เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ใช้จารีตเป็นดาบ

บทที่ 3 - ใช้จารีตเป็นดาบ

บทที่ 3 - ใช้จารีตเป็นดาบ


บทที่ 3 - ใช้จารีตเป็นดาบ

"ท่านแม่โปรดหยุดก่อน"

ชุยซื่อชะงักฝีเท้า

เว่ยหมิงเต๋อกับเว่ยโส่วเจิ้งขมวดคิ้วพร้อมกันแล้วมองมา

เว่ยนี่เซิงคุกเข่าอยู่ที่เดิม หลังตั้งตรง ไม่ได้มองชุยซื่อ แต่สายตามองข้ามไหล่นางไป ตกอยู่ที่ขนมแห้งเหี่ยวๆ จานนั้นตรงมุมโต๊ะบูชา

"ท่านพ่อสั่งให้ลูกคุกเข่าอยู่ที่นี่ ต่อหน้าท่านปู่และท่านแม่ ลูกมิกล้าขัดคำสั่ง"

"เพียงแต่...." น้ำเสียงของเว่ยนี่เซิงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ

"ลูกมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ อยากจะขอให้ท่านพ่อช่วยชี้แนะ"

เว่ยหมิงเต๋อขมวดคิ้วแน่นขึ้น น้ำเสียงเจือความรำคาญอย่างเห็นได้ชัด

"ไอ้ลูกบัดซบ เจ้ามีเรื่องอะไรอีก?"

"ในเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านแม่" เว่ยนี่เซิงยกมือขึ้นชี้ไปที่มุมนั้น "เช่นนั้นลูกก็อยากจะถามว่า....."

"เหตุใดหน้าป้ายวิญญาณของท่านแม่ ถึงได้มีเพียงขนมแห้งๆ เหี่ยวๆ วางไว้เพียงจานเดียวเท่านั้นขอรับ?"

สิ้นเสียงคำถาม ทั้งศาลบรรพชนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

เว่ยหมิงเต๋อชะงักอึ้ง

เว่ยโส่วเจิ้งเองก็ชะงักไปเช่นกัน เขามองตามทิศทางนั้นไปโดยสัญชาตญาณ

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หน้าป้ายวิญญาณของหลูซื่อ ของเซ่นไหว้ช่างดูอนาถาจนเกินจะทนดูได้

เมื่อเทียบกับหน้าป้ายวิญญาณของท่านปู่และลุงใหญ่ที่อยู่ข้างๆ ซึ่งมีผลไม้สดเต่งตึง ควันธูปสีฟ้าระเรื่อลอยกรุ่น

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจนเช่นนี้ คนตาดีๆ มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีความผิดปกติ

ส่วนชุยซื่อที่เมื่อครู่ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า สีหน้าก็พลันซีดเผือดลงทันที

แต่เว่ยนี่เซิงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้นางแก้ตัวหรอกนะ

เขาจะยอมโดนถีบฟรีๆ ได้ยังไง? ล้อเล่นหรือเปล่า! ต่อให้ไม่ตาย เขาก็จะทำให้นางลอกคราบให้ได้

ดังนั้นเขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไม่รีบร้อนว่า

"แม้ลูกจะไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ แต่ตอนที่เรียนอักษรพื้นฐานพร้อมกับท่านพี่ ก็จำได้ว่า 'คัมภีร์ซือจิง' มีกล่าวไว้ว่า 'ปีกตั๊กแตนตำข้าว ขยับดังหึ่งๆ ขอให้ลูกหลานของท่าน สืบสายไม่ขาดสาย' "

"ท่านแม่ให้กำเนิดบุตรแฝดอย่างข้ากับพี่ชาย แฝดคู่ย่อมถือเป็นสัญลักษณ์มงคลตามคำสอนแต่โบราณ"

"แต่ในศาลบรรพชนแห่งนี้ สิ่งที่นำมาเซ่นไหว้หน้าป้ายวิญญาณของท่านแม่กลับมีเพียงท่อนไม้สนท่อนหนึ่ง กับขนมแห้งๆ หนึ่งจานเท่านั้นหรือขอรับ?"

"เว่ยนี่เซิง!" ชุยซื่อหันขวับกลับมา เสียงแหลมปรี๊ด "ไอ้เด็กตัวกาลกิณีสลับชะตา เจ้ามีสิทธิ์อะไรมา......"

"ท่านพ่อ!" เว่ยนี่เซิงขัดจังหวะนางทันที สายตามองเลยชุยซื่อไป จ้องตรงไปยังเว่ยหมิงเต๋อ

"นี่เซิงรู้ตัวว่าตนเองมีบาปติดตัว ย่อมเป็นความอัปยศของตระกูลเว่ย!!

แต่ในต้าโจวของเรา มีบุตรคนใดบ้างที่ไม่นึกถึงมารดา? มีสามีคนใดบ้างที่ไม่นึกถึงภรรยา?"

