- หน้าแรก
- นักปรุงโอสถสายเปย์กับระบบตอบแทนไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 14 - นี่มันจะเปย์เกินไปแล้วนะ!
บทที่ 14 - นี่มันจะเปย์เกินไปแล้วนะ!
บทที่ 14 - นี่มันจะเปย์เกินไปแล้วนะ!
บทที่ 14 - นี่มันจะเปย์เกินไปแล้วนะ!
"วิชาที่สองคือ 'วิชากายาทองคำ' เป็นวิชาสายป้องกันระดับพื้นฐานของนิกายพุทธ"
"มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมาก แถมยังสามารถร่ายออกมาได้อย่างรวดเร็ว โดยจะเปล่งแสงสีทองอร่ามออกมาห่อหุ้มทั่วทั้งร่าง สามารถต้านทานการโจมตีจากวิชาอาคมที่ชั่วร้ายได้เป็นอย่างดี..."
"วิชานี้ก็ราคาหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อนเช่นกัน"
"ต่อมาคือวิชาที่สาม..."
ชายชรานำวิชาอาคมออกมานำเสนอทั้งหมดสี่วิชา ซึ่งล้วนแต่เป็นวิชาที่ยอดเยี่ยมทั้งสิ้น
ทำให้เย่เฉินรู้สึกนับถือ ว่าอีกฝ่ายสมแล้วที่เคยเป็นถึงศิษย์สายนอกของสำนักชิงอวิ๋น ช่างมีของดีติดตัวไม่น้อยเลย
ตำแหน่งผู้ดูแลหอชิงอวิ๋นในสถานที่เล็กๆ แบบนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะตกเป็นของบรรดาศิษย์สายนอกที่หมดหวังในการทะลวงระดับแล้วทั้งนั้น
จัดว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกคัดทิ้งจากการแข่งขัน
แต่การมีสำนักใหญ่หนุนหลังอยู่ ก็ทำให้พวกเขามีภาษีดีกว่าพวกผู้ฝึกตนอิสระอยู่มากโข
และในบรรดาวิชาอาคมทั้งสี่วิชานี้
วิชาที่เย่เฉินสนใจมากที่สุด ก็คือวิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับเป็นอันดับแรก รองลงมาก็คือวิชากายาทองคำ
วิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับ ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับกระบี่หกชีพจรในชาติก่อนของเย่เฉิน
ใช้ดรรชนีแทนกระบี่ ปลดปล่อยปราณกระบี่ไร้รูปลักษณ์ออกมา
แต่อีกฝ่ายเล่นอวยซะเวอร์วังเกินจริงไปหน่อย
พูดซะวิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับเหมือนจะเจาะทะลุได้ทุกสรรพสิ่ง
วิชากายาทองคำก็พูดซะเหมือนจะป้องกันได้ทุกการโจมตี
เย่เฉินถึงกับอยากจะเอ่ยปากถามเลยว่า หากเอาวิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับมาโจมตีใส่วิชากายาทองคำ ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ
แต่แบบนั้นมันคงจะหักหน้ากันเกินไปหน่อย
เย่เฉินเลือกที่จะไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนคงจะดีกว่า
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เย่เฉินก็ยังคงต้องการวิชาสายโจมตีมากกว่า
ดังนั้นวิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับจึงเป็นตัวเลือกอันดับแรก
ส่วนวิชากายาทองคำ เอาไว้รอสะสมหินวิญญาณให้ได้มากกว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน
"ผู้อาวุโส วิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับพอจะลดราคาลงหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"
เย่เฉินชี้ไปที่หยกบันทึกวิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับพลางเอ่ยถามขึ้น
ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจจะเอามาปล่อยขายเอง ไม่ได้ตั้งราคาขายตามป้าย ก็แสดงว่าต้องมีช่องว่างให้ต่อรองราคาได้อย่างแน่นอน
แถมตัวเขาเองก็ไม่ได้มีหินวิญญาณมากมายขนาดนั้นด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ดูแลหอชิงอวิ๋นก็ขมวดคิ้วมุ่น "เจ้าคิดจะให้เท่าไหร่ล่ะ?"
