- หน้าแรก
- โฉมงามกับเหล่าอสูร
- ตอนที่ 661 เจ้าโกหกไม่เก่ง
ตอนที่ 661 เจ้าโกหกไม่เก่ง
ตอนที่ 661 เจ้าโกหกไม่เก่ง
เชร์ตบหลังเธอเบา ๆ “กินช้า ๆ ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก”
ไอร่าหายใจหอบก่อนจะเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเธอแดงก่ำ “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเมื่อคืนข้าไม่ได้อยู่ในห้อง?”
เชร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงบางอย่างจากห้องเจ้า เลยลุกขึ้นไปดู แต่ไม่มีใครอยู่ในนั้น”
เขาพักอยู่ห้องข้าง ๆ ไอร่า มีกำแพงบาง ๆ กั้นอยู่เพียงเท่านั้น แถมเหล่าสัตว์อสูรยังมีประสาทหูที่ไวเป็นพิเศษ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะได้ยินเสียงจากห้องของเธอ
เมื่อไอร่านึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่เธอกับคอนริพลอดรักกันบนดาดฟ้า ใบหน้าของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้านอนไม่หลับ เลยออกไปเดินเล่นกับคอนริข้างนอก”
“จริงเหรอ?” เชร์เอื้อมมือมาสัมผัสแก้มที่ร้อนจัดของเธอ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าโกหกไม่เก่งเลยนะ”
“พวกเราแค่ออกไปชมลมชมจันทร์กันบนดาดฟ้า…”
…และยังทำเรื่องที่น่าอับอายอย่างไม่รู้จักกาลเทศะอีกด้วย
เชร์มองสีหน้าของเธอแล้วก็พอจะเดาออกว่าเธอทำอะไรกับคอนริเมื่อคืน เขาโน้มตัวลงมาจูบที่ริมฝีปากของเธอที่ยังเปื้อนน้ำผลไม้ ก่อนถอนหายใจอย่างเงียบ ๆ
“ครั้งหน้าห้ามออกไปข้างนอกตอนกลางดึกอีกนะ ข้าเป็นห่วง”
ถึงแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรที่ล่อแหลม แต่ไอร่ากลับรู้สึกเหมือนเขามองทะลุสิ่งที่เธอทำเมื่อคืนหมดแล้ว
เธอรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย “อืม”
“แล้วก็อย่าโกหกอีก”
“เข้าใจแล้ว”
เชร์ลูบไล้ต้นคอของเธอ น้ำเสียงของเขาฟังดูนุ่มนวลและเชื่องช้า แต่ทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความจริงจัง “แค่ทำตัวดี ๆ ก็พอ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น”
บนเรือมีต้นไม้ผลมากกว่ายี่สิบต้น ไอร่าเดินวนรอบ ๆ ด้วยความสนใจ
คอนริอยู่ในร่างหมาป่าสีเงินขาวนอนเอกเขนกอยู่บนดาดฟ้าเพื่ออาบแดด หางฟู ๆ ของเขาแกว่งไปมา ขณะที่ดวงตาสีเขียวเข้มจ้องมองไปที่ร่างเล็ก ๆ ของไอร่าที่เดินไปมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่ามนุษย์ต้นไม้เห็นหมาป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ พวกเขาพากันหวาดกลัวจนแทบไม่กล้าหายใจ
เหล่ามนุษย์ต้นไม้ที่ขี้ขลาดเป็นพิเศษบางคนถึงกับรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องโดยสาร พวกเขาซุกตัวอยู่ในนั้นและไม่กล้าออกมาอีกเลย
คอนริวางคางไว้บนอุ้งเท้าและหรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ‘เจ้าตัวเล็กของข้านับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ~’
แต่แล้วร่างสูงของใครบางคนก็มายืนบังทัศนวิสัยของเขา
คอนริเหลือบตามองคนตรงหน้าด้วยท่าทางเกียจคร้าน “มีอะไร?”
“ขอคุยด้วยหน่อย” เชร์นั่งลงบนพื้นและมองไปยังร่างเล็กที่อยู่ไม่ไกล
“เรื่องอะไร?”
“เรื่องที่เจ้าไปพลอดรักกับไอร่าบนดาดฟ้าเมื่อคืน”
เชร์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
แต่คอนริกลับรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจของเขาอย่างชัดเจน
คอนริขมวดคิ้วเล็กน้อย “เมื่อคืนอากาศดี พระจันทร์สวย ข้าก็เลยถือโอกาสสร้างความทรงจำดี ๆ กับไอร่า มีอะไรผิดงั้นเหรอ?”
“ในห้องก็มีเตียงกับผ้าห่ม เจ้าจะทำอะไรก็ทำในนั้น”
คอนริครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย “เจ้าหมายความว่าข้าไม่ควรพาไอร่าออกไปข้างนอกกลางดึกใช่ไหม?”
“กลางดึกไม่ปลอดภัย”
“ข้าสามารถปกป้องนางได้”
เชร์กล่าวอย่างเรียบเฉย “ถ้ามีศัตรูที่แข็งแกร่งมากจนเจ้าจัดการคนเดียวไม่ไหวเล่า?”
“นี่มันกลางทะเลนะ ศัตรูที่ไหนจะโผล่มากลางดึกกันเล่า? เจ้าคิดมากไปแล้ว”
“อย่างเช่น ‘ซิงเฉิน’”
เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้ คอนริก็ขมวดคิ้วแน่น “พวกเราขับไล่ซิงเฉินไปแล้ว”
“แต่เขาอาจจะกลับมาอีก”
หางฟู ๆ ที่เคยแกว่งไปมาอย่างสบายใจของหมาป่าสีเงินขาวหยุดนิ่งลง ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น “ข้าว่าเจ้ากังวลเกินไปแล้ว เราไม่สามารถขังนางไว้ในห้องตลอดเวลาเพียงเพราะมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดอันตราย นางไม่ใช่นักโทษ”
“นางออกไปเดินเล่นตอนกลางวันได้ แต่กลางคืนห้าม”
“เชร์ เจ้าไม่คิดว่าตัวเองยุ่งมากเกินไปหรือ?”
