- หน้าแรก
- ให้ไปเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ไหงกลายเป็นปรมาจารย์ครอบจักรวาลไปได้ล่ะเนี่ย
- บทที่ 5 - แลกไลน์กันเถอะ!
บทที่ 5 - แลกไลน์กันเถอะ!
บทที่ 5 - แลกไลน์กันเถอะ!
ข้อความสีทองของอาจารย์จางโม่ เหมือนระเบิดน้ำลึกที่ถูกโยนลงมาบึ้มกลางห้องไลฟ์สดที่กำลังเดือดพล่าน
ช่องแชตที่เอาแต่ปาของขวัญรัวๆ จู่ๆ ก็ชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยการสแปมข้อความที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
[เชี่ย! อาจารย์จางลงมาเมนต์เองเลย!]
[ก็ว่าแล้วเชียวว่าเสียงวันนี้มันแปลกๆ! ที่แท้อาจารย์จางก็ฟังออกเหมือนกัน!]
[ปรมาจารย์เป็นคนจูนให้เหรอ? หรือว่าชิวชิวแอบไปเชิญยอดฝีมือเร้นกายที่ไหนมา? ไม่เห็นเคยได้ยินนางพูดถึงเลยนะ!]
[จางโม่? ใครอ่ะ? แล้วสรุปสตรีมเมอร์คนนี้กำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?]
[มาๆๆ พวกเด็กใหม่คงยังไม่รู้ เดี๋ยวพี่อธิบายให้ฟัง! คืนนี้เป็นรอบรองชนะเลิศโครงการ 'ปั้นดาว' ของโซนดนตรีแอปโต่วอวี๋ แพลตฟอร์มยอมทุ่มทุนสร้างเชิญตัวท็อปในวงการมาเป็นกรรมการออนไลน์หลายคนเลย และ 'หูทองคำ' จางโม่คนนี้แหละคือคนที่มีอิทธิพลที่สุด! หูแกเทพมาก พลาดนิดเดียวก็จับได้หมด!]
[ใช่แล้ว! แชมป์งานนี้จะได้สัญญาพร้อมโปรโมตระดับสิบล้านจากแพลตฟอร์มเลยนะ การแข่งครั้งนี้เลยตึงเปรี๊ยะสุดๆ! ไม่นึกเลยว่าไฮไลต์แรกจะไม่ใช่ตัวผู้เข้าแข่ง แต่เป็นช่างจูนเปียโนซะงั้น?]
ชื่อของจางโม่ในวงการเพลงป๊อปจีน โดยเฉพาะสายเปียโน ถือว่าเป็นป้ายทองการันตีคุณภาพเลยล่ะ
เขาคือโปรดิวเซอร์ระดับท็อปของประเทศ แถมยังมีชื่อเสียงโด่งดังจากฉายา "หูทองคำ" อีกต่างหาก
ข้อมูลจากช่องแชตทำให้ทุกคนรู้ซึ้งทันทีว่าเรื่องนี้มันใหญ่แค่ไหน
ซูหว่านชิวพอเห็นข้อความนั้น ก็ตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดเด้งดึ๋งออกจากเก้าอี้เปียโน
เธอหันขวับไปมองหลินฉีที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดไม่ไกล ดวงตาสวยคู่คู่นั้นทอประกายระยิบระยับ
เธอไม่ได้พูดอะไร แค่ขยับปากพูดแบบไม่มีเสียง ทำท่าทางเว่อร์ๆ เป็นคำว่า "จาง-โม่"
จากนั้นก็พนมมือไหว้หลินฉีปะหลกๆ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสจนแทบจะทะลักออกมา
หลินฉีเห็นท่าทางเหมือนเด็กน้อยของเธอแล้วก็หลุดขำ แค่เลิกคิ้วนิดๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
ถึงเขาจะไม่รู้จักจางม่งจางโม่อะไรนั่นหรอกนะ
แต่ดูจากแชตที่ระเบิดตู้มต้ามเมื่อกี้ ก็เดาได้ไม่ยากว่าหมอนี่ต้องเป็นบิ๊กเบิ้มในวงการแน่ๆ
จังหวะนั้นเอง หลังบ้านของซูหว่านชิวก็มีเสียงเตือนข้อความส่วนตัวเด้งขึ้นมา
เธอรีบกดเข้าไปดู พอเห็นเนื้อหาก็หุบยิ้มแทบไม่ทัน
เป็นข้อความจากจางโม่
[หูทองคำ จางโม่: คุณซู ผมสนใจช่างจูนเปียโนของคุณมาก ให้เขาติดต่อผมมาเดี๋ยวนี้เลยนะ
ฝีมือระดับนี้ไม่ควรมาจมปรักอยู่กับคุณ ผมมีเรื่องเทคนิคที่ต้องถกกับเขาด่วน]
พออ่านข้อความจบ หน้าซูหว่านชิวก็ซีดเผือด ความรู้สึกจุกอกแล่นแปล๊บขึ้นมาทันที
อะไรคือการมาจมปรักอยู่กับฉันฮะ?!
