- หน้าแรก
- เหนือชะตาสวรรค์
- บทที่ 34 - ภาชนะแห่งภัยพิบัติ
บทที่ 34 - ภาชนะแห่งภัยพิบัติ
บทที่ 34 - ภาชนะแห่งภัยพิบัติ
บทที่ 34 - ภาชนะแห่งภัยพิบัติ
༺༻
"เรียบร้อย จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว"
ช่วงบ่าย ลู่เฟิงที่หายหัวไปทั้งวันก็กลับมาพร้อมรอยยิ้มแป้นแล้น จี้เจวี๋ยแค่ไปล้างมือแป๊บเดียว เผลอแผล็บเดียว หมอนั่นก็ไปนอนแคะง่ามนิ้วเท้าอยู่บนเตียงผู้ป่วยของจี้เจวี๋ยอย่างไม่เกรงใจแล้ว
"แม่พายัยเอ้อร์หนิวกับพวกเด็กๆ กลับไปอยู่บ้านที่หมู่บ้านสักสองสามวัน อู่ซ่อมรถก็ปิดไปก่อน รอเรื่องซาแล้วค่อยเปิดใหม่
บ้านนายฉันก็ไปมาแล้ว ซ่อมประตูให้แล้วนะ แต่ตู้เย็นพังยับเยินไปเลย เอาเป็นว่าเดี๋ยวนายเอาตู้เย็นที่ร้านกลับไปใช้แก้ขัดก่อนก็แล้วกัน
อ้อ มอเตอร์ไซค์ป๊อปของนาย ฉันขี่มาจอดไว้ที่โรงจอดรถของโรงพยาบาลให้แล้วนะ ตอนออกจากโรงพยาบาลก็ไปเอาเองแล้วกัน"
พูดจบ ก็ล้วงกุญแจรถออกจากกระเป๋ามาวางไว้บนโต๊ะ
ด้วยนิ้วมือสองนิ้วที่เพิ่งแคะง่ามนิ้วเท้ามาเมื่อกี้นั่นแหละ...
จี้เจวี๋ยมองจนหางตากระตุกยิกๆ อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก: กุญแจดอกนี้ฉันไม่เอาแล้ว นายเปลี่ยนอันใหม่ให้ฉันได้ไหม?
แต่พอนึกขึ้นได้ว่า มอเตอร์ไซค์ป๊อปสีชมพูคันนั้นมันก็เป็นของมือ N สภาพนางฟ้า 99% ที่ลู่เฟิงกึ่งขายกึ่งแถมให้เขาหลังจากหมอนั่นเปลี่ยนไปใช้รถสามล้อ ดีไม่ดีหมอนั่นอาจจะเคยแคะง่ามนิ้วเท้าบนเบาะรถมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ได้...
ตอนนี้เอาไปลงขายในตลาดของมือสองยังทันไหมเนี่ย?
หลังจากทำท่ารังเกียจเป็นพิธีเสร็จแล้ว เขาก็ยังอุตส่าห์แบ่งแอปเปิลครึ่งลูกให้ลู่เฟิง แล้วก็นั่งดูหมอนั่นหยิบเข้าปากกัดกร้วมๆ กินรวดเดียวหมดโดยไม่แม้แต่จะล้างมือ จี้เจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้กับระบบย่อยอาหารที่ผ่านการฝึกปรือมาจากจงถู่ของหมอนั่น
แต่สภาพร่างกายคนเรามันต่างกันจริงๆ นั่นแหละ
จี้เจวี๋ยนอกจากโดนไฟดูดไปทีนึงแล้ว ก็แค่กลิ้งล้มลุกคลุกคลานไปสองสามครั้ง รอยฟกช้ำบนตัวยังมีไม่กี่รอย แต่จนถึงตอนนี้จะเดินทีก็ยังต้องใช้วิธีลากขาเอา ในขณะที่ไอ้หมาลู่เฟิง เข้าไปซัดกับพวกตัวประหลาดระยะประชิดจนถึงขั้นโดนยิงไปหนึ่งนัด แผลเล็กแผลน้อยเต็มตัวไปหมด แต่พอนอนหลับไปตื่นนึงก็กลับมากระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิม
"อิจฉาไหมล่ะ ไอ้น้องเวร?"
