- หน้าแรก
- วิวาห์รักจ้าวปรโลก
- บทที่ 6 - มังกรหยกเลือด (2)
บทที่ 6 - มังกรหยกเลือด (2)
บทที่ 6 - มังกรหยกเลือด (2)
บทที่ 6 - มังกรหยกเลือด (2)
หมายความว่ายังไง?
ให้ฉันอยู่แก่เฒ่าไปอย่างเงียบๆ งั้นเหรอ? เขาไม่ได้จะฆ่าฉันให้ตายหรือไง?
เขาแค่นเสียงหัวเราะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยชินกับการที่ตัวเองพูดจา "ใจกว้าง" แบบนี้ออกมา
"อย่าทำหน้าโง่ๆ แบบนั้น การแต่งงานกับคนตายมีแต่ผูกมัด ไม่มีวันคลาย เว้นเสียแต่เจ้าจะตายแล้วไปเกิดใหม่ถึงจะหลุดพ้นได้ เพราะฉะนั้นในชาตินี้ เจ้าไม่มีทางมีผู้ชายคนอื่นได้อีก"
น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นและไร้เยื่อใย "ถ้าเจ้าหวาดกลัวข้ามากขนาดนั้น ถ้างั้นพองานสำเร็จ ข้าจะไม่มาปรากฏตัวอีกเลยก็ได้ ถ้าเจ้ายินดีที่จะแก่ตายไปอย่างโดดเดี่ยว ก็ตามใจเจ้า"
"คุณ... ที่คุณบอกว่าพองานสำเร็จ หมายความว่ายังไง?" ฉันจับใจความสำคัญได้
เป็นอย่างที่พี่ชายพูดจริงๆ ด้วย เขามีจุดประสงค์อื่น
เขาแค่นเสียงหัวเราะ บีบปลายคางฉันแล้วพูดว่า "เรื่องของโลกวิญญาณเจ้าไม่รู้ก็ช่างเถอะ แต่เรื่องของชายหญิงเจ้าก็ไม่รู้ด้วยหรือไง? ทุกวันข้าทิ้งของไว้ในตัวเจ้าตั้งเท่าไหร่ เจ้าลืมไปแล้วหรือ?"
ฉันหน้าแดงก่ำจ้องมองเขา มองหน้ากากผีนั่นนานๆ เข้า ก็เริ่มรู้สึกชินชาแล้ว
"เมื่อแหวนบนมือเจ้าผูกมัดเป็นรูปมังกรหลีมังกรไร้เขา นั่นหมายความว่าครรภ์วิญญาณได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว... เจ้าคิดว่าสิ่งที่ภรรยาต้องทำมีแค่การเปิดร่างกายอ้าซ่าให้งั้นหรือ?"
ฉันเบิกตากว้างมองเขาด้วยความหวาดกลัว มือลูบไปที่หน้าท้องอย่างไม่รู้ตัว
มิน่าล่ะ ช่วงหลายวันมานี้ฉันถึงรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแปลบๆ ที่ใต้สะดือ ฉันนึกว่าเป็นเพราะความป่าเถื่อนของเขาในตอนกลางคืนซะอีก ที่แท้ก็ต้องการให้ฉันท้องเหรอ?!
"เข้าใจแล้วหรือยัง?" เขาเห็นสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของฉัน จึงแค่นเสียงหัวเราะเยาะมองมา
"...แต่ว่าฉัน... ฉันยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย เอาไว้คราวหลังค่อย——"
ฉันเพิ่งอายุสิบแปดเองนะ เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ต่อให้สังคมสมัยนี้จะเปิดกว้าง และมีวิธีจัดการเรื่องแบบนี้อย่างยืดหยุ่นก็เถอะ แต่สำหรับเด็กผู้หญิงที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะ การตั้งท้องก็คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกรูปแบบหนึ่งเลยนะ
"คราวหลัง?" เขาแค่นเสียงหัวเราะ "ข้าไม่อยากทำกับร่างกายที่แข็งทื่อแบบนี้ไปอีกเจ็ดวันหรอกนะ"
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด
ฉันเองก็ไม่อยากถูกผีผู้ชายที่ใส่หน้ากากผีร้ายข่มขืนติดต่อกันเจ็ดวันเหมือนกัน
"เหลืออีกสามคืน ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่ามันเป็นการทรมานหรือการข่มขืนก็ตาม เจ้าก็ต้องทน เข้าใจไหม?" เขาพูดอย่างไม่เกรงใจ
"...อืม" ฉันเช็ดคราบน้ำตาที่อาบแก้ม ยอมรับชะตากรรมอย่างว่าง่าย คิดในใจว่าอย่างมากก็แค่ดรอปเรียนแล้วหลบอยู่แต่ในบ้าน
ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศทางตอนใต้ยังคงมีความหนาวเย็นอยู่บ้าง กางเกงถุงน่องสีดำที่ฉันใส่ถูกเขากระชากจนขาด ฉันจึงทำได้เพียงถอดมันออกแล้วยัดใส่กระเป๋าสะพาย
ตอนที่ยกขาขึ้น มันไปสะเทือนถึงจุดที่โดนทรมานมาตลอดหลายวัน ฉันเจ็บจนต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
เขากอดอกยืนมองอยู่อย่างนั้น ราวกับรูปปั้นที่เย็นเฉียบ
"ฉันรับปากคุณแล้ว คุณช่วย... อ่อนโยนลงหน่อยได้ไหม?"
