- หน้าแรก
- วิวาห์รักจ้าวปรโลก
- บทที่ 24 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (1)
บทที่ 24 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (1)
บทที่ 24 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (1)
บทที่ 24 - ผีสาวตระกูลไฮโซ (1)
มู่อี้เคอ? นั่นชื่อปู่ทวดฉันนี่นา
ดูเหมือนเรื่องราวในอดีตของครอบครัว ฉันจะถูกปิดบังเอาไว้หมดเลยแฮะ
พี่ชายยักไหล่ "ปู่ทวดบอกว่าเป็นกรรมเก่า ปู่ก็บอกว่าต้องทำพิธีปัดเป่า แต่ค่าทำพิธีคงต้องใช้เงินหลักสิบล้าน ฉันก็เลยกำลังหาทางหาเงินอยู่นี่ไง"
"ยายก็ว่าจะถามอยู่พอดี ทำไมตัวน้องสาวเธอถึงมีกลิ่นอายความชั่วร้ายติดมาด้วยล่ะ?" หญิงชราขมวดคิ้ว "พวกเธอไม่ได้ไปยุ่งกับของสกปรกพวกนั้นเพื่อหาเงินใช่ไหม?"
พอพูดเรื่องนี้พี่ชายก็ของขึ้นทันที เขาเล่าเรื่องธุรกิจแรกของเขาให้ฟัง ว่าดันไปเจอซินแสสายมารหมายหัวเอา เพิ่งจะจัดการเสร็จไปเมื่อกี้นี้เอง
หญิงชรามีสีหน้าเคร่งเครียด "คนตายไม่ได้แปลว่าเรื่องจะจบนะ พวกนี้ลักลอบเข้ามาในแผ่นดินใหญ่เพื่อเผยแพร่วิชามาร พวกเธอต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้โดนล้างแค้นล่ะ ถ้าเจอเรื่องอะไรที่จัดการไม่ได้ ก็มาหายายได้เลย"
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เจอกับหญิงชราคนนี้ แต่ดูเหมือนเธอจะสนิทกับพี่ชายฉันมาก พอเห็นฉันทำหน้างง พี่ชายก็เลยอธิบายให้ฟัง
ที่แท้หญิงชราคนนี้ก็เป็นญาติห่างๆ ฝั่งแม่ของฉัน เธอใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาหลายปี พอเห็นพี่ชายฉันก็รู้สึกถูกชะตา เลยทำพันธสัญญาเป็นย่าหลานบุญธรรมกัน หน้าที่ของพี่ชายก็คือคอยเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้เธอ เฮ้อออออ
"ในเมื่อเธอไม่ใช่ผี... แล้วทำไมพี่ต้องใช้เหรียญห้าจักรพรรดิเคาะประตูด้วยล่ะ?" ฉันถามอย่างสงสัย
พี่ชายเบ้ปาก "แกไม่ได้ยินเสียงแมวร้องเหรอ? วิญญาณแมวตัวนั้นดุมากนะ ใครบุกรุกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังดวงซวยแน่"
"แล้วทำไมเธอถึงให้พี่เผากระดาษไปให้ล่ะ ในเมื่อเธอยังไม่ตายนี่นา..."
"ก็ฝากไว้ในธนาคารปรโลกก่อนไง! ไม่งั้นถ้าเกิดฉันเป็นอะไรตายไปก่อนเธอ เธอจะไม่มีคนทำพิธีกงเต๊ก ไม่มีคนเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ ไปอยู่ยมโลกแบบไม่มีเงินมันลำบากนะเว้ย"
เลยต้องมีญาติพี่น้องอยู่บนโลกมนุษย์สินะ... ฉันอดนึกถึงคำพูดของเจียงฉี่อวิ๋นไม่ได้
"ข้าจะไปหามือถือจากไหน? เจ้าจะเผาไปให้ข้าหรือไง?"
ฉันก็คือสายใยและตัวแทนของเขาบนโลกมนุษย์ใช่ไหมล่ะ?