ลู่เฟิงเบ่งกล้ามไบเซปส์ให้ดู โชว์ฟันขาว "บอกให้แกออกกำลังกายก็ไม่ยอมออก วิ่งแค่พันเมตรก็หอบแดกแล้ว ตอนนี้รู้ตัวว่าพลาดแล้วใช่ไหมล่ะ?"
จี้เจวี๋ยกลอกตาบน ไม่สนใจหมอนั่น
เห็นลู่เฟิงกระโดดโลดเต้นได้แบบนี้ จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงโกหก แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือ พี่นาฬิกาจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม ซึ่งน่าเสียดายที่มันมีแค่... นิดเดียวเท่านั้น
นอกจากจะได้สูบพลังวิญญาณกลายพันธุ์จนอิ่มหนำสำราญ หลอดความคืบหน้าถูกสูบกลับมาที่ 99 อีกครั้งแล้ว ตัวเลข [0] บนหน้าปัดที่ถูกสีทองปกคลุมก็มีการเปลี่ยนแปลงสักที
ถ้าแต่เดิมระดับการปกคลุมอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็ปาเข้าไปประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์แล้ว เหลืออีกแค่นิดเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ถูกปกคลุม
น่าเสียดาย ที่ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดจาก 0 ไป 1 อันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ
หลอดความคืบหน้ามันค้างอยู่นั่นแหละ
ไม่ว่าจี้เจวี๋ยจะร้อนใจแค่ไหน มันก็ยังนิ่งสนิท ไม่ยอมขยับเขยื้อน ปล่อยให้เหลือพื้นที่ว่างเล็กๆ ตรงนั้นไว้ ระบายสีไม่เต็มสักที เล่นเอาโรคย้ำคิดย้ำทำของเขากำเริบ แทบอยากจะแงะหน้าปัดนาฬิกาออกมาแล้วเอาสีไปแต้มเองให้มันเต็มๆ ไปเลย
เขาทำได้แค่จุดธูปกราบไหว้ในใจ หวังว่าพี่นาฬิกาจะไม่ได้ติดนิสัยเสียๆ ของเว็บไซต์ช้อปปิ้งบางแห่งในยุคก่อนการเกิดภัยพิบัติมานะ ที่บอกว่าโหลดถึง 99 แล้ว ก็ยังมี 99 อีก รอไปเถอะชาตินี้ก็ไม่เสร็จ
ไม่งั้น ชาตินี้เขาก็คงเป็นได้แค่ 0 ไปตลอดกาล
"อ้อ แล้วก็นี่ เอาไปเก็บไว้ก่อน"
ลู่เฟิงล้วงของบางอย่างที่ห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำสองชั้นออกมาจากถุงผ้าข้างๆ ยัดมันเข้าไปใต้หมอนของจี้เจวี๋ย พอจี้เจวี๋ยเห็นโครงร่างของเจ้านั่น ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ปืน!
หน้าซีดเผือดไปเลย
"พี่ใหญ่ ที่นี่โรงพยาบาลนะ ผมจะเอาของพรรค์นี้มาทำไม?!"
เขากดเสียงต่ำถาม พูดไปได้ครึ่งประโยคก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ หันไปจ้องลู่เฟิงอย่างระแวดระวัง "จู่ๆ มาแจกของแบบนี้ทำไม? คงไม่ได้โดนสำนักงานความมั่นคงเกณฑ์ไปใช้แรงงานหรอกนะ?"
"ฉันบ้าไปแล้วหรือไง? อุตส่าห์ปีนขึ้นมาจากปลักโคลนของกองทัพได้ทั้งที จะให้มุดกลับเข้าไปในรูของสำนักงานความมั่นคงเนี่ยนะ? ถ้าไม่มีหนังสือเรียกตัวจากกองทัพ ฝันไปเถอะว่าจะแตะต้องประวัติการทำงานในสมาพันธ์ของฉันได้"
ลู่เฟิงโบกมือ กลบเกลื่อนความอึดอัด "ฉันจะออกไปหลบภัยสักพัก หลบซ่อนตัวสักระยะ... สองสามวันนี้ถ้ามีผู้หญิงคอมีรอยแผลเป็นมาถามหานาย ห้ามปริปากบอกเด็ดขาดเลยนะ!"
"นายไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะ?" จี้เจวี๋ยจ้องมองอย่างเคลือบแคลง
"แกคิดว่าเอาของพวกนั้นมามันไม่ต้องใช้เงินหรือไง?"
ลู่เฟิงกลอกตาบน กระซิบว่า "ปืนพกถูกสุดกระบอกนึงแถมกระสุน 12 นัด ก็ปาเข้าไปสองหมื่นแปดแล้ว นี่ยังไม่รวมที่พวกพ่อค้าคนกลางบวกราคาเพิ่มอีกนะ
แม่งเอ๊ย เพื่อของแค่นี้ ฉันต้องทั้งหลอกทั้งล่อ แทบจะขายตูดอยู่แล้ว ถ้าไม่รีบหนีให้ไว มีหวังต้องขายสเปิร์มใช้หนี้ โดนจับไปเป็นทาสกามแน่!"
จี้เจวี๋ยเงียบไป
เขาจ้องลู่เฟิงตาไม่กะพริบอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ แล้วปลอบใจ "พี่เฟิง อย่าคิดมากไปเลย เป็นผู้ชายขายน้ำน่ะ เขาคัดวุฒิการศึกษากับหน้าตาด้วยนะ"
ไอ้จี้ แกมัน...
โดนแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ ลู่เฟิงถึงกับสติแตก
"ถ้าต้องใช้วุฒิการศึกษากับหน้าตา งั้นแกก็ไปทำเองเลยสิวะ! ยังไงก็เพื่อครอบครัวเราอยู่แล้ว!"
ลู่เฟิงพูดยังไม่ทันจบ จู่ๆ ก็ตาเป็นประกายขึ้นมา
ใช่สิ ทำไมคิดไม่ถึงนะ?
"แกเคยดูละครน้ำเน่าไหม ในนั้นเขาก็เล่นกันแบบนี้ทั้งนั้นแหละ!"
ลู่เฟิงเริ่มหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พี่ชายไปติดหนี้พนันก้อนโตข้างนอก พ่อแม่ล้มป่วย น้องๆ ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ยัยเอ้อร์หนิวอุตส่าห์สอบเข้าเทียนเหมินได้ทั้งที แกเป็นพี่ชายจะไม่แสดงน้ำใจหน่อยเหรอ? อย่างน้อยก็ต้องซื้อคอมกับมือถือให้เขาสักเครื่องสิ?
เกิดเป็นลูกผู้ชายเรียนหนังสือไปก็เปล่าประโยชน์ ขอแค่แกยอมคลายเข็มขัดสักนิด ครอบครัวเราก็มีกินมีใช้แล้ว!"
"ไปไกลๆ เลยไป๊!"
จี้เจวี๋ยเหลืออด ยกเท้าถีบส่งหมอนั่นกระเด็นตกเตียงไป พอเห็นลู่เฟิงเดินโซเซจากไป ความเคร่งเครียดที่เกาะกินอยู่ในใจก็ค่อยๆ คลายลงบ้าง
เห็นหมอนั่นยังพูดเล่นได้ แสดงว่าเรื่องคงไม่ได้ใหญ่โตอะไร อย่างน้อยก็ไม่น่าจะร้ายแรงมาก ปากก็บอกว่าสหายร่วมรบ เหอะ คงไม่ใช่สหายร่วมรบในค่ายทหารปืนใหญ่ที่ชอบแลกเปลี่ยนเทคนิคกันบ่อยๆ หรอกนะ!
