- หน้าแรก
- ยุทธภพนี้ไม่มีโอที
- บทที่ 37 - หนึ่งกระบวนท่า
บทที่ 37 - หนึ่งกระบวนท่า
บทที่ 37 - หนึ่งกระบวนท่า
บทที่ 37 - หนึ่งกระบวนท่า
༺༻
หลี่เหมี่ยวไม่สนใจว่าจั่วหลีซานจะคิดอย่างไร พูดต่อไปด้วยตัวเองว่า “ก่อนข้ามาฉีหลู่ ข้าได้ทำความเข้าใจประวัติของท่านเจ้าสำนักจั่วมาบ้าง”
“บิดาของท่านเจ้าสำนักจั่วคือผู้อาวุโสของสำนักไท่ซาน ปูรากฐานให้ท่านมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกยุทธ์”
“อายุสิบสองปีเข้าสำนักไท่ซาน ฝากตัวเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักคนก่อน ได้เป็นศิษย์ปิดประตูสำนัก”
“อายุสิบห้าปีก็มีระดับวรยุทธ์ราวๆ ยอดฝีมือระดับสาม ได้รับฉายานายน้อยสำนักภายในสำนัก”
“อายุยี่สิบห้าปีฝึกยุทธ์สำเร็จ ลงเขาเยือนยุทธภพ ไปหลิ่งหนานเป็นที่แรก ใช้กระบี่เดียวทลาย ‘หอเสื้อโลหิต’ ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในตอนนั้น จากนั้นไปม่อเป่ย สังหาร ‘มหาอสุรา’ เหมิงหนาน”
“ปีนั้นกลับมาเข้าร่วมงานชุมนุมพรรคกระบี่ห้าขุนเขาที่สำนักไท่ซาน ใช้กระบี่เอาชนะยอดฝีมือจากสำนักฮว่าซาน สำนักเหิงซาน(ใต้) สำนักซงซาน สำนักเหิงซาน(เหนือ) สร้างชื่อเสียง ‘กระบี่สะกดขุนเขา’ ขึ้นมา”
“มาวันนี้อายุใกล้จะสี่สิบ ก็กลายเป็นยอดฝีมือชั้นยอดเยี่ยมที่หาผู้ต่อกรได้ยากในยุทธภพแล้ว”
หลี่เหมี่ยวยิ้ม พูดต่อว่า “หากพูดถึงระดับยอดฝีมือชั้นยอดเยี่ยม มีอยู่หลายคนที่จริงๆ แล้วชื่อเสียงไม่สมกับความสามารถ อาศัยเพียงพลังปราณที่สั่งสมมานานปีสะกดข่มผู้อื่น กระบวนท่ากลับไม่มีอะไรน่าสนใจ”
“แต่ท่านเจ้าสำนักจั่วไม่เหมือนกัน ท่านเป็นยอดฝีมือชั้นยอดเยี่ยมของแท้ ซ้ำยังมีหวังที่จะก้าวหน้าไปได้อีกขั้น”
“ชีวิตของท่าน ราวกับนิยายปรัมปราที่ถูกเขียนขึ้นมา ดังนั้นท่านจึงคิดว่าท่านคือผู้ที่สวรรค์ลิขิตมา ท่านจึงไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา”
“ท่านคิดว่าต่อให้ข้าจะวางกับดักไว้ ก็ไม่อาจรั้งท่านไว้ได้”
“ดังนั้นท่านจึงนั่งอยู่ที่นี่อย่างใจเย็น อยากจะดูว่าข้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่”
จั่วหลีซานไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธ
“ดังนั้นข้าจึงบอกว่า ท่านคิดมากไป”
หลี่เหมี่ยวยกฝ่ามือขึ้น วาดผ่านอากาศอย่างเชื่องช้า ประทับลงบนหน้าอกของจั่วหลีซานจากระยะไกล
ปัง!!!
สิ้นเสียงทึบหนัก ร่างของจั่วหลีซานก็ถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ลากเก้าอี้ไปกับพื้นจนเกิดเป็นรอยลึก!