》》》
ตอนที่หญิงชรายื่นห่อยาให้ฉัน เธอก็บอกว่า "นังหนู ของที่แม่เธอทิ้งไว้ อย่าปล่อยให้สูญเปล่าล่ะ ถ้าอยากจะหาเงินล่ะก็ ไม่มีชื่อเสียงอะไรจะขายได้ดีไปกว่าชื่อของตระกูลเสิ่นอีกแล้วนะ"
ฉันไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเธอ แต่พี่ชายกลับก้มหน้าเงียบ
แม่ฉันแซ่เสิ่นจริงๆ นั่นแหละ แต่เธอจากไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก ฉันแทบจะจำหน้าเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ... แถมตลอดหลายปีมานี้ ฉันก็ไม่เคยเจอญาติฝั่งแม่เลยสักคน
เรื่องนี้กวนใจฉันมาก ฉันเลยตัดสินใจจะคาดคั้นถามพี่ชายให้รู้เรื่อง
พี่ชายทนลูกตื๊อฉันไม่ไหว เพราะเขายังต้องพึ่งรสมือฉันทำกับข้าวให้กิน พอฉันงดทำกับข้าวให้สามวัน เขาก็ยอมจำนน
"เสี่ยวเฉียว ขอร้องล่ะ ทำกับข้าวให้ฉันกินเถอะ... ฉันเล่าให้ฟังก็ได้" เขาล้วงเอาเข็มทิศฮวงจุ้ยขนาดเล็กที่ดูประณีตออกมาจากกระเป๋ากางเกง
นี่คือของรักของหวงที่พ่อเก็บรักษาไว้ และเป็นของติดตัวแม่ฉันมาตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
"ตระกูลเสิ่นเป็นตระกูลที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ แต่ละคนนี่ร้ายกาจไม่ฟังเหตุผลกันทั้งนั้น" พี่ชายกินไปเล่าไป "แม่เราเป็นข้อยกเว้นคนเดียว ทั้งอ่อนหวาน สง่างาม สวย แล้วก็ใจดี... ดันมาตกหลุมรักพ่อเราที่เป็นขี้วัวซะได้ แกดูสิ ฉันหล่อเหลาเอาการขนาดนี้ แกก็สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ ล้วนเป็นผลงานของแม่เราทั้งนั้นแหละ"
"เข้าเรื่องสิ!" หมอนี่ชอบพูดจานอกเรื่องอยู่เรื่อย
ที่แท้ตระกูลเสิ่นก็เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในวงการนี้เหมือนกัน เชี่ยวชาญเรื่องการเรียกวิญญาณและดูฮวงจุ้ย สมาชิกในตระกูลไม่ว่าหญิงหรือชายก็ล้วนมีชื่อเสียง แต่ผู้หญิงจะได้เปรียบเรื่องการเรียกวิญญาณและติดต่อสื่อสารกับสิ่งลี้ลับมาตั้งแต่เกิด ทำให้ผู้หญิงในตระกูลเก่งกว่าผู้ชายมาก ดังนั้นตระกูลเสิ่นจึงรับแต่ลูกเขยเข้าบ้าน ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งงานออกไป
พ่อฉันเป็นหลานชายคนโตของทายาทสายตรง ไม่มีทางแต่งเข้าบ้านตระกูลเสิ่นได้ แม่ก็เลยต้องหนีตามเขามา
"ดูไม่ออกเลยนะว่าพ่อเราจะมีฝีมือขนาดนี้ เรื่องฝั่งแม่ฉันก็ไม่ค่อยรู้หรอก ถ้าแกอยากจะศึกษา ก็เอาเข็มทิศนี่ไปศึกษาดูสิ ฮวงจุ้ยมันไม่ยากหรอก"
พี่ชายกำชับว่า "ระวังหน่อยนะ ขอบเข็มทิศนี่มันคมมาก ใช้แทนมีดพกได้เลย"
ตอนที่เรากำลังกินข้าวกันอยู่ ก็มีชายหนุ่มร่างผอมคนหนึ่งมาเคาะประตูหน้าร้าน ยิ้มกว้าง "ขอโทษที่มารบกวนครับ"
ฉันเพ่งมอง ก็จำได้ว่าเป็นยมทูตที่ช่วยฉันหาน้องชายซ่งเวยวันก่อน!
เขาเป็นคนจริงๆ ด้วย! กลางวันแสกๆ มีเงาอยู่ที่เท้าด้วย
"พระชายาน้อย ผมบอกแล้วไงว่าผมเป็นคนจริงๆ แค่รับจ้างทำงานนี้เฉยๆ ทำไมถึงไม่เชื่อผมล่ะครับ" เขาจงใจหันหลังให้ฉันดูเงา
"นาย... มาหาฉันมีธุระอะไรเหรอ?" ฉันแอบหวังลึกๆ ว่าจะเป็นเจียงฉี่อวิ๋นส่งเขามาหรือเปล่า?
