- หน้าแรก
- ยอดสายลับทะลุยุคเปิดโปงความลับสะท้านโลก
- บทที่ 4 - อวี๋หวยชักชวน
บทที่ 4 - อวี๋หวยชักชวน
บทที่ 4 - อวี๋หวยชักชวน
บทที่ 4 - อวี๋หวยชักชวน
"แกคือหลิวฉางชวนที่พบสายลับญี่ปุ่นสินะ" ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ โจวชางหลิน หัวหน้าแผนกปฏิบัติการก็เดินหน้าเครียดออกมาจากห้องสอบสวน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสายลับญี่ปุ่นจะปากแข็งขนาดนี้ ตีให้ตายก็ไม่ยอมพูด
"ใช่ครับท่าน" หิวฉางชวนรีบทำวันทยหัตถ์รับคำ
"อืม ดีมาก กฎของแผนกที่สองของเราคือทำดีต้องมีรางวัล ฉันได้บอกกล่าวไว้แล้ว แกไปรับเงินรางวัลสองร้อยหยวนที่แผนกธุรการได้เลย นี่คือรางวัลสำหรับแก วันหน้าก็พยายามให้มาก สร้างผลงานใหม่ๆ ให้ได้อีกล่ะ"
"ขอบคุณครับท่าน" หิวฉางชวนดีใจลึกๆ แต่ก็รู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง สร้างผลงานไปแล้ว แต่เรื่องยศทหารอย่าหวังเลย ถึงแม้เขาจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนกที่สอง กรมข่าวกรอง แต่ในสายตาของผู้ใหญ่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับจับกังที่มาใช้แรงงานในกรมข่าวกรอง ช่างน่าสมเพชเสียจริง
หลังจากที่หลิวฉางชวนรับเงินรางวัลสองร้อยหยวนจากแผนกธุรการมาแล้ว ในใจก็เบิกบานยิ่งนัก พอเดินออกจากประตูใหญ่ของกรมข่าวกรอง เขาก็มุ่งตรงไปหาร้านอาหารสะอาดๆ น่านั่งสักร้านเพื่อกินอาหารมื้อใหญ่ทันที
……
ในที่สุดโอชิมะ ซาบุโร่ก็ยอมรับสารภาพ ไม่ใช่ทุกคนจะทนต่อการทรมานอันแสนโหดเหี้ยมของกรมข่าวกรองได้ ถึงแม้เขาจะยอมรับสารภาพ แต่เพราะประวิงเวลามาได้ถึงสองวัน แผนกที่สองของกรมข่าวกรองจึงไม่ได้อะไรกลับมาเลย เพราะชายชุดดำคนนั้นต่างหากที่เป็นพนักงานส่งวิทยุโทรเลข ทำเอาทุกคนถึงกับตกตะลึงไปตามๆ กัน
"หัวหน้าครับ ผมพบสายลับญี่ปุ่นตั้งสองคน ทำไมถึงให้เงินผมแค่สองร้อยหยวนเองล่ะครับ ถ้าผู้ชายใส่สูทคนนั้นโดนจับตัวได้ แล้วคายเรื่องสมุดรหัสลับออกมา จะให้เงินผมเพิ่มไหมครับ" หลังจากกลับมา หลิวฉางชวนก็วิ่งแจ้นไปที่ห้องทำงานของหวังขุยเพื่อสอบถาม
"ได้เงินรางวัลตั้งสองร้อยหยวนก็ดีแค่ไหนแล้ว กรมข่าวกรองก็ใช่ว่าจะไม่จ่ายเงินเดือนแกเสียหน่อย อย่าโลภมากให้มันนักเลย" หวังขุยรู้สึกไม่พอใจหลิวฉางชวนที่เห็นแก่เงินจนตัวสั่น ไอ้นี่มันหน้าเงินจริงๆ
ปัง ปัง ปัง หลิวฉางชวนไม่ได้คำตอบอะไรจากหวังขุย จึงไปฝึกซ้อมยิงปืนที่ลานฝึกกับหวังเป่า ทีมปฏิบัติการของพวกเขามีกระสุนสำหรับฝึกซ้อมให้ใช้ในแต่ละเดือนจำนวนหนึ่ง จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
ไม่เลวเลย หลิวฉางชวนรู้สึกพอใจในตัวเองมาก สมกับเป็นมือปืนแม่นปืนจากกองทัพ ยิงปืนได้แม่นยำจริงๆ ระหว่างที่เขากำลังได้ใจ ก็เห็นผู้เฒ่าอวี๋ ยามเฝ้าประตูของแผนกปฏิบัติการเดินตรงเข้ามา
"เสี่ยวหลิว มีจดหมายส่งมาจากกองทัพเก่าของแกน่ะ ดูเหมือนจะส่งมาจากเมืองฮู่" ผู้เฒ่าอวี๋ยื่นซองจดหมายที่มีตราประทับไปรษณีย์ประทับอยู่ให้
"เมืองฮู่?"