โมโหโว้ยย ตาคนนี้ไม่มีมารยาทเอาซะเลย!
ซูหว่านชิวกัดฟันกรอด อยากจะตอกกลับไปแรงๆ ว่า "อยากเจอปรมาจารย์ก็มาหาเองสิ คุณคู่ควรเหรอ?"
แต่เธอจะไปตัดสินใจแทนเทพเจ้าไม่ได้นี่นา แถมถ้าได้จางโม่ช่วยดัน เทพเจ้าก็คงไม่ต้องมาขี่รถส่งอาหารแล้วมั้ง
คิดได้ดังนั้น ซูหว่านชิวก็ทำหน้าจ๋อยๆ เหมือนเด็กโดนรังแก หันหน้าจอไปทางหลินฉีให้เขาอ่านข้อความชัดๆ
"เทพเจ้า... ดูนี่สิคะ..." ซูหว่านชิวพูดเสียงสั่นๆ แบบตุ๊มๆ ต่อมๆ ตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใจคอไม่ดีไปทำไม
หลินฉีกวาดตามองข้อความ สายตาไปหยุดอยู่ที่ประโยค "ให้เขาติดต่อผมมาเดี๋ยวนี้"
แล้วหันไปมองหน้าซูหว่านชิวที่ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก ก็อดหัวเราะไม่ได้
จากนั้น หลินฉีก็ส่ายหัวเบาๆ ให้เธอเป็นคำตอบ
ตอนนี้เขาสนใจแค่เรื่องหาเงิน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้น้องสาวเท่านั้นแหละ
ส่วนเรื่องไปเสวนาแลกเปลี่ยนเทคนิคน่ะเหรอ? โทษที ไม่ว่างว่ะ
ถ้าจะให้ 'ซื้อขาย' เทคนิค ก็ว่าไปอย่าง
นี่โผล่มาถึงก็ไม่พูดเรื่องเงินสักคำ กะจะมาจับเสือมือเปล่า แถมไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายอะไรกันด้วย จะไปไหนก็ไปเหอะ
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากข้อความที่จางโม่ส่งมา ก็เห็นชัดเลยว่าหมอนี่มันดูถูกซูหว่านชิวสุดๆ
ซึ่งทำให้หลินฉีหงุดหงิดไม่น้อย
ถึงผู้หญิงคนนี้จะบ๊องๆ ไปบ้าง แต่เธอก็คือลูกค้ากระเป๋าหนักที่จ่ายเงินให้เขางามๆ เชียวนะ
นายมากล้าแหยมกับนายจ้างฉัน แล้วยังจะมาหวังสูบเทคนิคจากฉันอีกเหรอ?
แถมยังใช้คำพูดวางอำนาจบาตรใหญ่แบบนั้นอีก ขอพูดคำเดียวสั้นๆ เลยนะ:
จะมาตีซี้เนี่ย นายเป็นใครมาจากไหนวะ?
เมื่อเห็นสายตาที่นิ่งสงบแต่เด็ดขาดของหลินฉี ความรู้สึกน้อยใจของซูหว่านชิวก็ปลิวหายไปกับสายลมทันที แทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ
เธอหันขวับกลับมา นั่งหลังตรงแด่ว แล้วรัวแป้นพิมพ์ตอบข้อความจางโม่ไปอย่างไว:
"อาจารย์จางคะ ปรมาจารย์ฝากบอกมาว่า เขาไม่มีอารมณ์จะเสวนากับคุณค่ะ"
ข้อความหลังบ้าน ไอดีของจางโม่เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบกลับมาสั้นๆ
[หูทองคำ จางโม่: หึ อวดดี]
......
การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป
ผลการตัดสินออกมาสูสีชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
สำหรับกรรมการคนอื่นๆ ซูหว่านชิวคว้าคะแนนนำโด่งคู่แข่งคนอื่นไปแบบขาดลอย ด้วยฝีมือการเล่นที่สมบูรณ์แบบและโทนเสียงเปียโนที่ไร้ที่ติ
แต่คะแนนจากจางโม่กลับต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างเห็นได้ชัด แถมการไลฟ์สดครั้งนี้ยังไม่มีกฎตัดคะแนนสูงสุดและต่ำสุดออกด้วย ทำให้คะแนนรวมของซูหว่านชิวเฉือนชนะผ่านเข้ารอบไปได้ด้วยคะแนนที่ห่างเพียง 0.2 คะแนนเท่านั้น
"เย่!"
วินาทีที่เห็นผลคะแนน ซูหว่านชิวก็เก็บความดีใจไว้ไม่อยู่ กระโดดเด้งดึ๋งลงจากเก้าอี้เปียโน
พอตั้งสติได้ สิ่งแรกที่เธอทำคือหันกลับไปมองผู้ชายที่ยืนเงียบๆ อยู่ตรงมุมห้อง
ใต้แสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์ สันกรามของหลินฉีคมกริบ แววตานิ่งสงบราวกับผิวน้ำ เหมือนกับว่าการแข่งขันสุดระทึกที่เพิ่งจบไป และคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำเมื่อครู่นี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด
"ฉ... ฉันทำได้แล้ว!" เธอวิ่งไปหยุดตรงหน้าหลินฉี เสียงสั่นนิดๆ เพราะยังตื่นเต้นไม่หาย
"อืม ยินดีด้วย" หลินฉีพยักหน้ารับ พร้อมกับยิ้มบางๆ
ลูกค้าประสบความสำเร็จ ก็แปลว่าเงินงวดสุดท้ายของเขากำลังจะเข้ากระเป๋าแล้วไงล่ะ
เขายื่นมือออกไปอย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ "งั้น... เงินที่เหลือล่ะ?"
ซูหว่านชิวหลุดขำพรืดกับวิธีทวงหนี้แบบตรงไปตรงมาของเขา ความตื่นเต้นที่อัดอั้นมาเมื่อกี้ปลิวหายไปตั้งเยอะ
"ฮ่าๆๆ... เทพเจ้าคะ คุณปล่อยให้ฉันดีใจต่ออีกนิดไม่ได้เลยเหรอ?"
ปากก็บ่นไปงั้น แต่มือเธอไวมาก หันไปหยิบซองแดงที่หนาพอๆ กับซองแรกออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้หลินฉี
"เอ้า! หมื่นนึงตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ขาดสักแดงเดียว!"
หลินฉีจับๆ คลำๆ ดูความหนาของทั้งสองซองแล้วก็ยิ้มแป้น
ได้มาแล้วหนึ่งหมื่นถ้วน
ความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เหมือนโดนความสุขหนักอึ้งในมือเยียวยาซะจนหายเป็นปลิดทิ้ง
"โอเค งั้นถือว่าเคลียร์จบ ฉันไปล่ะนะ" หลินฉียัดซองแดงลงกระเป๋า แล้วหมุนตัวเตรียมเผ่น
คติประจำใจของเขาคือ จบงานแล้วต้องไม่ยืดเยื้อ
"อ๊ะ! เดี๋ยวก่อน!" ซูหว่านชิวร้องลั่น รีบก้าวพรวดเข้าไปคว้าแขนเขาไว้หมับ
"มีอะไรอีก?" หลินฉีหันกลับมามองแบบงงๆ
"มี! มีสิ!" ซูหว่านชิวเงยหน้ามองเขา แก้มแดงปลั่งเพราะความตื่นเต้น ตากลมโตวิบวับ น้ำเสียงจริงจังสุดๆ:
"เทพเจ้าคะ ฉันยังไม่รู้ชื่อคุณเลย!"
"หลินฉี หลินที่แปลว่าป่า ฉีที่แปลว่าแปลกประหลาด" หลินฉีบอกชื่อตัวเอง คิดในใจว่าคราวนี้คงหมดเรื่องสักที ขาเตรียมจะก้าวออกประตู
"หลินฉี..." ซูหว่านชิวพึมพำชื่อเขา เหมือนกำลังลิ้มรสลูกอมหวานๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
พอเห็นหลินฉีทำท่าจะเดินหนีไปจริงๆ มือที่เกาะแขนเขาอยู่ก็ออกแรงบีบแน่นขึ้นอีกนิด ตัวแทบจะลอยติดแขนเขาไปแล้ว
"ด... อย่าเพิ่งไปสิ! ฉ... ฉัน... อ๊ะ! ใช่! ฉันมีข่าวดีสุดๆ จะบอกคุณด้วยนะ!" เธอร้อนรนจนกระทืบเท้า พูดจาตะกุกตะกักไปหมด
หลินฉีชะงักเท้า หันกลับมามองเธอด้วยสายตาจับผิด
ข่าวดีสุดๆ?