"ท่านแม่ให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝดแก่ท่านพ่อ จนต้องตกเลือดตายหลังคลอด

ผู้อาวุโสในตระกูลต่างก็บอกว่านางคือผู้มีพระคุณ ราชสำนักประทานเกียรติยศให้ ผังตระกูลก็บันทึกชีวประวัติของนางไว้

ตามจารีตของราชวงศ์เรา ภรรยาย่อมได้ดีเพราะสามี มารดาย่อมได้ดีเพราะบุตร

ตามกฎประจำตระกูล ผู้ใดมีความดีความชอบต่อตระกูล ย่อมได้รับการเชิญป้ายวิญญาณเข้าศาลบรรพชนเพื่อรับการเซ่นไหว้ คู่ควรกับเกียรติยศอันสูงสุด"

"แล้วตอนนี้เล่า?"

"ป้ายวิญญาณของท่านแม่ที่สมควรจะอยู่ด้านหน้า กลับถูกย้ายไปซุกอยู่ตรงมุม ของเซ่นไหว้ก็ยังด้อยกว่าของเซ่นไหว้บรรดาสาวใช้เสียด้วยซ้ำ"

"ดังนั้น ลูกจึงอยากจะถามว่า....."

"กฎเกณฑ์ข้อนี้ มันอยู่ที่ไหนกัน?!!"

สิ้นเสียง ทั้งห้องก็เงียบสงัดราวกับป่าช้า

สีหน้าของเว่ยหมิงเต๋อสลับเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด

เขามองไปที่มุมนั้น มองดูของเซ่นไหว้อันแสนอนาถาจานนั้น มองดูตัวอักษร 'มารดาหลูซื่อผู้ล่วงลับ' บนป้ายวิญญาณ

แม่นางหลูคือภรรยาเอกของเขา เดิมทีเขาแค่อยากจะเป็นคนรวยที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปวันๆ

แต่พี่ชายคนโตกลับด่วนจากไป ความหวังของบิดาจึงตกมาอยู่ที่เขาทันที

แต่แม่นางหลูก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกปลอดภัยในใจเขาเสมอมา

มิเช่นนั้น เขาคงไม่รังเกียจเว่ยนี่เซิงขนาดนี้

แต่ตอนนี้ป้ายวิญญาณของนางกลับถูกคนหยามเกียรติถึงเพียงนี้......

แววตาของเว่ยหมิงเต๋อค่อยๆ คุกรุ่นไปด้วยโทสะ

ไม่ใช่โทสะที่มีต่อเว่ยนี่เซิง

แต่เป็นโทสะที่มีต่อชุยซื่อ

"ชุยซื่อ!!!"

เสียงตวาดกร้าวนี้ ทำเอาชุยซื่อสะดุ้งสุดตัว

"ท่านพี่....."

นางกอดลูกแน่นโดยสัญชาตญาณ แล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว

เว่ยโส่วเฉิงในอ้อมแขนถูกทำให้ตกใจจนปากเบะ ทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้อง

เว่ยหมิงเต๋อก้าวฉับๆ ไปที่หน้าป้ายวิญญาณของหลูซื่อ ชี้ไปที่ขนมแห้งเหี่ยวๆ จานนั้น

"แม่นางหลูคือภรรยาเอกของข้า คือแม่บังเกิดเกล้าของโส่วเจิ้งกับนี่เซิง เป็นสตรีผู้รักษากิริยามารยาทที่ราชสำนักยกย่อง!"

"เจ้า เจ้ากล้าตระหนี่ถี่เหนียวถึงเพียงนี้เชียวรึ?!"

"นายท่าน ข้า..." ชุยซื่อหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก "ข้าแค่เผอเรอไปชั่วขณะ ช่วงนี้เรื่องจุกจิกมันเยอะ ข้า..."

"เผอเรอ?" เว่ยหมิงเต๋อแค่นหัวเราะ "ข้าว่าพอเจ้าคลอดไอ้เด็กนี่ออกมา เจ้าก็ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแล้วกระมัง!"

"ที่ดินสินเดิมของแม่นางหลู ใครเป็นคนดูแล? เครื่องประดับที่แม่นางหลูทิ้งไว้ ตอนนี้อยู่บนตัวใคร? เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้อะไรเลยหรือไง?!"

ชุยซื่ออ้าปากค้าง อยากจะอธิบาย อยากจะบอกว่าเป็นความผิดของบ่าวไพร่ อยากจะบอกว่าแค่ดูแลไม่ทั่วถึงชั่วคราว แต่คำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่คอ

เพราะของเซ่นไหว้ในศาลบรรพชน นางเป็นคนจัดเตรียมและตรวจตราด้วยตัวเอง ของเซ่นไหว้ของหลูซื่อ นางก็เป็นคนอนุญาตเอง

เดิมทีคิดว่าคงไม่มีใครมาใส่ใจป้ายวิญญาณของคนตาย ใครจะมายืนหยัดเพื่อผู้หญิงที่ตายไปเป็นสิบๆ ปีแล้ว?

ใครจะไปคิดว่า วันนี้จะถูกไอ้เด็กบัดซบที่คนทั้งบ้านรังเกียจมาฉีกหน้าเอาดื้อๆ แบบนี้?

