- หน้าแรก
- ปลายพู่กันพลิกชะตา สิบปีเร้นกายบัณฑิตทะยานฟ้าแห่งต้าโจว
- บทที่ 34 - วันนี้ข้าขอกำเริบเสิบสานสักทีเถอะ!!
บทที่ 34 - วันนี้ข้าขอกำเริบเสิบสานสักทีเถอะ!!
บทที่ 34 - วันนี้ข้าขอกำเริบเสิบสานสักทีเถอะ!!
บทที่ 34 - วันนี้ข้าขอกำเริบเสิบสานสักทีเถอะ!!
พิธีการเสร็จสิ้น ควันธูปในศาลบรรพชนยังไม่ทันจางหาย
ณ ห้องโถงเล็กของศาลบรรพชน เว่ยเหอ ผู้นำตระกูลนั่งเป็นประธาน บนโต๊ะเบื้องหน้ามีเอกสารฉบับหนึ่งวางอยู่
เป็นเอกสารรับรองการสืบทอดและแยกสายตระกูลอย่างเป็นทางการ อักษรดำบนกระดาษขาว ประทับตราตระกูลเว่ย มุมกระดาษยังมีรอยประทับตราชาดสีแดงสด
เว่ยนี่เซิงยืนอยู่หน้าโต๊ะ สีหน้าเรียบเฉย ทว่าหัวใจเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย
สิบปีแล้ว
สิบปีแห่งการถูกกักบริเวณ สิบปีแห่งความอดกลั้น สิบปีแห่งการก้มหัว ในที่สุดก็ถึงวันนี้เสียที
เวลานั้น เว่ยเหอหยิบเอกสารขึ้นมาดูแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นให้เว่ยนี่เซิง
"เด็กน้อย นี่คือเอกสารการสืบทอดของเจ้า
จากนี้ไป เจ้าคือสายตรงของสายหลัก แยกเป็นสายตระกูลเอกเทศ"
เว่ยนี่เซิงรับมาด้วยสองมือ แล้วก้มลงดู
เนื้อหาในเอกสารระบุชัดเจน: 【เว่ยหมิงหย่วน สายหลักของตระกูลเว่ย เลือกนี่เซิง บุตรชายคนรองของหมิงเต๋อจากสายรอง เป็นผู้สืบทอดสายหลัก
จากนี้ให้แยกสายกับสายรอง ตั้งสายตระกูลเอกเทศ ไม่เกี่ยวข้องกันอีก】
ด้านล่างมีลายเซ็นและตราประทับของผู้นำตระกูลเว่ยเหอ พร้อมด้วยผู้อาวุโสในตระกูลอีกหลายคนเป็นพยาน
เว่ยเหอมีสีหน้าปกติ ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ราวกับว่าเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง
ผู้อาวุโสหลายคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป ต่างคนต่างคิด สายตามองสลับไปมาระหว่างเขากับเว่ยหมิงเต๋อ
ส่วนเว่ยหมิงเต๋อยืนอยู่ด้านข้าง มองดูเอกสารในมือเว่ยนี่เซิง สายตาหม่นลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนเว่ยนี่เซิง หลังจากตรวจสอบว่าเอกสารไม่มีปัญหา ก็พับเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วถอนหายใจยาว
สิบปีแล้ว
จากนี้ไป เขาคือเว่ยนี่เซิง สายตรงของสายหลัก แยกเป็นสายตระกูลเอกเทศ
เมื่อส่งมอบเอกสารเรียบร้อยแล้ว ตามหลักการ เรื่องการสืบทอดและแยกสายตระกูลก็ควรจะจบลงเพียงเท่านี้
แต่จู่ๆ เว่ยโส่วเจิ้งก็โพล่งขึ้นมาว่า "เดี๋ยวก่อน"
ทุกคนหันไปมองเขา
เว่ยโส่วเจิ้งก้าวออกไปข้างหน้า มองเว่ยนี่เซิง ใบหน้าประดับรอยยิ้ม "หวังดี" แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้น
"ในเมื่อแยกสายตระกูลแล้ว จะยังอยู่ในจวนตระกูลเว่ยต่อไป คงไม่เหมาะสมกระมัง?"