เขาแอบคิดในใจ อย่าบอกนะว่าจะเอาจริงเรื่อง 'เป็นของประดับบารมีไว้อุ่นเตียง' น่ะ?
แม่คุณคนนี้หน้าตาหุ่นทรงก็จัดว่าเด็ด ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นคงตะครุบเหยื่อไปแล้ว
แต่เขา หลินฉีคนนี้ เป็นคนดีมีศีลธรรมนะ ขายฝีมือไม่ขายตัวเว้ย
พอเห็นหลินฉีทำหน้าไม่เชื่อ ซูหว่านชิวก็สูดหายใจเข้าลึก เหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ แล้วพูดรัวเป็นปืนกลว่า:
"เทพเจ้า! คืออย่างนี้! ฉันมีอาจารย์อยู่คนนึง!"
"เธอชื่อหลิวอวิ๋นฉาง คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อนะ เธอไม่ได้อยู่วงการเพลงป๊อป แต่เป็นสายคลาสสิก
แบบว่า... เป็นนักเปียโนระดับสมบัติของชาติเลยล่ะ! ประเภทที่ไปเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวที่โกลเดนฮอลล์ (Golden Hall) บ่อยๆ น่ะ!"
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เธอถึงกับพยักหน้าหงึกๆ อย่างแรง
หลินฉียืนฟังเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร
เขาไม่ค่อยสันทัดวงการเพลงคลาสสิกเท่าไหร่ แต่ก็พอจะรู้ซึ้งถึงน้ำหนักของคำว่า "สมบัติของชาติ" กับ "โกลเดนฮอลล์" อยู่บ้าง
พอเห็นหลินฉียังไม่เดินหนี ซูหว่านชิวก็ใจกล้าขึ้นมาอีกนิด อธิบายต่อว่า "อาจารย์ฉันน่ะรักเปียโนยิ่งกว่าชีวิตตัวเองอีก! ที่บ้านเธอ แล้วก็ที่สตูดิโอ มีเปียโนระดับคอนเสิร์ตเจ๋งๆ รวมกันหลายหลังเลยนะ
มีทั้ง Steinway, Fazioli, Bösendorfer... เยอะแยะไปหมด! หวงทุกตัวยังกับลูกในไส้!"
เธอนับนิ้วไปบอกไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจราวกับเป็นของตัวเอง
"แล้วอาจารย์ก็เรื่องมากสุดๆ เรื่องช่างจูนเปียโน! ก่อนหน้านี้เคยจ้างมาหลายคน ก็บ่นว่ายังไม่สุดบ้างล่ะ ฝีมือไม่คงที่บ้างล่ะ ไม่ก็เล่นตัวคิวยากบ้างล่ะ
เธอบ่นจนปวดหัวไปหมดแล้ว บ่นมาตั้งนานว่าอยากได้คนที่เข้าใจเปียโนจริงๆ ฝีมือขั้นเทพ แล้วก็ไว้ใจได้มาเซ็นสัญญาระยะยาว"
พูดถึงตรงนี้ ซูหว่านชิวก็เขย่าแขนหลินฉีด้วยความตื่นเต้น:
"ถ้าเป็นฝีมือระดับเทพอย่างคุณล่ะก็ ผ่านฉลุยแน่นอน!
ฉันรับประกันเลยว่า ถ้าฉันแนะนำคุณให้อาจารย์รู้จัก เธอต้องหลงรักฝีมือคุณแน่ๆ!
ด้วยนิสัยอาจารย์นะ เธอคงไม่มานั่งจ่ายเป็นรายครั้งหรอก คงจับเซ็นสัญญาดูแลรายปีไปเลย จ่ายให้คุณปีละแสนหยวน ให้คุณมาเช็กเครื่องแค่สองสามครั้งต่อปี ก็เป็นไปได้สุดๆ เลยนะ!"
หนึ่งแสน!
ต่อปี!
แค่มาเช็กสองสามครั้ง?!
