- หน้าแรก
- วิวาห์รักจ้าวปรโลก
- บทที่ 25 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (2)
บทที่ 25 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (2)
บทที่ 25 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (2)
บทที่ 25 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (2)
ใบหน้าของโหวจื่ออวี้ซีดเผือด เธอสูดหายใจลึกๆ สองครั้งก่อนจะเล่าต่อ "เมื่อคืนฉันต้มซุป กะจะเอาไปให้พ่อบำรุงร่างกาย แต่พอเดินไปถึงหน้าห้องทำงานเขา ฉันก็ได้ยินเขากำลังคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่——"
ผู้หญิง? แล้วมันแปลกตรงไหนล่ะ?
พี่ชายก็หัวเราะออกมา "คุณผู้หญิงโหวครับ พวกคนรวยอย่างพวกคุณ มีใครบ้างที่ความสัมพันธ์ไม่วุ่นวาย ต่อให้พ่อคุณจะมีเมียน้อย เมียเก็บกี่คน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่ครับ? อีกอย่าง การจะมีซัมติงกันในห้องทำงานเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ก็เป็นเรื่องปกติของคนสมัยนี้ไม่ใช่เหรอครับ"
โหวจื่ออวี้ตวัดสายตามองพี่ชายฉัน "ถ้าเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ฉันจะกลัวเหรอ?"
"แล้วมันคือตัวอะไรล่ะ?" ฉันเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน เลยอดถามไม่ได้
"ฉัน... ฉันได้ยินพ่อเรียกผู้หญิงคนนั้นว่า... 'แม่'! แต่ย่าฉันเพิ่งจะเสียไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง!" โหวจื่ออวี้หน้าซีดเผือด
"ไม่แค่นั้นนะ ฉันยังได้ยินพ่อพูดซ้ำๆ กับผู้หญิงคนนั้นว่า แม่ ปล่อยวางเถอะ... แม่ อย่าทำแบบนี้เลย ผมอึดอัด... แม่ ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะ..."
โหวจื่ออวี้เล่าไปก็กำหมัดแน่นไป
ฉันกับพี่ชายมองหน้ากัน นี่มันปมแค้นครอบครัวอะไรกันเนี่ย?
"คุณผู้หญิงโหวครับ เรื่องแบบนี้ คุณไม่ได้ให้ซินแสมาดูเหรอครับ?"
โหวจื่ออวี้ยกมือขึ้นนวดขมับ "ให้มาดูแล้วค่ะ วันนี้ฉันเลยมาจ้างพวกคุณให้ไปดูด้วยกัน เพราะฉันไม่ค่อยเข้าใจภาษาซินแสเท่าไหร่ ถ้าเขาต้องการของขลังปราบผีอะไร จะได้ให้เขาคุยกับพวกคุณโดยตรงเลย"
พี่ชายฉันวิชาแค่หางอึ่ง ส่วนฉันเป็นแค่ผักต้มเปื่อยๆ ที่ยังร่ายคาถาไล่ผีไม่เป็นด้วยซ้ำ
พวกเราไปดู? ไปเป็นตัวประกอบเหรอ?
"ห้าล้านที่บอกไปเมื่อกี้ไม่ได้พูดเล่นนะคะ ถ้าพวกคุณจัดการปัญหาของพ่อฉันได้ ฉันจ่ายจริงแน่!"