เย่เฉินใช้ทักษะการต่อราคาแบบแม่ๆ ในชาติก่อน หั่นราคาลงครึ่งหนึ่งทันที "หินวิญญาณระดับต่ำห้าสิบก้อนขอรับ!"
มุมปากของชายชรากระตุกยิกๆ ทันที เขาโบกมือปัดด้วยความรำคาญใจ "ออกไป ออกไปเลย ไปหาซื้อที่อื่นไป๊"
ชายชราปฏิเสธที่จะขายให้หน้าตาเฉย
เย่เฉินถึงกับใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
เขาต่อราคาโหดเกินไปเหรอเนี่ย?
กฎการต่อราคาลงครึ่งหนึ่ง มันใช้ไม่ได้ผลในโลกผู้ฝึกตนงั้นเหรอ?
"งั้นหก ไม่สิ เจ็ดสิบก้อนก็ได้ขอรับ!"
เย่เฉินรีบเสนอราคาเพิ่มทันที
ทว่าชายชรากลับกอดอกแน่น ปรายตามองเย่เฉินอย่างเหยียดหยาม แม้แต่จะเอ่ยปากก็ยังคร้าน
ทำท่าทางเหมือนจะบอกให้เขาไสหัวไป
เย่เฉินถึงกับถอนหายใจด้วยความจำนน "แปดสิบก้อนขอรับ ข้ามีเงินติดตัวแค่นี้จริงๆ"
พูดจบ เย่เฉินก็ควักหินวิญญาณในอกเสื้อออกมาให้ดูทั้งหมด
เพื่อยืนยันว่าเขามีเงินแค่นี้จริงๆ
แต่ชายชรากลับเชิดหน้าขึ้น "เก้าสิบก้อน ขาดตัว"
เย่เฉินสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของอีกฝ่าย ดูท่าแล้วคงจะต่อราคาลงไม่ได้อีกแล้ว
และเขาก็มีหินวิญญาณระดับต่ำแค่แปดสิบก้อนเท่านั้น
ถ้าอย่างนั้น เอาไว้คราวหน้าค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน
หลินเข่อเอ๋อร์เองก็คงยังไม่รีบเข้าป่าไปเก็บสมุนไพรเร็วๆ นี้หรอก ยังมีเวลาถมเถไป
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังจะเก็บของเดินจากไป สีหน้าที่แข็งกร้าวของชายชราก็อ่อนลงเล็กน้อย
เขารู้สึกว่าเย่เฉินคงจะมีหินวิญญาณแค่แปดสิบก้อนจริงๆ ไม่ได้กำลังเล่นแง่ต่อราคาแต่อย่างใด
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชายชราก็โพล่งออกมาว่า "ช่างเถอะ ช่างเถอะ พวกผู้ฝึกตนตัวเล็กๆ อย่างพวกเจ้าก็คงจะลำบากเหมือนกัน แปดสิบก็แปดสิบ!"
เย่เฉินเผยรอยยิ้มออกมาทันที เขาวางหินวิญญาณลงอย่างไม่ลังเล
ท่าทีตอบรับอย่างง่ายดายของเย่เฉิน ไม่เหมือนคนที่ต้องควักเงินเก็บทั้งชีวิตออกมาซื้อวิชาอาคมเลยสักนิด
นี่เขาโดนไอ้เด็กนี่หลอกเอาหรือเปล่าเนี่ย?
ขาดทุน ขาดทุนย่อยยับแล้ว
แต่ในเมื่อตกปากรับคำไปแล้ว ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย
เมื่อตรวจสอบหินวิญญาณจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไร ชายชราก็ส่งหยกบันทึกวิชาให้เย่เฉิน "ใช้ได้ครั้งเดียวนะ พอใช้เสร็จมันก็จะแตกสลายไป"
เย่เฉินพยักหน้ารับ แล้วนำหยกบันทึกวิชาไปแตะที่หว่างคิ้ว
เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันคือวิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับจริงๆ
ภายในนั้นยังมีคำแนะนำสั้นๆ อยู่ด้วย แต่พออ่านจบ เย่เฉินก็รู้สึกว่าตาเฒ่าคนนี้ขี้โม้ไปเยอะเลย
วิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับ สามารถใช้ปลายนิ้วปลดปล่อยปราณกระบี่ไร้รูปลักษณ์ออกมาได้จริง และยังมีความเร็วที่สูงมาก สามารถร่ายเพื่อโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง
แต่อานุภาพของมันน่ะเหรอ?