อย่าเอะอะก็ฉีกเสื้อผ้าฉันขาดได้ไหม?
เขาแค่นเสียงหัวเราะ "อ่อนโยน? อย่ามาทำเป็นไม่รู้ดีรู้ชั่ว ถ้าข้าไม่อ่อนโยน เจ้าจะยังยืนคุยกับข้าได้อยู่อีกหรือไง?"
โอเค ฉันถามคำถามโง่ๆ ออกไปเอง
ฉันมันก็แค่เครื่องสังเวย ยังจะกล้าหวังถึงสิทธิมนุษยชนอะไรอีก?
เหลืออีกสามคืน
ฉันเช็ดหน้าตัวเองที่หน้ากระจก เงาในกระจกสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวและดวงตาที่บวมเป่ง
"เสี่ยวเฉียว เร็วเข้า!" เสียงพี่ชายดังมาจากระเบียงทางเดิน
ฉันสูดน้ำมูก ก้มหน้าเดินออกไป
》》》
เรื่องคนตกตึกเมื่อวานกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์
ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิด เห็นว่าฉันเดินเข้าไปในห้องพักครู ไม่นานฉันก็วิ่งหนีออกมาอย่างทุลักทุเล
เงาของฉันปรากฏอยู่ที่ทางหนีไฟของทุกชั้น พอฉันวิ่งออกมาพ้นตึกเรียน ยืนอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เกิดเหตุอาจารย์ที่ปรึกษาตกตึก
ในเรื่องของเวลา ฉันไม่มีความน่าสงสัยใดๆ เลย
ฉันอดสงสัยไม่ได้ ว่านี่คงเป็นสิ่งที่ผีหน้าตาน่าเกลียดนั่นคำนวณเอาไว้แล้ว
ถ้าเขาฆ่าอาจารย์ที่ปรึกษาตอนที่ฉันอยู่ในห้องพักครู ฉันคงอธิบายเรื่องนี้ไม่ถูกแน่
และถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาตายในห้องพักครู ฉันก็จะเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงทำกระจกหน้าต่างแตก หิ้วอาจารย์ที่ปรึกษาไปไว้บนกรอบหน้าต่าง ให้พยานหลายคนเห็นว่าเขานั่งยองๆ อยู่ แล้วจากนั้นก็ "กระโดด" ลงมาเอง
ตำรวจแซ่หลู คนรู้จักของพี่ชายดูอายุประมาณยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี รูปร่างสูงใหญ่ แววตาเฉียบคม รังสีความยุติธรรมที่แผ่ออกมาตอนที่เขายืนอยู่ตรงหน้าฉัน ยิ่งทำให้ฉันดูอิดโรยและเหม่อลอยมากขึ้นไปอีก
"พี่หลูแกเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษมาก่อน เป็นคนช่างสังเกตและมีจิตสังหารรุนแรง เวลาแกจะพูดอะไรก็ระวังๆ หน่อยล่ะ" พี่ชายลดเสียงลงเตือนฉัน
ในห้องประชุม พวกผู้บริหารโรงเรียนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ชายวัยกลางคนหัวล้านคนหนึ่งพอเห็นฉันก็ตบโต๊ะด่าทันที
"ดูสิ ดู! นักศึกษาสาวสมัยนี้มันเป็นยังไงกัน! หา? ใส่เสื้อโชว์ร่องอก อากาศหนาวขนาดนี้ยังเปลือยขาสองข้างอีก นี่มันยั่วให้คนก่ออาชญากรรมชัดๆ!"
ชายหัวล้านคนนั้นพูดต่อว่า "ท่านเลขาธิการ ท่านอธิการบดี ผู้กองหลู ผมบอกพวกท่านแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาจางเป็นคนเข้ากับนักศึกษาได้ดีมาตลอด ชื่อเสียงก็ดีมาก! ต้องเป็นเพราะเด็กผู้หญิงคนนี้ไปปั่นหัวเล่นกับความรู้สึกของเขา ทำให้เขาสะเทือนใจ ถึงได้ทำเรื่องโง่ๆ อย่างการกระโดดตึกฆ่าตัวตายแน่ๆ!"
