- หน้าแรก
- เป็นไรเดอร์อยู่ดีๆ ระบบดันให้ผมอัปสกิลต่อสู้ซะงั้น!
- บทที่ 1 - ดื่มด่ำรสชาติขมปร่าของความพ่ายแพ้
บทที่ 1 - ดื่มด่ำรสชาติขมปร่าของความพ่ายแพ้
บทที่ 1 - ดื่มด่ำรสชาติขมปร่าของความพ่ายแพ้
บทที่ 1 - ดื่มด่ำรสชาติขมปร่าของความพ่ายแพ้
"อึก... อึก... อึก..."
ไป๋เซียวแหงนหน้าขึ้น ริมฝีปากแห้งผากจดขอบแก้ว เขาพ่นลมหายใจกลืนน้ำเปล่าอึกใหญ่จนกระติกน้ำเก็บความเย็นสีดำว่างเปล่าไม่เหลือสักหยด
"ฮู่ว..."
เขาพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาอย่างโล่งอก มืออีกข้างดึงคอเสื้อชุดฝึกสีเทาพัดกระพือไปมาหวังคลายร้อนลงบ้าง
แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ พอมีลมพัดผ่านก็รู้สึกเย็นสบายขึ้นมาก
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่งเพื่อปรับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรง ไป๋เซียวเอนหลังพิงกำแพงกระเบื้องเคลือบสีขาว ทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะยางนุ่ม
กระติกน้ำวางอยู่ข้างกาย เขาพักเหนื่อยพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า
ที่นี่คือห้องฝึกซ้อมในร่ม พื้นที่กว้างขวาง สองฝั่งซ้ายขวาขนาบด้วยหน้าต่างกระจกบานใหญ่จรดพื้น แสงแดดจัดจ้านยามเที่ยงวันสาดส่องทะลุกระจกเข้ามา ทาบทับลงบนพรมยางสีฟ้าอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูสีทองหลายจุด นอกพื้นที่รับแดดร้อนระอุเหล่านั้น มีกลุ่มคนหนุ่มสาวในชุดฝึกสีเทากำลังแยกย้ายกันซ้อม บ้างชกกระสอบทราย บ้างจับคู่ประลอง บ้างก็ชกลม
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำบนเบาะ เสียงกำปั้นกระแทกกระสอบทรายดังตุบตับ เสียงตะโกนฮึดสู้จากการประลอง ทั้งหมดประกอบสร้างเป็นฉากอันดุเดือดเลือดพล่าน แม้แต่กลิ่นเหงื่อ กลิ่นกาย และกลิ่นยางที่ลอยวนอยู่ในอากาศก็ยังแฝงความฮึกเหิม
"ความรู้สึกของวัยหนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ..."
ไป๋เซียวสูดหายใจลึก ผ่อนหัวไหล่ให้คลายลง
นี่คือวันที่สามแล้วตั้งแต่เขาข้ามมิติมายังโลกคู่ขนานแห่งนี้ หลังจากสังเกตการณ์มาสามวัน ไป๋เซียวก็รู้ตัวว่าเขาไม่ได้เกิดใหม่ แต่เป็นการข้ามมิติมาอยู่ในร่างคนอื่น
ร่างกายในวัยยี่สิบสี่ปีนี้ไม่ได้กำยำล่ำสัน ทว่าก็แข็งแรงสมบูรณ์ดี
"รวมแถว!"