หลิวฉางชวนงงงวยเป็นไก่ตาแตก เขาไม่รู้จักใครที่เซี่ยงไฮ้เลยสักคน พี่สาวเพียงคนเดียวก็ไม่ได้ติดต่อกันมาหลายปีแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะอยู่ที่บ้านเกิดในหวยซีสิ
ใครจะส่งจดหมายมาให้ฉันกันนะ
หลิวฉางชวนฉีกซองจดหมายออกด้วยความสงสัย พอเหลือบมองเห็นชื่อที่มุมขวาล่างของกระดาษจดหมายก็ถึงกับใจเต้นระรัว เป็นจดหมายจากหลิวหลาน พี่สาวแท้ๆ ของเขานั่นเอง รูปแบบจดหมายต้องเป็นคนอื่นเขียนแทนให้แน่ๆ พี่สาวของเขาอ่านหนังสือไม่ออกหรอก
หลังจากอ่านจดหมายจบ หลิวฉางชวนก็รู้สึกแย่เอามากๆ เขานั่งลงบนม้านั่งยาวในลานฝึกพลางคิดทบทวนไปมา เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพี่สาวของเจ้าของร่างเดิมคนนี้เลย และก็ไม่ได้ผูกพันอะไรกันมากมาย แต่พอได้อ่านเนื้อหาในจดหมาย ในใจก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดร้าวอย่างแสนสาหัส
หลิวหลาน คือญาติเพียงคนเดียวของเขาบนโลกใบนี้
หลิวหลานเขียนบอกในจดหมายว่าที่บ้านเกิดประสบภัยพิบัติ เมื่อสองปีก่อนเธอจึงพาครอบครัวไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้
คิดไม่ถึงว่าปีนี้สามีจะมาติดเชื้อโรคจนเสียชีวิต ทางบ้านก็ยากจนข้นแค้น เธอต้องอาศัยรับจ้างซักผ้าทำความสะอาดให้บ้านเศรษฐีเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ เพราะไม่มีเงินเช่าบ้าน ตอนนี้จึงต้องอาศัยอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมที่จ๋าเป่ย หวังว่าน้องชายเพียงคนเดียวจะช่วยเหลือได้บ้าง
หลิวฉางชวนคิดในใจ พี่สาวกับหลานสาวของเขาคงจะอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ส่งจดหมายมาที่เมืองจินหลิงหรอก แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเข้ามาอยู่ในกรมข่าวกรองแล้ว ถึงได้ส่งจดหมายไปที่กองทัพเก่าแบบนั้น
จะไม่สนใจไม่ได้ เขาตัวคนเดียวในยุคสาธารณรัฐจีน หากไม่ดูแลญาติเพียงคนเดียว เขายังจะใช่คนอยู่อีกเหรอ ยิ่งไปกว่านั้นพี่สาวยังมีลูกติดมาอีกคนด้วย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
"เข้ามา" หวังขุยที่กำลังคุยเล่นอยู่กับอวี๋หวยได้ยินเสียงเคาะประตูก็ร้องบอก
หลิวฉางชวนเปิดประตูเข้ามาก็ไม่อ้อมค้อม "หัวหน้าครับ พี่สาวผมที่เมืองฮู่ส่งจดหมายมาบอกว่ากำลังเดือดร้อน ผมอยากจะขอลางานไปเยี่ยมพี่สาวกับหลานสาวครับ รบกวนอนุมัติวันลาให้ผมด้วยนะครับ"
"บ้านเกิดแกไม่ได้อยู่ที่หวยตงหรอกเหรอ" ในฐานะหัวหน้า หวังขุยย่อมรู้ประวัติครอบครัวของลูกน้องในทีมแต่ละคนเป็นอย่างดี พ่อแม่ของหลิวฉางชวนด่วนจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก พี่สาวเพียงคนเดียวก็แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่บ้านเกิด
หลิวฉางชวนไม่ได้อธิบายอะไร เขาแค่ยื่นจดหมายให้หวังขุยอ่านเอง เขาต้องรีบไปเซี่ยงไฮ้เพื่อดูแลหลิวหลานกับหลานสาวให้เร็วที่สุด
หวังขุยอ่านจดหมายแบบผ่านๆ แล้วพยักหน้ารับ เตรียมจะเซ็นอนุมัติวันลาให้หลิวฉางชวน แต่อวี๋หวยที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับดึงจดหมายไปอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น ราวกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"เดี๋ยวก่อน" หวังขุยที่กำลังจะจับปากกาเซ็นอนุมัติวันลาให้หลิวฉางชวนถึงกับสะดุ้งตกใจกับเสียงร้องของอวี๋หวย
"พี่อวี๋มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ" หวังขุยหันไปถาม
อวี๋หวยจ้องมองหลิวฉางชวนอย่างมีความหมาย พลางคิดในใจ ในเมื่อเขาสามารถพบสายลับญี่ปุ่นได้ นั่นก็แสดงว่าเขาเป็นคนละเอียดรอบคอบ ถึงแม้จะไม่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ แต่ก็เป็นคนช่างสังเกต เหมาะที่จะทำงานข่าวกรองยิ่งนัก ตัวเขาเองจะลองดึงตัวหมอนี่มาดีไหมนะ