คงต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น
และไอ้ที่บอกว่าสามารถกัดกินเส้นลมปราณของศัตรูได้นั้น ก็อยู่ในระดับกลางๆ เช่นเดียวกัน
พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก
วิชานี้ เหมาะสำหรับใช้โจมตีจุดสำคัญ หรือใช้ลอบโจมตีเสียมากกว่า
มิเช่นนั้น อานุภาพของมันก็คงทำได้แค่ถูไถไปเท่านั้นแหละ
ตาเฒ่าคนนี้ขี้โม้จริงๆ ด้วย
เย่เฉินยังไม่ได้เปิดใช้งานหยกบันทึกวิชา เขาเก็บมันไว้ในอกเสื้อ
ส่วนชายชราก็อารมณ์ดีเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ เขาก็ถูกหลอกให้ซื้อวิชาดรรชนีกระบี่ลี้ลับนี้มาในราคาหินวิญญาณระดับต่ำเจ็ดสิบก้อน
ตอนนี้ก็หาทางปล่อยของออกไปได้เสียที แถมยังฟันกำไรมาได้ตั้งสิบก้อน
กำไรเน้นๆ ไม่มีขาดทุน
ชายชรารู้สึกว่าเย่เฉินน่าจะยังมีเงินเหลืออยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม "สหายตัวน้อย ต้องการให้ข้าชี้แนะให้สักหน่อยหรือไม่ ถึงข้าจะไม่เคยฝึกฝนวิชานี้ แต่ข้าก็เคยเป็นถึงศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋นนะ ย่อมต้องมีประสบการณ์กว้างขวาง"
"หากระหว่างการฝึกฝน เจ้ามีข้อสงสัยใดๆ ก็สามารถมาสอบถามข้าได้ตลอด"
"รับรองว่าจะช่วยให้เจ้าฝึกฝนได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และบรรลุขั้นเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว"
เย่เฉินเลิกคิ้วขึ้น ตาเฒ่าคนนี้ หลอกฟันกำไรเขาไปแล้วเกิดสำนึกผิดขึ้นมางั้นเหรอ ก็ถือว่ายังพอมีมโนธรรมอยู่บ้างล่ะนะ
แต่ทว่าวินาทีต่อมา เย่เฉินก็รู้ตัวว่าเขาคิดผิดถนัด
"หินวิญญาณระดับต่ำสิบก้อน ข้าจะช่วยชี้แนะการฝึกฝนให้เจ้าสามวัน..."
มุมปากของเย่เฉินกระตุกยิกๆ เขาผุดลุกขึ้นยืนทันที "ผู้อาวุโส ข้าขอตัวก่อน!"
ตาเฒ่าคนนี้หน้าเลือดชะมัด
ท่านเป็นถึงผู้ดูแลหอชิงอวิ๋น เงินเดือนที่ได้รับก็ไม่ใช่ย่อยๆ แถมยังแอบรับงานนอกแบบวันนี้อีก คงจะกอบโกยไปได้ไม่น้อยเลย
ต้องรวยล้นฟ้าแล้วแน่ๆ
ในสถานการณ์แบบนี้ยังจะมางกเงินอยู่อีก หน้าเลือดจริงๆ
ท่านเป็นถึงผู้ฝึกตน หัดทำตัวให้สมกับเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหน่อยจะได้ไหม?
แต่ถึงแม้ภายในใจจะก่นด่าสักเพียงใด
ทว่าความโลภของชายชรา กลับทำให้เย่เฉินอารมณ์ดีไม่น้อย
เพราะดูเหมือนว่าเขาจะมีโอกาสได้เข้าหาเป้าหมายระดับสิบห้าเท่าอย่างซุนรั่วซินเข้าให้แล้ว
……
"หากได้ดี อย่าลืมกันนะ..."