สุดท้าย พี่ชายจอมหน้าเลือดของฉันก็ทนอำนาจเงินไม่ไหว ตกลงไปดูด้วยกัน ยมทูตต้าเป่าก็หน้าด้านขอตามขึ้นรถไปด้วย
"นายจะตามมาทำไมเนี่ย?" ฉันกระซิบถาม
"พระชายาน้อย ผมก็คลุกคลีอยู่ในวงการหยินหยางนะ เผื่อจะช่วยอะไรพวกคุณได้บ้างไง ถ้าผมช่วยได้ พระชายาน้อยอย่าลืมแบ่งค่าเหนื่อยให้ผมบ้างนะ!" เขาได้ยินตัวเลขห้าล้านก็หูผึ่ง หวังว่าพวกเราจะพาเขาไปรับทรัพย์ก้อนโตด้วย
คนเป็นที่รับจ้างเป็นยมทูตแบบเขา ส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้ยมโลก คอยจัดการเรื่องบนโลกมนุษย์ที่ทางยมโลกไม่สะดวกออกหน้า
ฉันแอบหวังลึกๆ ว่าเขาจะหลุดพูดเรื่องเจียงฉี่อวิ๋นออกมาบ้าง แต่ดูท่าคงจะสิ้นหวังแล้วล่ะ
อย่างที่พี่ชายฉันว่า เจียงฉี่อวิ๋นกับพวกเรามันคนละชั้นกัน เราไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องอะไรจากเขา การที่เขาจะอยู่หรือจะไป จะมาหรือไม่มา เราก็ควรทำใจให้ชิน
ในเมื่อฉันตัดสินใจจะเก็บเด็กคนนี้ไว้ ฉันก็ต้องปรับตัวและปกป้องชีวิตน้อยๆ ที่ไม่รู้จะเกิดมาเมื่อไหร่นี้ให้ดีที่สุด
เลือดพ่อเลือดแม่ เด็กคนนี้ก็มีเลือดของฉันไหลเวียนอยู่เหมือนกัน
》》》
พอเดินเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลโหว ฉันก็เห็น "ซินแส" หลายคนยืนอยู่
แต่ละคนยืนเอามือไพล่หลัง มีลูกศิษย์เดินตาม หรือถ้าหรูหน่อยก็เรียกว่าผู้ช่วย
พอพวกซินแสเห็นโหวจื่ออวี้พาพวกเราสามคนเข้ามา ก็แสดงสายตาเหยียดหยามออกมาอย่างชัดเจน
ยมทูตต้าเป่าผอมแห้งเป็นไม้เสียบผี แต่งตัวซอมซ่อเหมือนแรงงานต่างด้าว
พี่ชายฉันใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ดูเป็นนักศึกษาไส้แห้ง
ส่วนฉัน ตั้งแต่เจียงฉี่อวิ๋นโกรธจนเดินหนีไป ฉันก็เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าฉันกำลังท้อง เลยใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกงวอร์มผ้ากำมะหยี่รัดรูป โยนรองเท้าส้นสูงทิ้งไป ใส่แต่รองเท้าผ้าใบ
"คุณโหวครับ พวกนี้ใครกันครับ? อาจารย์ผมกำลังจะทำพิธี ขอความกรุณาให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกไปรอข้างนอกด้วยครับ" ผู้ช่วยใส่แว่นคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดกับโหวจื่ออวี้
"พวกเขาเป็นคนที่ฉันจ้างมาเหมือนกัน ไม่ต้องหลบไปไหนหรอก" โหวจื่ออวี้ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
"ซินแส" คนที่กำลังเตรียมตัวทำพิธีแค่นเสียงเหอะ "พวกเด็กเมื่อวานซืน ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้าเข้ามายุ่งกับเรื่องอันตรายแบบนี้ด้วยเหรอ? รนหาที่ตายชัดๆ!"
พอได้ยินคำว่าอันตราย โหวจื่ออวี้ก็รีบถาม "อาจารย์หลิว ท่านเห็นอะไรผิดปกติเหรอคะ?"
พวกเรายืนอยู่ข้างๆ โดนเมินสนิท พี่ชายกระซิบว่า "ป่ะ เราเข้าไปเดินทัวร์คฤหาสน์หรูกันดีกว่า"
พอเดินผ่านประตูคฤหาสน์เข้าไป พวกเราก็ชะงักพร้อมกัน อุณหภูมิข้างในเย็นเยียบกว่าข้างนอกเยอะเลย——ไอหยินแรงมาก
บอดี้การ์ดสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าทางเดินไปห้องทำงาน ถึงจะเป็นตอนกลางวันแสกๆ แต่ฉันกลับมองเห็นหมอกสีดำลอยวนอยู่หน้าประตูห้องทำงาน
ตั้งแต่เจียงฉี่อวิ๋นเอามือปิดตาฉัน แล้วทำให้ฉันเห็นยมทูตขาวกลางวันแสกๆ การเห็นผีก็กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของฉันไปแล้ว
ซินแสคนนั้นเห็นพวกเราเดินเข้าไป ก็พูดถากถางขึ้นมาอีก : ไม่เจียมตัวเลยจริงๆ
ผู้ช่วยของเขาก็รีบประจบสอพลอทันที : นั่นสิครับ ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนนี่ สงสัยจะดูเข็มทิศฮวงจุ้ยยังไม่เป็นเลยมั้ง
พี่ชายฉันชักจะฉุน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดแอปดูดวงโชว์ให้ดู "ใครบอกว่าฉันดูไม่เป็น เข็มทิศของฉันเป็นระบบดิจิตอลเว้ย! แถมไม่ต้องล้างอำนาจแม่เหล็กด้วย!"
ฉันขี้เกียจสนใจเขา แอบหยิบเข็มทิศฮวงจุ้ยเล็กๆ ที่เป็นของดูต่างหน้าแม่ขึ้นมา
ฉันแค่อยากจะลองดูวิธีใช้เข็มทิศฮวงจุ้ยเท่านั้นเอง แต่พอซินแสคนนั้นเห็นเข็มทิศในมือฉัน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที!