พอเห็นว่าจะชนกำแพง จั่วหลีซานก็ออกแรงลุกขึ้นยืนดึงกระบี่ยาวที่อยู่ข้างเท้าปักลงบนพื้น หยุดยั้งการถอยร่นไว้ได้ เก้าอี้ใต้ร่างกระแทกเข้ากับกำแพง แตกกระจายเป็นเศษไม้
เสื้อผ้าบริเวณหน้าอกฉีกขาด ทิ้งรอยฝ่ามือเอาไว้
จั่วหลีซานเงยหน้าขวับมองหลี่เหมี่ยว
“ไม่มีกับดัก ไม่มีหลุมพราง คำพูดของข้าก็ไม่มีความหมายแฝงใดๆ”
“ก็แค่ ข้าล่อให้ท่านลงมาเพียงลำพัง ก็เพียงพอที่จะสังหารท่านแล้ว”
“ตามความหมายตรงตัวนั่นแหละ”
พูดจบ หลี่เหมี่ยวจึงยกจอกสุราที่จั่วหลีซานรินให้ขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด
จั่วหลีซานขมวดคิ้วแน่น
ฝ่ามือของหลี่เหมี่ยวเมื่อครู่นี้เชื่องช้ามาก เขามองเห็นอย่างชัดเจน แต่เขาไม่ได้หลบ
เขาอายุยังไม่ถึงสี่สิบ พลังวัตรถือว่าไม่โดดเด่นนักในหมู่ยอดฝีมือชั้นยอดเยี่ยม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีรากฐาน ฝ่ามือนั้นดูไร้เรี่ยวแรง ไม่เห็นการพวยพุ่งของพลังปราณ ราวกับเป็นเพียงการร่ายรำบำรุงสุขภาพของคนแก่
แต่ฝ่ามือนั้นกลับทำลายการทรงตัวของเขาได้จริงๆ!
พลังเกิดจากพื้นดิน สิ่งแรกที่คนฝึกยุทธ์ต้องเรียนรู้คือการยืนม้า ยืนหยัดให้มั่นคง รุกรับดั่งใจ ล้วนอยู่ที่เท้า
การประลองของยอดฝีมือ หากถูกทำลายการทรงตัว ก็แทบจะหมายถึงความเป็นความตาย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าฝ่ามือของหลี่เหมี่ยวฟาดมาจากระยะไกล พลังปราณต้องลึกล้ำเพียงใดจึงจะทำได้ จั่วหลีซานถึงกับนึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำ
เฟ่ยจวิ้นเซวียนที่อยู่ด้านข้างอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนขยับตัวไม่ได้
ส่วนเหมยชิงเหอนั้นรู้ล่วงหน้าแล้วว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ จึงไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจ
จั่วหลีซานเงียบไปพักใหญ่ จึงเอ่ยปากว่า “ใต้เท้า... เป็นใครกันแน่?”
“เท่าที่ข้ารู้ เชียนฮู่หลี่แห่งจิ่นอีเว่ยปีนี้อายุเพียงสามสิบห้าปี เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพลังปราณกล้าแข็งเช่นใต้เท้า”
หลี่เหมี่ยวเอ่ยปากอีกครั้ง “ข้าก็บอกแล้วไงว่าท่านคิดมากไป”
“ท่านคิดว่าท่านคือบุตรแห่งสวรรค์ ท่านคิดว่าท่านคือคนที่ตั้งเป้าหมายให้ผู้อื่นไล่ตาม”
“ท่านชนะมาตลอด ชนะจนไม่เห็นหัวใคร ชนะจนทำตัวเหนือกฎหมาย ชนะจนคิดว่าตัวเองสามารถมองผู้อื่นเป็นเพียงมดปลวก คิดว่ากฎเกณฑ์มีไว้เพื่อจำกัดคนธรรมดา ไม่ใช่กฎที่ท่านต้องปฏิบัติตาม”
“ดังนั้นท่านจึงกล้าทำเรื่องที่ไม่สมควรทำ และดึงดูดข้ามา”
“ท่านไม่เคยสัมผัสถึงความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ความพ่ายแพ้ที่ทำให้ท่านต้องคุกเข่าลงกับพื้นและไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้”
“วันนี้ข้ามาเพื่อสอนบทเรียนนี้ให้ท่าน”
หลี่เหมี่ยวลุกขึ้นยืน กวักมือเรียกจั่วหลีซาน “เข้ามา”
จั่วหลีซานไม่พูดอะไรอีก พุ่งทะยานกระบี่เข้าใส่
วิ้ง—!!
เสียงกระบี่กู่ร้อง กระบี่ยาวแทงตรงเข้าแสกหน้าหลี่เหมี่ยว!
สิ่งที่เรียกว่าเพลงกระบี่ ก็ไม่พ้น เกี่ยว แขวน จุด เลิก แทง เสย ฟัน
เพียงแต่ในเพลงกระบี่ของแต่ละสำนัก มุมของการออกกระบี่ เส้นทางการเดินของพลัง ทิศทางการโคจรปราณ และเจตนารมณ์ขณะออกกระบี่ล้วนแตกต่างกัน ดังนั้นการแทงตรงง่ายๆ หนึ่งกระบวนท่า ในเพลงกระบี่แต่ละสำนักจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การแทงกระบี่ตรงของจั่วหลีซานในครั้งนี้ ก็คือ “ไต้จงหรูเหอ” ในเพลงกระบี่ไท่ซาน
แม้จะเป็นการแทงกระบี่ตรงเหมือนกับ “กระบี่คำรณชลเยือก” ในเพลงกระบี่ฮว่าซานที่เหมยชิงเหอใช้ในวันนั้น แต่กลับไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้
กระบี่นี้ หนักแน่น สง่างาม ราวกับสวรรค์ถล่มทลาย
“พุ่งทะยาน” เข้าใส่หลี่เหมี่ยวโดยตรง!