"สองพี่น้องนี่รักกันดีจังเลยนะ"
ลุงผอมแห้งที่นอนเตียงข้างๆ ขาเข้าเฝือกอยู่ ถอนหายใจพลางพึมพำ "เฮ้อ พี่น้องบ้านฉันน่ะ... ไม่ไปมาหาสู่กันตั้งหลายปีแล้ว ไอ้หนูสองคนในบ้านก็ไม่ค่อยจะถูกกัน ทะเลาะกันทุกวัน"
"แหม เด็กๆ ก็งี้แหละ ซนเป็นธรรมดา โตขึ้นอีกหน่อยก็รู้เรื่องเองแหละ"
ป้าอีกเตียงหนึ่งปลอบใจ "ลูกคนรองกับคนสามบ้านฉันก็เหมือนกัน โตขึ้นมารู้ว่าชีวิตมันลำบาก ก็รู้ว่ายังไงคนกันเองก็พึ่งพาได้มากที่สุด สองวันก่อนฉันไปเยี่ยมพวกเขา ยังรักกันดีถึงขั้นนอนห่มผ้าผืนเดียวกันเลย คนโตนานๆ ทีก็แวะไปนอนด้วย"
ลุงถอนหายใจ "บ้านสงบสุขก็เจริญรุ่งเรือง พี่สาวนี่มีบุญจังเลยนะ"
มีเพียงจี้เจวี๋ยที่นั่งอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ หลายครั้งที่อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไป
สุดท้ายก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมา
เขาล้มตัวลงนอนบนเตียง วาดฝันหวานถึงการก้าวจากศูนย์ไปหนึ่งในเร็ววัน แล้วค่อยๆ ผล็อยหลับไป
นอกหน้าต่าง แสงยามเย็นเริ่มทอประกาย เป็นช่วงเวลาพลบค่ำ
ท่ามกลางเสียงสายลมที่พัดมาจากแดนไกล มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
กลุ่มควันทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆ จากตีนเขาอีกฟากหนึ่งของหยาเฉิง
"เกิดอะไรขึ้น?"
ภายในสำนักงานที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ควันไฟลอยคละคลุ้ง ที่ลานกว้างนอกหน้าต่าง พนักงานทีละคนกำลังกรีดร้องเสียงหลง ร่างกายกลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ใช่มนุษย์ แล้วพุ่งเข้าล้อมกรอบผู้บุกรุก
มีเพียงในห้องทำงานของประธานบริษัทที่เพิ่งเปลี่ยนป้ายชื่อใหม่เท่านั้น ที่เงียบสงัดเป็นเป่าสาก
ชายชราที่ซ่อนตัวอยู่หลังหน้าต่างยืนแข็งทื่อเป็นไก่ไม้
เขากดโทรศัพท์ในมืออย่างบ้าคลั่ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดสายที่โทรไม่ติดก็รับสายเสียที เขาเก็บกดความโกรธไว้ไม่อยู่ แผดเสียงลั่น "เกิดอะไรขึ้น? ลอว์เรนซ์ แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?!"
หลูเหวินติ้งแทบจะหมดสติอยู่รอมร่อ หวาดกลัวจนตัวสั่น "แกบอกว่าไม่มีทางพลาดแน่ๆ ไม่ใช่หรือไง?!"
"การทดลองน่ะไม่มีทางพลาดแน่นอน"
เสียงตอบกลับจากปลายสายราบเรียบและนุ่มนวล "วางใจได้เลย การเสียสละของคุณจะไม่สูญเปล่าหรอก"
"แกหมายความว่าไง?"
หลูเหวินติ้งรู้สึกเหมือนตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง กรีดร้องลั่น "อย่าลืมนะว่าใครเป็นคนลากแกขึ้นมาจากปลักโคลนเน่าๆ นั่น ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน..."
"สิทธิบัตร 16 ใบที่มากพอจะทำกำไรระยะยาวและเพิ่มมูลค่าบริษัทของคุณได้หลายเท่าตัว มันยังไม่พออีกเหรอ?"
ลอว์เรนซ์หัวเราะออกมา "อีกอย่าง ฉันก็ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อสร้างยาอายุวัฒนะมาตรฐาน 10 หลอด ยาระงับการกลายพันธุ์ที่ไม่มีผลข้างเคียง เพื่อช่วยให้คุณเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้วนี่
ส่วนเรื่องยุ่งยากเล็กๆ น้อยๆ ที่ตามมา มันก็แค่ผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะซีอีโอบริษัทผลิตยา คุณไม่เคยอ่านฉลากยาเลยหรือไง?
สัญญาของเราสิ้นสุดลงแล้ว คุณหลู ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนและความทุ่มเทของคุณมาตลอด ในรายงานวิจัยฉบับหน้า ฉันจะเขียนขอบคุณคุณอย่างเป็นทางการเลย
นี่คือผลงานอันยิ่งใหญ่ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การแพทย์เชียวนะ!"