เขาจ้องมองฉันอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "ที่แท้ก็เป็นนักพรตหญิงแห่งตระกูลเสิ่นนี่เอง!"
ฉันอึ้งไปนิด นักพรตหญิงตระกูลเสิ่นคืออะไร?
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปมาหลายรอบ ก่อนจะพูดกับโหวจื่ออวี้ด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "คุณโหว ในเมื่อคุณจ้างนักพรตหญิงตระกูลเสิ่นมาจัดการเรื่องนี้แล้ว ผมก็คงไม่ขอเข้าไปก้าวก่าย ขอตัวครับ!" พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นโด่งดังขนาดนี้เลยเหรอ? ยายเฒ่าคนนั้นบอกว่าถ้าอยากหาเงิน ไม่มีชื่อไหนขายได้ดีเท่าตระกูลเสิ่นแล้ว ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องโกหกแฮะ
แต่ประเด็นคือ... พวกเราเป็นแค่ไก่อ่อนนะเว้ย!
โหวจื่ออวี้รั้งตัวซินแสไว้ไม่ได้ หันมาวีนแตกใส่พวกเรา "นี่มันอะไรกัน พวกนายเป็นใครกันแน่? ทำไมพวกซินแสพอเห็นพวกนายแล้วต้องเดินหนีด้วย?!"
พี่ชายฉันกระแอมไอ ตอบเสียงอ่อย "สงสัยจะเห็นว่าพวกเราเก่งกว่ามั้ง"
โหวจื่ออวี้พยายามข่มความโกรธ พยักหน้า "โอเค งั้นเชิญพวกคุณเข้าไปดูพ่อฉันหน่อยเถอะ! แต่ถ้าพวกคุณกล้ามาเล่นตลกกับฉันล่ะก็... หึ!"
ตอนนี้จะชิ่งหนีก็ไม่ทันแล้ว บอดี้การ์ดของโหวจื่ออวี้เดินเข้ามาประกบหลัง บังคับให้พวกเราเดินเข้าไปในห้อง
"ฉันเข้าไปดูเองละกัน" ฉันกระซิบ "เจียงฉี่อวิ๋นเคยบอกว่า ผีทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้ฉันหรอก"
พอฉันเดินเข้าไปใกล้ห้องทำงาน แหวนบนนิ้วก็เปล่งแสงสีแดงจางๆ ออกมา เหมือนกำลังจะปกป้องฉัน ฉันลูบคลำตราหยกของเจียงฉี่อวิ๋นที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอก ขนาดหน้ากากผีสีเลือดยังกลัวตราหยกนี่เลย ผีธรรมดาก็น่าจะยิ่งกลัวจนหัวหดแหละน่า
ในห้องทำงานไม่ได้เปิดไฟ ผ้าม่านทึบแสงก็ถูกดึงปิดสนิท ฉันได้ยินเสียงฉีกกระดาษดังแกรกกราก
โหวจื่ออวี้ยืนรออยู่หน้าประตู ไม่กล้าเดินตามเข้ามา ฉันก้าวเข้าไปก้าวหนึ่ง แล้วพูดเสียงเบาว่า "สวัสดีค่ะ ฉันได้รับการว่าจ้างให้มาดูอาการคุณ"
เสียงฉีกกระดาษหยุดลง ใบหน้าบิดเบี้ยวแปลกประหลาดโผล่พ้นโต๊ะทำงานขึ้นมา
เป็นผู้ชายวัยกลางคนอายุราวๆ ห้าสิบ ดวงตาบวมเป่ง มุมปากเบะลงเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ ดูอมทุกข์สุดๆ
พอเขาอ้าปากพูด เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นเสียงแหลมปรี๊ดของผู้หญิง "นังหนู เอ็งตายยังไงวะ? ทำไมตายแล้วยังสวยเช้งขนาดนี้——"
ตาย? ฉันยังไม่ตายสักหน่อยนะ
ฉันอึ้งไปนิด นึกถึงคำพูดของเจียงฉี่อวิ๋นที่บอกว่าทั้งตัวฉันเต็มไปด้วยกลิ่นอายผีของเขา ผีตนนี้คงเข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกันล่ะมั้ง?
"คุณ... มีห่วงอะไรที่ยังปล่อยวางไม่ได้หรือเปล่าคะ?" ฉันลองหยั่งเชิงถามดู
ผีตนนั้นได้ยิน ก็ส่งเสียงหัวเราะประหลาด "คิๆๆ" ออกมา——
(จบแล้ว)