เหมยชิงเหอหลับตาลง นางรู้ผลลัพธ์ดีอยู่แล้ว
ในฐานะมือกระบี่เหมือนกัน นางทนดูไม่ได้
เพล้ง~———
เสียงแตกหักดังกังวานชัดเจน
ฟึ่บ——ฉึก!
เสียงลมพัด ตามด้วยเสียงบางอย่างปักลงบนเนื้อไม้
เหมยชิงเหอลืมตาขึ้น
กระบี่ยาวในมือจั่วหลีซาน เหลือเพียงครึ่งท่อน
ส่วนอีกครึ่งท่อนที่หักออกไป กำลังปักอยู่บนโต๊ะตรงหน้าหลี่เหมี่ยว
เหมือนกับวันแรกที่เหมยชิงเหอได้พบกับหลี่เหมี่ยวไม่มีผิดเพี้ยน
จั่วหลีซานถอยหลังไปหลายก้าว ในที่สุดก็ไม่อาจรักษาปั้นหน้าไว้ได้อีก เขามองกระบี่คู่กายที่หักสะบั้นในมือ จากนั้นก็เงยหน้ามองหลี่เหมี่ยว
“เจ้า—” ถึงกับพูดไม่ออก
หลี่เหมี่ยวยกมือขึ้นกวักเรียกจั่วหลีซานอีกครั้ง “เข้ามา ลูกน้องท่านยังมีกระบี่อีกเล่มไม่ใช่หรือ ท่านยังออกได้อีกหนึ่งกระบวนท่า”
“หลังหนึ่งกระบวนท่า ข้าจะสังหารท่าน”
จั่วหลีซานทิ้งกระบี่คู่กายลงกับพื้น หันไปชักกระบี่ยาวที่เอวเฟ่ยจวิ้นเซวียนออกมา เผชิญหน้ากับหลี่เหมี่ยวอีกครั้ง
เหงื่อผุดพรายขึ้นบนใบหน้าของเขา
หลี่เหมี่ยวเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสบายๆ ท่าเท้าไม่มีการเตรียมพร้อม สองมือไม่มีการเกร็งพลัง ทั่วร่างหละหลวม เต็มไปด้วยช่องโหว่
แต่เขา กลับไม่กล้าลงมือ
กระบี่เมื่อครู่นี้ แทบจะถึงหน้าอกของหลี่เหมี่ยวแล้ว หลี่เหมี่ยวถึงได้ยื่นมือออกมาคว้าไว้ด้วยมือเปล่า
เขาดูวิทยายุทธ์ของหลี่เหมี่ยวไม่ออก คิดเพียงว่าอีกฝ่ายมีวิชาคงกระพัน สามารถแย่งชิงอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จึงเปลี่ยนกระบวนท่าฟันเข้าที่ข้อมือของหลี่เหมี่ยว หมายจะทำลายมือของหลี่เหมี่ยวทิ้ง
ใครจะรู้ว่าเมื่อฟันลงบนข้อมือของหลี่เหมี่ยว กลับเหมือนวัวโคลนจมทะเล พลังทั้งหมดสลายไปจนสิ้น!
หลี่เหมี่ยวจึงได้คว้าคมกระบี่ไว้ แล้วหักมันอย่างง่ายดาย
เสียงดังเป๊าะ กระบี่ชั้นดีที่เขาใช้มาตลอดยี่สิบกว่าปี ก็ถูกหักเป็นสองท่อน แล้วปักลงบนโต๊ะอย่างลวกๆ
นี่มันวิทยายุทธ์อะไรกัน! ขอบเขตพลังระดับไหน! บุคคลระดับใดกัน!
เขาดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย!
หรือว่าในโลกนี้จะมีปีศาจ มีเซียนอยู่จริงๆ หรือ!
จั่วหลีซานไม่คิดต่อแล้ว เพราะหากคิดต่อไป เขากลัวว่ากระบี่ต่อไป เขาจะไม่อาจรักษาเจตนารมณ์อันแหลมคมมุ่งมั่นเอาไว้ได้
เขากลั้นหายใจรวมสมาธิ ไม่ลังเลอีกต่อไป ก้าวพุ่งไปข้างหน้า ยังคงเป็นกระบวนท่า “ไต้จงหรูเหอ”!
ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อ!
กระบี่นี้ สูบกลืนเลือดเนื้อ รีดเค้นพลังปราณ ใช้กำลังจนหมดสิ้น
ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างของจั่วหลีซาน เพียงเพื่อกระบี่อันบรรลุถึงจุดสูงสุดนี้!
แทงตรงเข้าใส่หลี่เหมี่ยว!
༺༻