“ตราบใดที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของไอร่า ข้าก็ต้องเข้ามายุ่ง”
เชร์ยืนกรานหนักแน่น ทำให้คอนริรู้สึกปวดหัว
“ข้าเข้าใจว่าเจ้าห่วงไอร่า แต่เจ้าจะทำแบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก ไม่ใช่แค่นางที่ลำบาก แม้แต่ตัวเจ้าก็อาจจะแย่ไปด้วย”
“ข้าจะเป็นอะไรไปได้?”
คอนริยกอุ้งเท้าขึ้นแล้วแตะที่หัวของเชร์ “ถ้าเจ้าตึงเครียดเกินไป สมองเจ้าจะพังเข้าสักวัน”
ถึงแม้เขาจะพูดติดตลก แต่เชร์กลับเงียบไป
เขาเองก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ แต่คำพูดของซิงเฉินยังคงก้องอยู่ในหัวของเขา คำเตือนก่อนจากลาของซิงเฉินก็เหมือนสัตว์ร้ายที่อ้าปากกว้างโชกเลือด มันซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด คอยจ้องมองเขาตลอดเวลา
เขาจึงไม่อาจปล่อยวางได้เลย…
คอนริยกอุ้งเท้าขึ้นมาตบไหล่ของเชร์ “พี่ชาย ใจเย็น ๆ”
ไอร่าวิ่งเข้ามาหาเชร์ และ คอนริพร้อมกับผลไม้สดที่เพิ่งเก็บมา
“ผลไม้นี่หวานมากเลย ลองชิมดูสิ”
แต่เนื่องจากเชร์ และ คอนริเป็นสัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ พวกเขาไม่ค่อยชอบกินผักผลไม้เท่าไร
ทั้งสองกัดชิมไปแค่ลูกเดียวแล้วก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
ไอร่าจึงต้องแบ่งของอร่อยให้กับ บุหรงแทน
บุหรงเป็นสัตว์กินทั้งเนื้อและพืชเหมือนกับเธอ ส่วนลูกสาวของพวกเขา ไข่น้อยก็เช่นกัน ทั้งสามคนจึงกินผลไม้กันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่นานก็หมดเกลี้ยง
ไข่น้อยไม่เพียงแต่โตขึ้นมาก แต่ยังน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ร่างกลม ๆ ของเธอเหมือนก้อนขนสีเหลืองขนาดใหญ่ เพราะตัวหนักขึ้น เธอจึงไม่สามารถนอนอยู่บนหัวของแม่ได้อีกต่อไป ทำได้แค่ยืนบนไหล่ของแม่แทน
ตอนนี้เธอหนักอย่างน้อยห้ากิโลกรัม พอเธอยืนบนไหล่ของ ไอร่าเธอก็รู้สึกว่าไหล่แทบจะรับน้ำหนักไม่ไหว
ไอร่าทำหน้าเวทนาแล้วต่อรองกับลูกสาว “ไข่น้อยต่อไปหนูไปอยู่ใกล้พ่อเถอะ ไหล่ของพ่อแข็งแรง หนูจะยืนยังไงก็ได้”
บุหรงตบไหล่ตัวเองทันที “มาหาพ่อสิลูก”
แต่ ไข่น้อยไม่แม้แต่จะชายตามองพ่อจอมทึ่มของเธอ เธอยืนแน่นอยู่บนไหล่ของแม่แล้วส่งเสียงร้องอย่างภาคภูมิใจ “จิ๊บ! จิ๊บ!”
‘หนูไม่ไป! หนูจะอยู่กับแม่!’
บุหรงที่โดนลูกสาวเมิน รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง เขาก้มหน้าลงซุกอกของ ไอร่าทำทีเป็นขอความอบอุ่น แต่ความจริงแล้วกำลังลวนลามเธอหน้าด้าน ๆ
ไอร่าพยายามผลักเขาออกแต่ไม่สำเร็จ จึงหันไปสั่ง ไข่น้อยให้จัดการแทน
ไข่น้อยเหมือนกระสุนปืนใหญ่ตัวจิ๋ว พุ่งเข้าใส่หัวของ บุหรงอย่างแรง
ปั้ก! เธอพุ่งชนหน้าเขาเต็ม ๆ
บุหรงดึงตัวลูกสาวออกแล้วบีบปีกเล็ก ๆ ของเธอเบา ๆ “ไปเล่นกับเจ้าหนูนั่นไป อย่าอยู่แถวนี้มาขวางทาง พ่อกะจะให้แม่มีน้องสาวให้เจ้าเสียหน่อย”
ไอร่ากลอกตา “อะไรคือน้องสาว? พูดจาไร้สาระอีกแล้ว”
“คลอเดีย มีน้องชายตั้งสามคน ต้าไป่ กับ เสี่ยวไป่ ก็เป็นพี่น้องแท้ ๆ กัน แต่ ไข่น้อยของพ่อเป็นลูกคนเดียว เหงาแย่เลย ไม่อยากมีน้องสาวหรือน้องชายเพิ่มเหรอ หืม?”
ไอร่าผลักหน้าหล่อ ๆ ของเขาออกไปอย่างไร้เยื่อใย ก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่!”