พูดจบก็หันไปทางบิดาเว่ยหมิงเต๋อ "ท่านพ่อ ตามธรรมเนียม ตอนนี้น้องรองเป็นคนของสายหลัก เป็นลูกของท่านลุง
สายรองของเรากับเขา ถือเป็นคนละบ้านกันแล้ว
หากเขายังอาศัยอยู่ในจวนของเรา ข่าวลือแพร่งพรายออกไป คนอื่นจะหาว่าสายรองของเราฮุบสมบัติของสายหลักนะขอรับ"
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผลสวยหรู แต่ใครๆ ก็ฟังออกว่าเป็นการไล่ที่
เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรชายคนโต เว่ยหมิงเต๋อก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ส่วนชุยซื่อตาเป็นประกาย แต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า เพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ ทำทีเป็นจนใจ
ผู้อาวุโสหลายคนมองหน้ากัน แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
เพราะหลังจากแยกสายตระกูลแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องอยู่ด้วยกันอีกจริงๆ
เว่ยโส่วเจิ้งเห็นไม่มีใครคัดค้าน ก็ยิ่งได้ใจ
หันกลับไปหาเว่ยนี่เซิง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งเบิกบาน "น้องรอง เจ้าอย่าโกรธที่พี่พูดตรงๆ เลยนะ
พี่เป็นศิษย์ของสำนักลี่เสวีย ธรรมเนียมเป็นเช่นไร เราก็ต้องปฏิบัติตาม เจ้าว่าจริงไหม?"
เขารอดูเว่ยนี่เซิงได้อาย
รอวันที่เขาถูกไล่ออกจากจวนตระกูลเว่ย ต้องระเหเร่ร่อนไม่มีที่ไป
เมื่อเห็นท่าทางของเว่ยโส่วเจิ้ง ในเวลานี้ เว่ยนี่เซิงก็เลิกเสแสร้งอย่างสิ้นเชิง แล้วตวาดกลับไปว่า
"ในเมื่อเจ้ารู้ว่าตอนนี้ข้าคือสายตรงของสายหลัก แล้วทำไมเจ้าถึงพูดกับข้าเช่นนี้ล่ะ ท่านน้อง!! "
คำว่า 'ท่านน้อง' อีกคำหนึ่งทำให้เว่ยโส่วเจิ้งหน้าแดงก่ำ
"เจ้า! เว่ยนี่เซิง เจ้าอย่ามาทำเป็นวางก้ามแถวนี้นะ!"
เว่ยหมิงเต๋อได้ยินคำเรียกนั้นก็ขมวดคิ้ว ตวาดเสียงแข็ง "ไอ้ลูกทรพี เสียมารยาท! โส่วเจิ้งคือพี่ชายของเจ้านะ!!"
"พี่ชายหรือ?" เว่ยนี่เซิงหันไปหาเว่ยหมิงเต๋อ โค้งตัวเล็กน้อย "ท่านลุงรอง ท่านพูดเรื่องอะไรหรือ?"
"ท่านลุงรอง....." เว่ยหมิงเต๋ออึ้งไป "เจ้า... ไอ้ลูกทรพี เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?!"
"ท่านลุงรองไง!" เว่ยนี่เซิงสีหน้าเรียบเฉย "มีอะไรผิดปกติหรือ?"
"ตามธรรมเนียม ข้าสืบทอดสายหลัก เป็นลูกของท่านลุงใหญ่
ท่านเป็นน้องชายของท่านลุงใหญ่ ย่อมต้องเป็นท่านลุงรองของข้า"
"และอีกอย่าง" เว่ยนี่เซิงหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ยิ้มบางๆ "เมื่อครู่ท่านน้องก็เพิ่งบอกว่าต้องปฏิบัติตามธรรมเนียม ท่านลุงรองก็คงเห็นด้วยใช่ไหมล่ะ?"
ลูกชายตัวเองเรียกตัวเองว่าท่านลุงรอง เว่ยหมิงเต๋อแทบจะหายใจไม่ออก กุมหน้าอก ตัวโงนเงน
"นายท่าน!!" ชุยซื่อเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประคอง กระซิบว่า "นายท่าน อย่าเพิ่งโมโห... อย่าเพิ่งโมโห..."