"พี่อวี๋" หวังขุยเห็นอวี๋หวยเงียบไปจึงเอ่ยเรียกอีกครั้ง
อ้อ... อวี๋หวยที่เพิ่งได้สติกลับมาลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยตอบด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "ขอโทษทีครับหัวหน้า ผมเพิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ผมขอคุยกับหลิวฉางชวนที่นี่สักครู่ได้ไหมครับ"
"พวกนายมีอะไรต้องคุยกันด้วยเหรอ" หวังขุยแอบบ่นในใจ
เขาไม่ค่อยพอใจท่าทีของอวี๋หวยเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา แค่พยักหน้ารับแล้วลุกเดินออกจากห้องทำงานไป
หลิวฉางชวนรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของอวี๋หวย เขาไม่ได้สนิทสนมและก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับอวี๋หวยเลยแม้แต่น้อย ช่องว่างระหว่างพวกเขาสองคนราวกับฟ้ากับเหว หวังขุยเคยบอกเขาว่า อวี๋หวยเป็นนักเรียนนายร้อยที่เรียนจบมา ถึงแม้ที่บ้านจะไม่ได้เป็นมหาเศรษฐี แต่ก็มีญาติผู้ใหญ่เป็นถึงนายพลในกองทัพ เรียนจบมาก็ได้ยศร้อยตรีแล้ว ทนทำงานสั่งสมบารมีอีกสักสองปี การเลื่อนยศก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
เขาจะรั้งพลทหารระดับล่างอย่างฉันไว้ทำไมกัน
อวี๋หวยบอกให้หลิวฉางชวนหาเก้าอี้นั่งลง ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างมาก "เหตุผลที่ฉันรั้งนายไว้มันง่ายมาก ฉันได้รับข่าวจากห้องเลขาธิการว่า อีกหนึ่งสัปดาห์ ทีมของฉันจะเดินทางไปที่เมืองฮู่ ในฐานะทีมฝึกงานพิเศษของกรมข่าวกรองที่กระจายตัวอยู่ตามสถานีต่างๆ ทั่วประเทศ"
"ถึงแม้จะเป็นแค่ทีมฝึกงาน แต่ฉันก็มีเส้นสายของตัวเอง หากไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากฝึกงานเสร็จ ทีมของฉันก็จะปักหลักอยู่ที่สถานีเซี่ยงไฮ้ของกรมข่าวกรองไปตลอด
"ผมไม่เข้าใจความหมายของท่านครับ" หลิวฉางชวนผายมือออก เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเขากันล่ะ ทีมของอวี๋หวยมีแต่พวกหัวกะทิของกรมข่าวกรองทั้งนั้น มีด้วยกันทั้งหมดห้าคน ยศต่ำสุดก็ร้อยตรีเข้าไปแล้ว จะมาเข้าขากับพลทหารระดับล่างอย่างเขาได้ยังไงกัน คนละชั้นกันชัดๆ
"เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ฉันเตรียมจะยื่นเรื่องขอเบื้องบนดึงตัวนายมาอยู่ทีมเดียวกับฉัน แต่นายไม่ต้องตามทีมฉันไปรายงานตัวที่สถานีเมืองฮู่หรอกนะ นายจะเป็นสายลับที่แฝงตัวอยู่และติดต่อกับฉันเพียงคนเดียว" อวี๋หวยพูดจบก็จ้องมองหลิวฉางชวนเขม็ง
"ท่านครับ ทำไมถึงต้องเป็นผมล่ะครับ" หลิวฉางชวนไม่เข้าใจเอาเสียเลย ตามปกติแล้ว ถ้าทีมของอวี๋หวยจะรับคน อย่างน้อยก็ต้องเป็นพวกหัวกะทิที่จบจากโรงเรียนตำรวจพิเศษและผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีไม่ใช่เหรอ แล้วคนอย่างเขามีคุณสมบัติอะไรล่ะ
"ฮ่าๆ ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่เคยคิดถึงนายหรอกนะ แต่ในเมื่อพี่สาวนายอยู่ที่เมืองฮู่ มันก็เป็นผลดีต่อการแฝงตัวเป็นสายลับลับๆ อีกอย่างนายก็เป็นคนละเอียดรอบคอบจนสามารถหาสายลับญี่ปุ่นเจอ ฉันก็เลยเลือกนายยังไงล่ะ" อวี๋หวยหัวเราะร่วน
หลิวฉางชวนนิ่งเงียบไปสิบกว่าวินาทีก็ตอบตกลง ถึงแม้การไปเซี่ยงไฮ้จะอันตรายอยู่บ้าง แต่การอยู่ในเมืองจินหลิงต่อไปกลับอันตรายยิ่งกว่า อีกครึ่งเดือนสงครามก็จะปะทุขึ้นแล้ว ใครจะรู้ล่ะว่ากรมข่าวกรองจะส่งพวกเขากลับไปทางเหนือหรือเปล่า นี่ยังไม่นับรวมสมรภูมิเลือดอันโหดร้ายที่ซงฮู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อีกนะ
(จบแล้ว)