สามคำนี้มันเหมือนค้อนปอนด์กระหน่ำทุบเข้ากลางใจหลินฉีอย่างจัง
ซองแดงหมื่นนึงเมื่อกี้ก็ทำเอาเขารู้สึกเหมือนรวยเละแล้ว นี่ยังมี 'พาร์ตไทม์ปีละแสน' โผล่มาอีก?
แถมฟังดูชิลสุดๆ อีกต่างหาก?
นี่มันสวรรค์ประทานพรชัดๆ!
เขากำลังร้อนเงิน ร้อนมากๆ
อนาคตของน้องสาว ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง ล้วนกดทับอยู่บนบ่าเขาทั้งนั้น
ตอนนี้ถึงจะมีระบบแล้ว มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ แต่ดูเหมือนระบบจะไม่ได้เสกเงินมาให้ตรงๆ นี่นา!
ยังต้องพึ่งทักษะที่ได้มา ไปหาเงินเอาเองอยู่ดี
นี่มันมีคนเอาหมอนมาให้หนุนตอนกำลังง่วงชัดๆ!
หัวใจหลินฉีเต้นโครมครามอย่างควบคุมไม่อยู่
ซูหว่านชิวแอบสังเกตสีหน้าเขาอยู่เงียบๆ พอเห็นแววตาวูบไหวของเขาก็ลอบจุดพลุฉลองในใจ
เสร็จฉันล่ะ!
เธอกลั้นยิ้มสุดฤทธิ์ แกล้งทำเป็นกระแอมไอแก้เก้อ:
"อะแฮ่ม เพราะงั้น... เอ่อ เทพเจ้าคะ ฉันก็ต้องหาจังหวะไปเกริ่นเรื่องนี้กับอาจารย์ใช่ไหมล่ะ? แล้วถ้าเกิดเธอตกลง อยากจะติดต่อคุณขึ้นมา มันก็ต้องมีช่องทางติดต่อสิ เนอะ?"
พูดไปมือก็คลำหามือถือในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว เปิดหน้าคิวอาร์โค้ดขึ้นมา แล้วประคองสองมือยื่นไปตรงหน้าหลินฉีอย่างระมัดระวัง
ดวงตาคู่สวยฉ่ำน้ำคู่นั้น เต็มไปด้วยความคาดหวัง และแฝงความเจ้าเล่ห์นิดๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น
"เพราะงั้น ท่านเทพหลินฉี เรา... แลกวีแชตกันไว้ก่อนดีไหมคะ?"
หลินฉีมองท่าทางจริงใจแบบ "ฉันทำเพื่อคุณล้วนๆ" ของเธอ แล้วมองคิวอาร์โค้ดที่สว่างโร่อยู่ตรงหน้า จู่ๆ ก็อยากจะขำออกมา
อุตส่าห์ตีวงกว้างซะขนาดนี้ ปูเรื่องปรมาจารย์ระดับชาติมาซะดิบดี วาดฝันรายได้ปีละแสนให้ซะสวยหรู...
ที่แท้ก็แผนซ้อนแผน แค่อยากจะขอวีแชตนี่เอง
ผู้หญิงคนนี้นี่... น่าสนใจดีแฮะ
เขารู้ทันแผนเธอทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ไม่ได้แฉออกไป
ยังไงซะ "ปีละแสน" มันก็เย้ายวนใจเกินไปจริงๆ
ไม่ว่าซูหว่านชิวจะตั้งใจแนะนำจริงๆ หรือแค่หาข้ออ้าง โอกาสนี้เขาก็ต้องคว้าไว้ก่อน
"ได้"
หลินฉีตอบสั้นๆ คำเดียว แล้วล้วงมือถือเก่าๆ หน้าจอแตกร้าวของตัวเองออกมา
แทนที่จะสแกนของเธอ เขากลับเปิดคิวอาร์โค้ดของตัวเองขึ้นมาแทน
"สแกนผมแล้วกัน"
"หา? อ้อๆ! ได้ค่ะ!"
ซูหว่านชิวชะงักไปนิดนึง ก่อนจะตั้งสติได้ รีบฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี เอามือถือเล็งไปที่หน้าจอของหลินฉีอย่างไว
"ติ๊ด" เสียงเตือนดังเบาๆ
ส่งคำขอเป็นเพื่อนเรียบร้อย
พอเห็นหลินฉีกดรับแอดแบบสายฟ้าแลบ ซูหว่านชิวก็ถอนหายใจยาวเฮือก แอบชูสองนิ้วร้อง 'เยส' ในใจ
เรียบร้อย!