เว่ยหมิงเต๋อสะบัดมือนางออก จ้องเว่ยนี่เซิงตาเขม็ง พูดไม่ออกไปพักใหญ่
ผู้อาวุโสหลายคนเห็นเหตุการณ์นี้ บางคนก็ขมวดคิ้ว บางคนก็แอบขำ
เว่ยเหอลูบเครา มองเว่ยนี่เซิงด้วยสายตาที่ลึกล้ำ แฝงแววชื่นชม
"เด็กคนนี้ ร้ายกาจไม่เบา"
เว่ยนี่เซิงมองปฏิกิริยาของเว่ยหมิงเต๋อ ในใจไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ
คำเรียกนี้ เขาอยากเรียกมานานแล้ว
และในขณะเดียวกันก็ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียง จึงพูดตรงๆ ว่า "ที่ท่านน้องพูดมาเมื่อครู่ก็ถูก หลังแยกสายตระกูลแล้ว ข้าก็ไม่ควรอยู่ในจวนตระกูลเว่ยอีกจริงๆ"
"ถ้าเช่นนั้น ก็ขอให้ท่านผู้นำคืนทรัพย์สินของสายหลักให้ข้าด้วยเถิด"
สิ้นคำพูด ทั้งโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เว่ยนี่เซิงไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติ กลับพูดต่อ "ตามธรรมเนียม ทรัพย์สินของสายหลัก ควรตกเป็นของผู้สืบทอด
ตอนนี้ข้าสืบทอดสายหลักแล้ว ทรัพย์สินเหล่านี้ก็สมควรเป็นของข้า"
"นาดีสามร้อยหมู่ ร้านค้าห้าแห่ง นี่คือสิ่งที่ท่านปู่ทิ้งไว้
นอกจากนี้ ผลกำไรที่ตระกูลดูแลแทนตลอดสิบปีที่ผ่านมา ก็ควรจะคืนให้พร้อมกันด้วย"
"พอดีเลย กำไรสิบปี ประเมินขั้นต่ำสุด บวกกับเงินต้น รวมแล้วไม่ต่ำกว่าห้าพันตำลึง"
"ขอความกรุณาท่านผู้นำ คืนสิ่งเหล่านี้ให้ข้าด้วยเถิด"
สิ้นคำพูด สีหน้าของเว่ยเหอและเว่ยหมิงเต๋อก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน!
พวกเขาไม่คิดว่า เด็กคนนี้จะรู้บัญชีทะลุปรุโปร่งขนาดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่คิดว่าเว่ยนี่เซิงจะทวงถามต่อหน้าทุกคน
แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ พวกเขาไม่มีทางยอมถอยแน่
"เจ้ายังเด็ก ไม่รู้เรื่องรู้ราว" เว่ยหมิงเต๋อสูดลมหายใจลึก ชิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนว่า "ทรัพย์สินเหล่านี้ จะยกให้เจ้าดื้อๆ ไม่ได้หรอก"
"ใช่แล้ว! เด็กน้อย" เว่ยเหอรับช่วงต่อ น้ำเสียงอ่อนโยน "ที่พ่อของเจ้าพูดนั้นไม่ผิด เจ้าเพิ่งจะสิบขวบ ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย"
"ถ้าให้เจ้าดูแลทรัพย์สิน เกิดโดนคนหลอกเอาไป จะไม่เป็นการทรยศต่อความตั้งใจของท่านปู่เจ้าหรอกหรือ?"