"น้องหลินมีอนาคตที่ก้าวไกล หากวันข้างหน้าหลุดพ้นจากขุมนรกนี้ไปได้ ก็อย่าลืมพี่สาวคนนี้นะ"
"ขอให้แม่นางหลินมีระดับตบะที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และบรรลุระดับสร้างรากฐานได้สำเร็จนะ"
"ในป่านั้นอันตรายนัก แม่นางหลินต้องระมัดระวังตัวให้ดีนะ"
ณ ร้านโอสถอี๋เย่
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ร้านก็ปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว
บรรดาพนักงานที่เก็บข้าวของเสร็จ ต่างก็พากันมาบอกลาหลินเข่อเอ๋อร์
ต่อให้ภายในใจจะแอบด่าทอหลินเข่อเอ๋อร์สักเพียงใดก็ตาม
แต่อีกฝ่ายอายุเพียงยี่สิบปี ก็สามารถทะลวงผ่านระดับรวบรวมปราณขั้นสี่ได้แล้ว ซึ่งนับว่าโดดเด่นล้ำหน้าผู้ฝึกตนอิสระคนอื่นๆ ไปไกลลิบ
ดังนั้นทุกคนจึงยินดีที่จะเอ่ยคำอวยพรทิ้งท้ายให้เธอสักหน่อย
หากบังเอิญวันใดวันหนึ่ง อีกฝ่ายได้ดิบได้ดีขึ้นมาจริงๆ
ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะได้พึ่งพิงบารมีของเธอก็เป็นได้
เรื่องทำนองนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเสียเมื่อไหร่
ส่วนหลินเข่อเอ๋อร์ก็ส่งยิ้มตอบรับคำอวยพรของทุกคนอย่างเป็นมิตร
ภายในใจก็มัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของเย่เฉิน
เย่เฉินหายไปไหนกันนะ?
ก่อนจะจากไป เธอคงจะต้องปลอบใจเย่เฉินเสียหน่อย
เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีเอาไว้
และในตอนนั้นเอง เย่เฉินก็เดินกลับมาจากถนนสายหลัก
"สหายเต๋าเย่ การที่ข้าลาออกก็เพื่อที่จะได้บำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่ แม้ว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ข้าก็ยังคงอาศัยอยู่ในตลาดหยินเยว่ วันข้างหน้าเราย่อมต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
"บุญคุณที่สหายเต๋าเย่มีต่อข้า ข้าจะไม่มีวันลืม..."
"รอจนข้ากลับมาจากการเข้าป่าเก็บสมุนไพรครั้งแรก ข้าจะนำค่าจ้างก้อนแรกที่ได้ ไปเลี้ยงข้าวสหายเต๋าเย่ที่หอซิงเฉินนะเจ้าคะ..."
หลินเข่อเอ๋อร์ก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับเย่เฉิน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
เย่เฉินรับฟังพลางพยักหน้ารับ
วันหลังจะเลี้ยงข้าวนะ
คำพูดติดปากของพวกยัยชาเขียว
เย่เฉินไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
แต่เย่เฉินก็ยังคงคาดหวังว่าการเปย์ในครั้งนี้ จะสามารถกระตุ้นรางวัลคริติคอลได้หรือไม่
วิชา "ดรรชนีกระบี่ลี้ลับ" เล่มนี้ ทำให้เขาสูญเสียหินวิญญาณระดับต่ำไปถึงแปดสิบก้อนเชียวนะ
เย่เฉินตั้งตารอคอยรางวัลที่จะได้รับอย่างใจจดใจจ่อ...
เขาจึงเอ่ยปากพูดขึ้นมาทันที "การที่แม่นางหลินสามารถทะลวงระดับได้ ข้าย่อมต้องดีใจกับแม่นางหลินด้วยอยู่แล้ว"
"แต่การเข้าป่าไปเก็บสมุนไพร มันอันตรายเกินไปจริงๆ"
"ดังนั้น ข้าจึงตั้งใจไปหาซื้อวิชาอาคมไว้ให้แม่นางหลินป้องกันตัว เพื่อเป็นของขวัญ..."
ทันทีที่เย่เฉินพูดจบ
ไม่ว่าจะเป็นหลินเข่อเอ๋อร์ หรือบรรดาพนักงานที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ ล้วนแต่ยืนอึ้งตะลึงงันไปตามๆ กัน...
ไอ้เย่เฉินเนี่ย มันเป็นไอ้หน้าโง่สายเปย์ระดับไหนกันแน่ฟะ?
(จบแล้ว)