัตราที่เร็วมากเช่นกัน แต่มันก็เกินพอที่จะยื้อเวลาที่เหลืออีกครึ่งนาทีได้อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าเวลาใกล้จะหมดลง และระยะห่างระหว่างรีดเพลิงกับเอลิเซียก็ใกล้เข้ามาทุกที เอลิเซียก็ส่งยิ้มให้รีดเพลิงที่เปลวไฟและกลิ่นอายพลังค่อยๆ ดับลง
“อืม เท่านี้น่าจะพอแล้วล่ะ ต่อไป ฉันควรออมมือให้รีดเพลิงน้อยหน่อยดีไหมนะ?”
จากนั้น คริสตัลที่ผนึกเปลวไฟของรีดเพลิงตามส่วนต่างๆ ของร่างกายของเอลิเซียก็เริ่มสลายตัวไปเองอย่างรวดเร็ว
เมื่อคริสตัลสลายไป เปลวเพลิงที่ถูกปลดปล่อยจากการผนึกโดยเอลิเซียก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลืนกินร่างของเอลิเซียในพริบตาและเผาทำลายม่านบาเรียพลังงานฮงไกเฮือกสุดท้ายไป ซึ่งนั่นหมายความว่าค่าพลังชีวิตของเอลิเซียได้ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดแล้ว
ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของเซี่ยหลิงและรีดเพลิง หน้าต่างสรุปผลก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอแสงของระบบ
【การทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีต — ระดับความปลอดภัย เคลียร์สำเร็จ】
【รางวัลได้ถูกส่งไปยังกล่องจดหมายของคุณเรียบร้อยแล้ว】
(อืม ก็เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง ฉันดันไปเพิ่มความยากให้สาวน้อยผู้น่ารักซะได้ เพราะงั้นจะปล่อยให้เซี่ยหลิงน้อยต้องชดใช้รางวัลที่เธอควรจะได้ไปเปล่าๆ ไม่ได้หรอกนะ)
เอลิเซียซึ่งจิตสำนึกกลับคืนสู่ห้องรับรอง มองดูหญิงสาวสองคนที่ยืนอึ้งอยู่หน้าหน้าจอ รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอ
“เกิด... เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” เซี่ยหลิงตาค้าง พลางตบไหล่รีดเพลิงที่อยู่ข้างๆ
ทว่าการตบนั้นกลับส่งรีดเพลิงร่วงลงไปกองกับพื้นโดยตรง
ตอนนั้นเองที่เซี่ยหลิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าร่างกายของรีดเพลิงเกือบจะถูกสูบพลังจนหมดเกลี้ยงแล้ว
“เร็วเข้า เร็วเข้าระบบ ฟิกซ์ร่างกายให้เธอที! ฉันลืมไปเลยว่ารีดเพลิงเกือบจะสลายไปแล้ว!”
ไม่นานนัก กลิ่นอายพลังของรีดเพลิงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว กลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน
“ซี๊ดด ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าเอลิเซียจะยอมปล่อยฉันไป แต่เธอดันเกือบจะปลิดชีพฉันซะเองเนี่ยนะ”
รีดเพลิงที่ได้รับการรักษาทำหน้าบูดบึ้ง พลางจับตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย: “สถานะปลดปล่อยพลังเต็มที่นี่มันเจ็บชะมัด ถ้าไม่ใช่เพราะเซ็ตราชันช่วยบล็อกความเจ็บปวดไว้ ฉันคงทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ แน่”
“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ...” เซี่ยหลิงยังคงถามคำถามค้างคาของเธอต่อไป: “สรุปเธอชนะได้ยังไง?”