"นั่นสิ" เว่ยหมิงเต๋อรีบพยักหน้าสนับสนุน "แถมตามธรรมเนียม ทายาทที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทรัพย์สินต้องให้ตระกูลดูแลแทน
นี่คือกฎที่บรรพบุรุษตั้งไว้ ไม่ใช่ว่าพวกเราจะกลั่นแกล้งเจ้า"
"แต่ว่า เด็กน้อย เจ้าวางใจได้! รอเจ้าบรรลุนิติภาวะเมื่อไหร่ ทรัพย์สินก็จะตกเป็นของเจ้าทั้งหมด" เว่ยเหอลูบเครา
"ทว่า ในระหว่างนี้ ตระกูลจะช่วยดูแลผลประโยชน์ตลอดสิบปีแรกให้เป็นอย่างดี
อีกห้าปีนับจากนี้จนกว่าเจ้าจะบรรลุนิติภาวะ รายได้ในแต่ละปี ตระกูลก็จะแบ่งให้เจ้าสามส่วนตามธรรมเนียม เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา"
เว่ยนี่เซิงมองคนทั้งสองที่พูดรับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ทำตัวดูดีมีศีลธรรม ก็เข้าใจในทันที
สองคนนี้ เตี๊ยมกันมาแต่แรกแล้ว
คนหนึ่งอยากได้ทรัพย์สิน อีกคนอยากได้หน้า
ทรัพย์สินของสายหลัก คงถูกพวกเขาแบ่งกันจนเกลี้ยงแล้ว
ส่วนเขา "ทายาท" จอมปลอม ก็เป็นแค่ข้ออ้างในการแบ่งผลประโยชน์ของพวกเขาก็เท่านั้น
เว่ยนี่เซิงจึงหัวเราะเยาะ "ท่านลุงรอง เมื่อครู่ท่านเพิ่งบอกว่า แยกสายตระกูลแล้ว ข้าไม่ควรอยู่ในจวนตระกูลเว่ยไม่ใช่หรือ?
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็ต้องมีที่พักพิง มีเงินทองไว้ประทังชีวิตสิ"
"ทรัพย์สินก็ไม่ให้ กำไรก็ไม่ให้ แล้วจะให้ข้าอยู่ยังไง?"
เว่ยหมิงเต๋ออึ้งไป
เว่ยเหอรีบพูดแทรก "เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ กำไรสามส่วนในอนาคต เพียงพอให้เจ้าใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ แล้ว"
"ส่วนเรื่องที่พัก..." เขาหันไปหาเว่ยหมิงเต๋อ "หมิงเต๋อ เจ้าเป็นพ่อเขา จะปล่อยให้เขาเร่ร่อนข้างถนนได้อย่างไร?"
เว่ยหมิงเต๋อกัดฟันตอบ "ที่ท่านอาพูดมาก็ถูก นี่เซิง... เจ้าไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอกก่อนเถอะ ถ้าเงินไม่พอ พ่อจะช่วยออกให้"
"ช่วยออกให้?" เว่ยนี่เซิงหัวเราะ จ้องมองเว่ยหมิงเต๋อและเว่ยเหอด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนน่ากลัว
"ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ช่างวางแผนได้แยบยลนัก!"
"ข้อตกลง 'ดูแลแทน' นี้ คงเขียนเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้วล่ะมั้ง?!"
สีหน้าเว่ยหมิงเต๋อเปลี่ยนไป
รอยยิ้มของเว่ยเหอจางหายไปจนหมดสิ้น
ในห้องโถงเล็ก เงียบสงัดดั่งป่าช้า
เปลวเทียนริบหรี่ สะท้อนใบหน้าของผู้คนที่มีอารมณ์แตกต่างกันไป
เว่ยนี่เซิงยืนอยู่ตรงกลาง มองพวกเขา ในใจเย็นยะเยือก
เวลานั้น เว่ยเหอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ "เด็กน้อย เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"หมายความว่าอย่างไร? หึ หมายความว่าอย่างไร ข้าคิดว่า..." เว่ยนี่เซิงมองหน้าเขา "ท่านผู้นำน่าจะรู้อยู่แก่ใจดีนะ"
"กำไรกว่าห้าพันตำลึงในสิบปีแรกของสายหลัก ข้าไม่ได้แม้แต่แดงเดียว
ห้าปีหลังที่วาดฝันไว้ ข้าได้แค่สามส่วน
อีกเจ็ดส่วนที่เหลือ เข้ากระเป๋าตระกูลไปหมด
เงินของข้า! เงินของข้า!! พวกท่านเอาไปหมด! ยังต้องให้ข้าขอบคุณพวกท่านอีกหรือ!!!"
เว่ยหมิงเต๋อหน้าแดงก่ำ "ไอ้ลูกทรพี! เจ้ากำเริบเสิบสานนักนะ!!!"
"วันนี้ ข้าขอกำเริบเสิบสานสักทีเถอะ!!!"
(จบแล้ว)