เขาเดินเข้ามานั่งหน้าตาเฉย กระซิบเสียงเบา "ท่านผู้ยิ่งใหญ่เบื้องบนส่งผมไปจัดการศพของซินแสสายมาร เด็กสาวม.ปลาย แล้วก็คนขับรถแท็กซี่ครับ พอผมไปถึงบ้านร้างนั่น ก็เห็นซินแสสายมารก่อนจะโดนกลืนวิญญาณ เขาได้กัดนิ้วเขียนอักขระไว้ครึ่งตัวบนเตียงดิน น่าจะเขียนไม่เสร็จ ไม่รู้ว่าจะส่งผลอะไรไหม... ผมเดาว่าน่าจะเป็นวิธีส่งซิกของพวกนิกายสายมาร เลยแวะมาเตือนให้พวกคุณระวังตัวไว้หน่อยครับ"
"ฉันล่ะเกลียดพวกหัวโล้นนี่เข้าไส้เลย" พี่ชายสบถ "คราวหน้าถ้าเจอพวกมารศาสนานี่ ฉันจะเดินหนีให้ไกลเลย"
ยมทูตหัวเราะ "ผีสาวที่ดูดพลังหยางนั่นก็โดนกลืนวิญญาณไปแล้วครับ รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่พวกคุณขายให้ตระกูลโหวก็หมดฤทธิ์แล้ว ตอนแรกคุณปู่โหวอาการดีขึ้นจนเกือบจะกลับไปประชุมบอร์ดบริหารได้แล้ว แต่ตอนนี้กลับมาล้มป่วยอีกรอบซะงั้น"
ฉันนั่งฟังเขาคุยกับพี่ชายอย่างออกรสออกชาติ ก็เริ่มรู้สึกเบื่อ เลยเดินถอยมานั่งที่โซฟาเงียบๆ
ยมทูตต้าเป่าเอาแต่คุยสัพเพเหระ ไม่ยอมปริปากพูดถึงเจียงฉี่อวิ๋นเลยสักคำ
ก็จริงของเขาแหละ เขาเป็นแค่ลูกน้องตัวเล็กๆ ที่คอยวิ่งเต้นรับใช้ยมโลกบนโลกมนุษย์ จะไปรู้เรื่องของเจียงฉี่อวิ๋นได้ยังไง
ตอนที่เขากำลังคุยเรื่องตระกูลโหวอยู่ รถลีมูซีนสีดำคันยาวก็มาจอดเทียบหน้าร้าน ผู้หญิงหน้าตาเย็นชาคนหนึ่งเดินนำบอดี้การ์ดสองคนเข้ามา
พี่ชายกับยมทูตกำลังนั่งแทะกับแกล้มคุยโวกันอย่างไม่ห่วงภาพพจน์ ผู้หญิงคนนั้นก็ส่งเสียง "หึ" อย่างดูถูก หันมาพูดกับฉันว่า "เถ้าแก่พวกนายอยู่ไหน? ไปเรียกมาคุยหน่อยสิ"
พี่ชายนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้า "เถ้าแก่ไม่อยู่ครับ มีอะไรคุยกับผมได้เลย"
ผู้หญิงคนนั้นถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ "นายตัดสินใจได้เหรอ?"
บอดี้การ์ดข้างๆ เธอกระซิบ "คุณหนูครับ ได้ยินมาว่านายน้อยก็ซื้อรูปปั้นนั่นมาจากชายหนุ่มคนนี้นะครับ..."
ฉันเก็ตทันที นี่ก็คนของตระกูลโหวอีกแล้วสินะ ดูท่าทางพวกเขาจะเห็นเราเป็นเครื่องมือซะแล้ว
ผู้หญิงคนนั้นเชิดหน้าพูดอย่างเย่อหยิ่ง "ฉันชื่อโหวจื่ออวี้ มีเรื่องอยากจะขอให้ช่วยหน่อย——"
พี่ชายส่ายหน้า "ขอโทษครับ ไม่รับงานตระกูลโหว"
เธอไม่ได้ถามเหตุผล แค่ยิ้มมุมปากแล้วเสนอตัวเลข "หนึ่งล้าน"
พี่ชายจ้องหน้าเธอเขม็ง "ผมเป็นคนมีหลักการนะครับ"
"...สองล้าน" โหวจื่ออวี้เลิกคิ้ว
พี่ชายลุกขึ้นยืน เดินมานั่งข้างฉัน ทำเป็นไม่สนใจเธอเลย
เธอขมวดคิ้ว พูดเสียงหนักแน่น "ห้าล้าน"
"เชิญนั่งครับ คุณผู้หญิง" พี่ชายฉีกยิ้มหล่อเหลาต้อนรับทันที
ฉันแอบกรอกตาบน——ไหนล่ะหลักการของพี่? เพิ่งจะบอกไปแหมบๆ ว่าไม่รับงานตระกูลโหว พอได้ยินห้าล้านก็กลืนน้ำลายตัวเองเลยเหรอ?!
เอาเถอะ... จริงๆ ฉันก็แอบหวั่นไหวเหมือนกัน เพราะค่าทำพิธีไล่ผีให้พ่อต้องใช้เงินอย่างน้อยสิบล้าน นี่เปิดมาก็ครึ่งทางแล้ว!
ยมทูตต้าเป่าก็อยากรู้อยากเห็น ขยับเข้ามานั่งฟังด้วย โหวจื่ออวี้คงนึกว่าเขาเป็นลูกจ้างในร้าน เลยไม่ได้ไล่ไปไหน
เธอเข้าประเด็นทันที "ที่บ้านฉันเกิดเรื่องนิดหน่อย เลยอยากจะมาหาของขลังไปไว้ป้องกันตัวน่ะ"
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?" พี่ชายถามอย่างสนใจ
ใบหน้าที่เยือกเย็นและหยิ่งยโสของโหวจื่ออวี้ฉายแววหวาดกลัวขึ้นมาแวบหนึ่ง เธอลดเสียงลงแล้วพูดว่า "ช่วงนี้พ่อฉันมีท่าทีแปลกๆ ไป ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเพราะปู่ล้มป่วย เขาเลยเครียด... แต่ปรากฏว่าเมื่อคืนนี้ ฉันได้ยิน——"
(จบแล้ว)