"ยิ่งใหญ่พ่องมึงสิ!"
ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังเข้ามาใกล้ หลูเหวินติ้งคำรามใส่โทรศัพท์ "อย่าลืมสิ ไม่มีฉัน ใครจะไปหาหนูทดลองที่ได้มาตรฐานมาให้แก เวลาตั้งนาน แกเลี้ยงแต่พวกของเหลือทิ้งออกมาได้ตั้งเยอะ นังตัวเมียคนเดียวที่พอจะเห็นผลสำเร็จก็ตายห่าไปแล้ว
เดี๋ยวก่อน ฉันยังสามารถ..."
เพล้ง!
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงแตกหักอันคมชัดก็ดังขึ้น
โซ่สีทองเส้นหนึ่งปรากฏโครงร่างขึ้นกลางอากาศ จากนั้นก็แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
พันธสัญญาเทียนหยวน ขาดสะบั้นลง ณ วินาทีนี้
"ตอนนี้ ได้โปรดเสียสละครั้งสุดท้ายเพื่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ร่วมกันของเราเถอะ"
วินาทีนั้น หลูเหวินติ้งยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง กระอักเลือดคำโตออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เลือดสีแดงฉานไหลซึมจากมุมปาก เส้นเลือดปูดโปน สองมือขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกรงเล็บอันแหลมคม
ตามมาด้วยหัวบิดเบี้ยวอีกลูกที่งอกออกมาจากไหล่
ร่างกายขยายใหญ่ขึ้น แล้วก็ขยายใหญ่ขึ้นอีก!
เพียงชั่วพริบตาเดียว มันก็พุ่งชนกำแพงจนพังทลาย กลิ้งตกลงมาราวกับก้อนเนื้อขนาดยักษ์ ดวงตาที่เบียดเสียดอยู่ทั่วร่างนั้นปราศจากความสิ้นหวังอีกต่อไป เหลือเพียงความกระหายเลือดและความบ้าคลั่งของสัตว์ป่าเท่านั้น
ท่ามกลางฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงมา ในซากปรักหักพัง เสียงจากโทรศัพท์ยังคงดังแว่วมา
"อ้อ ลืมบอกไป ไม่ต้องห่วงนะ การทดลองจะต้องบังเกิดผลอย่างแน่นอน"
ลอว์เรนซ์ยิ้มกว้าง เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี "ฉันหา 'ครรภ์' ที่ดีกว่าได้แล้ว ไม่สิ ต้องบอกว่า— เป็น 'ภาชนะ' แห่งภัยพิบัติของแท้เลยล่ะ!"
แต่หลูเหวินติ้งไม่มีวันได้ยินอีกแล้ว
กูลกลายพันธุ์น้ำหนักหลายสิบตันราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ขาและแขนงอกยาวออกมาจากลำตัว ปากขนาดใหญ่ที่พาดผ่านกลางลำตัวเปิดอ้าออก พ่นพิษและกรดออกมา
เพียงแค่ขยับตัว ก็ทอดเงาดำทะมึนขนาดมหึมาลงมา
มันค่อยๆ หันกลับไปมองผู้บุกรุกที่ไม่สมควรจะอยู่ที่นี่ อ้าปากกว้าง แล้วกระโจนเข้าใส่!
แต่แล้ว มันก็ปลิวถอยหลังกลับมาในสภาพเดิม กระแทกเข้ากับอาคารโรงงาน ตกลงไปในสายการผลิต และถูกเสาหินคริสตัลขนาดยักษ์ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ปักตรึงไว้กับพื้น
เหวินเหวินไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าไอ้ของที่เธอเพิ่งจะเหวี่ยงทิ้งไปส่งๆ เมื่อกี้มันคือตัวอะไร
ณ เวลานี้ ท่ามกลางวงล้อมของฝูงกูลกลายพันธุ์ เธอขมวดคิ้ว เอียงหูฟังโทรศัพท์ที่เพิ่งจะรับสาย ยิ่งฟังก็ยิ่งหงุดหงิด "นี่คุณช่วยพูดภาษาคนหน่อยได้ไหม?"
༺༻