“ไม่ต้องสงสัยเลย เอลิเซียออมมือให้ฉันแน่นอน” รีดเพลิงตอบอย่างมั่นใจที่สุด จากนั้นก็โผเข้ากอดเอลิเซียที่อยู่ข้างๆ แล้วเอาหน้าถูไถ: “อุแงงง ฉันรู้ว่าเอลิเซียยังใส่ใจฉันอยู่”
เอลิเซียที่จู่ๆ ก็ถูกกอดกะพริบตาปริบๆ และตอบกลับตามบทพากย์ว่า: “ตายจริง เธอ นี่ซนจังเลยนะจ๊ะ อยากทำอะไรกับฉันงั้นเหรอ?”
“แน่นอนว่าฉันรู้ว่าเอลิเซียออมมือให้ ฉันหมายถึง ทำไมล่ะ?” เซี่ยหลิงงุนงงเป็นไก่ตาแตก: “ระบบ ออกมาเลย ได้เวลาที่เธอต้องชี้แจงแล้ว”
【เอ่อ ต่อให้โฮสต์ถาม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น】
【ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่การตรวจจับข้อมูลของฉันเป็นปกติเลย ต่อให้มีปัญหาจริงๆ ฉันก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงระบบการทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีตก่อนที่การทดสอบจะจบลงได้หรอกค่ะ อันที่จริง ในระหว่างการทดสอบระดับความยากสูง ฉันยังโดนระบบสั่งปิดเสียงเลยด้วยซ้ำค่ะ】
“เธอคือน่าผิดหวังเกินไปแล้ว เป็นภูติระบบภาษาอะไรถึงโดนระบบหลักสั่งปิดเสียงได้เนี่ย?” คำแถลงของระบบทำเอาทั้งสองคนพูดไม่ออกไปตามๆ กัน
【อะฮ่าๆ... นี่เป็นแค่ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในการออกแบบเท่านั้นค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ของโฮสต์เมื่อสักครู่นี้ ฉันคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะการกระทำก่อนหน้านี้ของโฮสต์ที่ช่วยชีวิตไคลน์ไว้ ส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ในภายหลัง ทำให้เอลิเซียยอมออมมือให้ในตอนท้ายค่ะ】
“แต่ถ้าเป็นเรื่องช่วยไคลน์ มันควรจะส่งผลต่อโหนดถัดๆ ไปที่เกี่ยวกับงูงูไม่ใช่เหรอ?”
【อย่าถามเลยค่ะ แค่รู้ไว้ว่าเอลิเซียรักทุกคนก็พอแล้ว】
(อืม ถูกต้องเลยล่ะ นึกไม่ถึงเลยว่าระบบนี้จะเข้าใจฉันดีขนาดนี้นะ~)
“เอาเถอะ ดูเหมือนเธอจะให้คำตอบอะไรไม่ได้เลยเหมือนกัน” เซี่ยหลิงบีบแก้มเอลิเซียเบาๆ: “รีดเพลิง คราวหน้าลองไปท้าทายการทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีตของวีรชนคนอื่นดูบ้างสิ”
“ซี๊ด ขนาดเอลิเซียในระดับความปลอดภัยฉันยังแทบเอาตัวไม่รอด คราวหน้าเธอจะให้ฉันไปท้าทายวีรชนคนอื่นในระดับปกติเนี่ยนะ?” รีดเพลิงชี้มาที่ตัวเอง ด้วยความรู้สึกประมาณว่า “อะไรนะ ให้ฉันไปสู้กับสุคุนะเหรอ?”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเชื่อในตัวเธอนะ” เซี่ยหลิงชูนิ้วโป้งให้: “ยิ่งไปกว่านั้น ฉันก็ไปกับเธอด้วยไม่ใช่หรือไง?”
การทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีตของสัปดาห์นี้สิ้นสุดลงชั่วคราว หลังจากรับรางวัลสำหรับการเคลียร์ด่าน ทรัพย์สินของเซี่ยหลิงก็เพิ่มขึ้นเป็นความหวัง 5 หน่วย และชิ้นส่วนโอริจิเนียม 8 ชิ้น
แน่นอนว่าเธอยังไม่สามารถแลกเปลี่ยนอะไรได้ในตอนนี้
“จะว่าไปนะระบบ ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าค่าความหวังของฉันมันล้นหลามอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ? ฉันจะตีความได้ไหมว่าเธอกำลังสนับสนุนให้ฉันให้ความสำคัญกับการแลกกระบวนทัศน์การล่มสลายก่อน? หรือเป็นเพราะว่า ในการประเมินของระบบ โฟลเดอร์ทัลจะสามารถทำอะไรๆ ได้มากกว่างั้นเหรอ?”
【อืม... ถูกต้องเลยค่ะ เพราะโฟลเดอร์ทัลสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่คุณจินตนาการไว้เยอะเลยล่ะค่ะ】
【ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟังนะคะ ถ้าคุณใช้การผสมผสานคำว่า “การมาเยือน” บวกกับ “ความโกรธเกรี้ยว” ในโลกแห่งความเป็นจริง คุณคิดว่ามันจะส่งผลอะไรขึ้นมาคะ?】
“ฉันจำได้ว่าคำร่วมประกาศของสองอันนั้น ดูเหมือนจะเป็นการสรรหาโอเปอเรเตอร์สี่ถึงหกดาวแบบสุ่มนะ” เซี่ยหลิงรำพึง ก่อนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ในทันใด เธอหันสายตาไปมองคุณหนูแฟรี่สีชมพูบนโซฟาทันที:
“เดี๋ยวสิ เธอหมายความว่า?”
(เอ๋? ทำไมทุกคนถึงหันมามองฉันกันหมดล่ะ?)
คุณหนูแฟรี่พบว่าจู่ๆ เซี่ยหลิงและรีดเพลิงก็หันมาจ้องมองเธอพร้อมกัน ทำให้เธอเกิดความฉงนใจขึ้นมาทันที
【ถูกต้องแล้วค่ะ มันเป็นไปตามที่โฮสต์คิดนั่นแหละค่ะ】
ครั้งนี้ระบบไม่ได้เล่นปริศนาคำทาย แต่ให้คำตอบที่ยืนยันอย่างตรงไปตรงมา
【นี่คือเหตุผลที่ระบบแยกการทดสอบแดนสวรรค์แห่งอดีตออกมาต่างหากค่ะ หากคุณสามารถเข้าไปในแดนสวรรค์แห่งอดีตและสร้างสายสัมพันธ์กับเหล่าวีรชนผู้ไล่ตามเพลิงได้ คุณก็สามารถอัญเชิญตัวตนแห่งความทรงจำของพวกเขามาสู่โลกแห่งความเป็นจริงผ่านโฟลเดอร์ทัลได้ค่ะ】
【เป็นยังไงบ้างคะโฮสต์ พอคิดถึงกองกำลังต่อสู้อันทรงพลังมากมายขนาดนี้แล้ว ไม่รู้สึกว่ามีแรงผลักดันขึ้นมาในทันทีเลยเหรอคะ?】
(เอ๊ะ? ระบบนี้หมายความว่าเซี่ยหลิงน้อยจะสามารถอัญเชิญพวกเราไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงด้วยโฟลเดอร์ทัลได้งั้นเหรอ?)
ในแดนสวรรค์แห่งอดีต สีหน้าของเอลิเซียเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด โชคดีที่ไม่มีวีรชนคนอื่นอยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะได้เห็นช่วงเวลาหายากที่เอลิเซียสูญเสียการควบคุมอารมณ์ไปแน่ๆ
(แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่โมเบียสเคยทุ่มเทศึกษามาตั้งนานแต่ก็ยังไม่สำเร็จหรอกเหรอ...? ระบบนี้ดูเหมือนจะทรงพลังกว่าที่ฉันจินตนาการไว้เยอะเลยนะเนี่ย?)