"ฉันไม่ได้ปั่นหัวเล่นกับความรู้สึกใครนะ! ฉันพยายามหลบหน้าเขาด้วยซ้ำ!" ถ้าด่าฉัน ฉันยังพอทำเป็นไม่ได้ยินได้ แต่ถ้าหาว่าฉันไปปั่นหัวเล่นกับความรู้สึกของอาจารย์ที่ปรึกษาโรคจิตนั่น ฉันทนไม่ได้เด็ดขาด
"เขาเรียกฉันไปช่วยงานที่ห้องพักครู เพื่อนนักศึกษาทั้งห้องก็ได้ยิน! แล้วเขาก็มาต้อนฉันในห้องพักครู บอกว่าจะให้ฉันเป็นแฟนเขา ฉันวิ่งหนีสุดชีวิตออกมาต่างหากล่ะ" ฉันพยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้มากที่สุด ในเมื่อยังต้องเรียนที่นี่ต่อไป ชายหัวล้านคนนี้น่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของอาจารย์ที่ปรึกษาจางแน่ๆ
"นั่นมันก็แค่คำพูดลอยๆ ของเธอฝ่ายเดียว ใครจะไปเชื่อ?" ชายหัวล้านพูดอย่างโกรธเคือง "คนตายไปแล้วเธอยังจะมาสาดโคลนใส่เขาอีก! ดูสารรูปเด็กมีปัญหาของเธอสิ ยังจะมาแกล้งทำเป็นเหยื่ออะไรอีก!"
พี่ชายฉันปรี๊ดแตก ด่าสวนไปว่า "แกว่าใครเป็นเด็กมีปัญหาฮะ? ไอ้เวรเอ๊ย อย่าคิดว่าเป็นผู้บริหารโรงเรียนแล้วฉันจะไม่กล้าอัดแกนะ!"
"พอได้แล้ว!" อธิการบดีตวาด "ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดการกับผลกระทบในแง่ลบ ไม่ใช่มาทะเลาะกัน!"
อธิการบดีหันมาพูดกับฉันด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า "นักศึกษา ตอนนี้เราสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฆ่าตัวตาย อาจจะมีสื่อมวลชนหลายสำนักมาขอสัมภาษณ์เธอ หวังว่าเธอจะเห็นแก่ชื่อเสียงของโรงเรียนนะ——"
ฉันขมวดคิ้วฟังอยู่ครู่หนึ่ง ที่แท้อธิการบดีก็ต้องการให้ฉันพูดว่า ระหว่างที่ช่วยงานอยู่ในห้องพักครู ฉันเห็นอาจารย์ที่ปรึกษาจู่ๆ ก็เกิดอาการคลุ้มคลั่ง พอฉันวิ่งออกไปตามคน เขาก็กระโดดตึกลงมาตายเอง
ฉันยังไม่ทันได้อ้าปากปฏิเสธ ผู้กองหลูก็แค่นเสียงหัวเราะสองครั้ง แล้วพูดขึ้นว่า "ท่านอธิการบดี ผมยังนั่งอยู่ตรงนี้นะ คุณกลับยุยงให้เหยื่อเปลี่ยนคำให้การงั้นเหรอ? เห็นกฎหมายเป็นเรื่องเล่นๆ หรือไง?"
อธิการบดียิ้มเจื่อนอย่างกระอักกระอ่วน ในใจคงแอบด่าผู้กองหลูว่าไม่รู้จักความเหมาะสม
ผู้กองหลูไม่สนใจเขา หันมาถามฉันว่า "คุณเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้ฟังอย่างละเอียดอีกทีสิ"
ฉันข้ามตอนที่ผีหน้าตาน่าเกลียดนั่นบีบคอเขาไป อธิบายแค่ว่าจู่ๆ เขาก็มีอาการผิดปกติ
หลังจากผู้กองหลูฟังจบ ก็ให้ฉันเล่าซ้ำเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่...
ทั้งหมดเพื่อให้ฉันเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นซ้ำไปซ้ำมา!
จนกระทั่งสุดท้าย เขาเก็บเครื่องบันทึกเสียงและสมุดจด รอจนพวกผู้บริหารโรงเรียนออกไปหมดแล้ว ถึงได้ยิ้มอย่างมีเลศนัยให้ฉัน "คุณเสี่ยวเฉียว สภาพจิตใจของคุณเข้มแข็งมากเลยนะ..."
ไร้สาระ ถ้าสภาพจิตใจฉันไม่เข้มแข็ง ฉันคงตกใจตายไปตั้งแต่คืนนั้นเมื่อสองปีก่อนแล้วล่ะ
》》》
ตอนที่เรากลับถึงบ้าน พ่อยังนั่งอาบแดดอยู่ในลานบ้าน เขาใส่เสื้อกล้ามสีขาว ถูไถตัวไปมากับเก้าอี้หวาย
"เสี่ยวเฉียว ลูกกลับมาแล้ว... โอ๊ย มาช่วยพ่อเกาหลังหน่อย พ่อคันหลังจะแย่แล้ว!"
ฉันเดินเข้าไป เลิกเสื้อกล้ามสีขาวของพ่อขึ้น กำลังจะช่วยเกาหลังให้ แต่จู่ๆ ก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่!
บนแผ่นหลังของพ่อ มีหน้ากากผีสีแดงเลือดปรากฏขึ้นมา...
(จบแล้ว)