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ชุยซื่อก็หันไปมองเว่ยโส่วเจิ้งโดยสัญชาตญาณ หวังให้เขาเปิดปากช่วยพูดแทนตัวเองสักประโยค

แม้นางจะเป็นแม่เลี้ยง แต่ก็ปฏิบัติต่อเว่ยโส่วเจิ้งอย่างให้เกียรติมาโดยตลอด ไม่เคยปล่อยให้บกพร่องเลยสักครั้ง

อีกอย่าง เว่ยโส่วเจิ้งก็เป็นลูกชายแท้ๆ ของหลูซื่อ หากเขาเปิดปาก เว่ยหมิงเต๋อก็คงต้องฟังบ้าง

แต่ทว่า.....

เว่ยโส่วเจิ้งกลับเอาแต่จ้องปลายรองเท้าตัวเอง นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรสักคำ

เขาจะพูดอะไรได้ล่ะ? นั่นมันป้ายวิญญาณแม่แท้ๆ ของเขานะ

ต่อให้เขารังเกียจเว่ยนี่เซิงแค่ไหน เขาก็ไม่อาจพูดต่อหน้าผู้คนได้หรอกว่าแม่ตัวเองไม่คู่ควรแก่การเซ่นไหว้

หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของเขาจะเอาไปไว้ที่ไหน?

ซือเย่แห่งกั๋วจื่อเจียนกำลังจะรับเขาเป็นศิษย์ ช่วงเวลานี้จะเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อยไม่ได้เด็ดขาด

ชั่วขณะนั้น ความเงียบของเว่ยโส่วเจิ้ง กลายเป็นไม้ตายสังหารในทันที

เว่ยนี่เซิงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม

ไม่ได้มองชุยซื่อ และไม่ได้มองเว่ยหมิงเต๋อ

เขาสวมบทบาทเป็นลูกกตัญญูที่เป็นห่วงมารดา

เอากฎเกณฑ์มาหักล้างกฎเกณฑ์ เอาจารีตมาหักล้างจารีต

เขาไม่ได้เถียงบิดา แต่กลับกำลังปกป้องหน้าตาของตระกูลเว่ย ปกป้องมารดาต่างหาก

ต่อให้บิดาอยากจะเข้าข้าง ก็หาข้ออ้างไม่ได้อยู่ดี

ตอนนั้นเอง เว่ยหมิงเต๋อก็สูดหายใจลึก ข่มความโกรธเอาไว้ แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า

"ยังไม่ไสหัวกลับไปอีก! พรุ่งนี้เอาของเซ่นไหว้ของแม่นางหลูมาเติมให้ครบ แล้วเขียนหนังสือสารภาพผิด เอามาเผาหน้าป้ายวิญญาณนางด้วย!

ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เป็นเวลาหนึ่งเดือน หลังเที่ยงวันเจ้าต้องมาคุกเข่าหน้าป้ายวิญญาณของแม่นางหลูวันละสามชั่วยามเพื่อไถ่โทษ"

"เจ้าค่ะ ท่านพี่"

ชุยซื่อหน้าซีดเซียวราวกับคนตาย ริมฝีปากขยับมุบมิบ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก

นางอุ้มลูกน้อย ค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกจากศาลบรรพชนไปทีละก้าว

ก่อนจะพ้นประตู นางยังหันกลับมาถลึงตาใส่เว่ยนี่เซิง ตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดด้วยความเคียดแค้น

.......

หลังจากชุยซื่อจากไป ศาลบรรพชนก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

เว่ยหมิงเต๋อยืนอยู่ตรงนั้น มองดูป้ายวิญญาณของหลูซื่อ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

"เรื่องในวันนี้ ห้ามใครนำไปแพร่งพรายเด็ดขาด"

คำพูดนี้ตั้งใจพูดให้เว่ยโส่วเจิ้งฟัง และก็พูดให้เว่ยนี่เซิงฟังด้วยเช่นกัน

ไม่มีใครขานรับ

เนิ่นนาน เว่ยหมิงเต๋อก็หันตัวกลับมา

สายตาของเขาตกลงบนร่างของเว่ยนี่เซิงโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

ถึงอย่างไรรู้ความจากการได้เรียนอักษรพื้นฐานบ้างก็เป็นเรื่องปกติ

เพียงแต่พอมองใบหน้าของเว่ยนี่เซิงที่ถอดแบบมาจากภรรยาเอกของเขา แล้วนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง

"ไอ้ลูกทรพีอย่างเจ้า ยังพอมีความกตัญญูอยู่บ้างนะ……"

"คุกเข่าพอแล้วก็กลับไปเถอะ"

"อากาศหนาวแล้ว ข้าจะให้พ่อบ้านเอาเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับหน้าหนาว กับเศษถ่านอีกนิดหน่อยไปส่งให้ที่ห้องเจ้าก็แล้วกัน"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 3 - ใช้จารีตเป็นดาบ

คัดลอกลิงก์แล้ว