“เรื่องพลังการต่อสู้มันไม่สำคัญหรอก... ฉันคิดว่าฉันพอจะจัดการด้วยตัวเองได้ และอีกอย่าง วีรชนหลายคนก็ไม่ได้อยากจะกลับมาปรากฏตัวบนโลกนี้อีกแล้วด้วย”
สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ เซี่ยหลิงกลับส่ายหัว: “ถ้าพวกเขาไม่อยาก ฉันก็จะไม่บังคับให้พวกเขาออกมาหรอก”
“สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขจริงๆ คือการที่จะสามารถอัญเชิญเอลิเซียผ่านสิ่งนี้ได้ต่างหากล่ะ”
เมื่อเห็นเซี่ยหลิงแสดงความปรารถนาที่จะอัญเชิญเธอ ริมฝีปากของเอลิเซียก็ยกลงเป็นรอยยิ้มอย่างภูมิใจน้อยๆ
(ฮี่ๆ ยอดเยี่ยมเลย สมกับเป็นคุณหนูแฟรี่ เสน่ห์ของฉันยังคงล้นเหลือกว่าคนอื่นนิดหน่อยจริงๆ สินะ?)
ทว่า รอยยิ้มของเธอก็จางหายไปในทันทีกับประโยคถัดมา
“หลังจากที่ได้เห็นเรื่องราวของตัวตนอันไร้ที่ติที่ชื่อเอลิเซีย แม้ว่าในตอนท้ายเอลิเซียจะได้รับฉากจบที่สมบูรณ์แบบ แต่ฉัน... ฉันเชื่อว่าฉากจบนั้น แม้จะสมบูรณ์แบบ แต่มันก็ยังไม่ไร้ที่ติ”
“ความจริงแล้ว ฉันอยากให้เอลิเซียได้ไปเยือนสถาบันเซนต์เฟรย่าในตอนท้ายด้วยตัวเองมาตลอด อยากให้เธอได้เห็นอนาคตที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยตาตัวเอง อนาคตที่แฮร์เชอร์สามารถทวงคืนความเป็นมนุษย์กลับมาได้ และได้เห็นเหล่าเด็กสาวที่สืบทอดเจตจำนงที่แตกต่างกันไป”
(เดี๋ยวนะ เซี่ยหลิงน้อยหมายความว่า...)
“ใช่แล้ว ฉันอยากเห็นมาตลอดเลยว่าเอลิเซียจะมีความสุขขนาดไหนถ้าได้เห็นแฮร์เชอร์แห่งเพลิงนิรันดร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเปลวไฟที่ไม่มีวันดับสูญของมนุษยชาติ” รีดเพลิงพยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน:
“ครั้งนี้ เธอจะไม่ต้องคอยฟังจากปากของคนอื่นอีกต่อไปเพื่อที่จะรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่เธอปลูกไว้ได้เบ่งบานเป็นดอกไม้ที่สวยงามขนาดไหน เธอสามารถเป็นสักขีพยานในกระบวนการนี้ได้ด้วยตัวเองเลยล่ะ”
“การที่สามารถเติมเต็มความเสียดายนี้ได้ คือสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขที่สุดแล้ว”
(เซี่ยหลิงน้อยหมายความว่า... ฉัน... ฉันทำสำเร็จแล้วงั้นเหรอ? ฉันทำใหแฮร์เชอร์ในอนาคตกลายเป็นแฮร์เชอร์ของมนุษย์เหมือนอย่างฉันได้จริงๆ ใช่ไหม...?)
ในแดนสวรรค์แห่งอดีต สีหน้าของเอลิเซียเปลี่ยนจากความตกตะลึงในตอนแรก กลายเป็นความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความดีใจและความโล่งอกอันซับซ้อน ริมฝีปากของเธอไม่อาจหยุดที่จะยกยิ้มขึ้นได้ ทว่าดวงตาของเธอ กลับมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าออกมาโดยไม่รู้ตัว