จู่ๆ เสียงของชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นกลางโถง
บรรดาลูกศิษย์หยุดมือและพากันวิ่งไปรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ไป๋เซียววางกระติกน้ำลงแล้ววิ่งไปเข้าแถวพร้อมกับคนอื่นๆ
เบื้องหน้าปรากฏร่างของชายสูงราวร้อยแปดสิบเซนติเมตรในชุดครูฝึกสีดำ เขายืนตัวตรงแหน่ว รูปร่างล่ำสันกำยำ
ใบหน้าเหลี่ยมตามตำรา คิ้วเข้มตาโต ผมเกรียนสั้นชี้ฟูราวกับเข็ม
เขาคือครูฝึกของสำนักศิลปะการต่อสู้ไป๋เหนี่ยว ผู้รับผิดชอบดูแลพวกเขานามว่า จางหงเทา
"วอร์มอัพเสร็จแล้ว เรามาทบทวนแนวคิดของซานต่าจากครั้งก่อนกันต่อ"
เขากวาดสายตามองลูกศิษย์ทุกคนพร้อมกับเริ่มอธิบายอย่างฉะฉาน
ซานต่าที่เขากล่าวถึงคือศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานทั้งการชก การเตะ และการทุ่ม เป้าหมายคือการสยบคู่ต่อสู้ให้ได้ในเวลาสั้นที่สุด
ซานต่ามีประสิทธิภาพสูงในการต่อสู้จริง เน้นการสู้บนพื้นและทักษะรุกรับ
สิ่งที่จางหงเทาจะสอนในวันนี้คือท่าพื้นฐานและท่าเตรียมพร้อมต่อสู้
"เริ่มจากท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ พวกเธอตั้งใจดูท่าทางของฉันให้ดี"
พูดจบเขาก็เบี่ยงตัวอย่างรวดเร็ว หันไหล่ซ้ายเข้าหาทุกคน สองขากางออกห่างกันเล็กน้อยให้กว้างกว่าช่วงไหล่ ปลายเท้าขวาบิดเข้าด้านใน ปลายเท้าซ้ายบิดเข้าเล็กน้อย สองมือกำหมัดยื่นไปด้านหน้าซ้าย สายตาจดจ่อไปข้างหน้า
นี่คือท่าเตรียมต่อสู้มาตรฐาน หัวไหล่ขยับเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเท้าขวา พร้อมที่จะส่งแรงจากฝ่าเท้าพุ่งตัวออกไปชกได้ทุกเมื่อ
ไป๋เซียวจ้องมองอย่างตั้งใจ ขณะที่จางหงเทาสาธิตพร้อมอธิบายต่อไป
"หลังจากตั้งท่าเตรียมพร้อมแล้ว"
"ก็คือเพลงหมัดพื้นฐาน เพลงเตะพื้นฐาน และจังหวะก้าวเท้าพื้นฐาน"
"เพลงหมัดพื้นฐานประกอบด้วย หมัดตรง หมัดเหวี่ยง หมัดงัด และอื่นๆ"
ทุกครั้งที่เอ่ยชื่อท่า เขาก็จะออกหมัดสาธิตอย่างรวดเร็ว
ส่งแรงจากหัวไหล่พุ่งหมัดออกไปอย่างดุดัน ให้ความรู้สึกเฉียบขาดรุนแรง
"ทักษะการเตะพื้นฐานประกอบด้วย ถีบตรง ถีบข้าง เตะตวัด และอื่นๆ"
"ทักษะการก้าวเท้าพื้นฐานประกอบด้วย สืบเท้า ก้าวกระโดด ก้าวหลบ และอื่นๆ"
ท่าทางของจางหงเทาเด็ดขาดทะมัดทะแมง ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย
"เอาล่ะ สาธิตจบแล้ว ต่อไปคือการแยกส่วนท่าทาง"
เขาเข้าสู่บทบาทครูฝึกอย่างรวดเร็ว เริ่มแยกย่อยท่าทางและการออกหมัดทีละส่วน อธิบายทั้งเคล็ดลับและประโยชน์การใช้งาน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา จางหงเทาก็เก็บท่าทางทั้งหมด
เขาเลือกมาเพียงหนึ่งท่าให้ลูกศิษย์ทุกคนทำตาม
คนกว่าสามสิบคนในที่นั้นเริ่มฝึกซ้อมอย่างตั้งอกตั้งใจ คนที่หัวไวทำครั้งแรกก็เหมือนต้นฉบับถึงเจ็ดแปดส่วน คนที่หัวปานกลางก็ทำได้พอถูไถ ส่วนคนที่แย่ที่สุดราวสามสี่คนกลับทำท่าทางบิดเบี้ยวไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
โชคดีที่ไป๋เซียวไม่ได้อยู่ในกลุ่มสามสี่คนนั้น
แต่เขาก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก คงรั้งท้ายอยู่ในกลุ่มสิบคนสุดท้าย
ชาติก่อนเขาก็ไม่มีพรสวรรค์ด้านกีฬาอยู่แล้ว ร่างกายในชาตินี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพรสวรรค์ด้านนี้สักเท่าไหร่ พอรวมกันแล้วก็เลยอยู่ระดับต่ำกว่ามาตรฐาน
ด้านหน้าสุด ครูฝึกจางกวาดสายตามองฝูงชน ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ชายหนุ่มผมสั้นสูงราวร้อยแปดสิบเซนติเมตรซึ่งยืนอยู่ห่างจากไป๋เซียวไปทางซ้ายมือสองสามคน นั่นคือเป้าหมายที่เขาจับตามองเป็นพิเศษ ในหลักสูตรช่วงแรกๆ ชายคนนี้ก็แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์และไหวพริบทางร่างกายที่ไม่ธรรมดา
และก็เป็นอย่างที่คิด การสอนท่าพื้นฐานซานต่าในครั้งนี้ กัวหาวสามารถทำท่าทางได้สมบูรณ์แบบเกินเจ็ดถึงแปดส่วน มีศักยภาพน่าปั้นต่ออย่างยิ่ง
"กัวหาวคนนี้พรสวรรค์ดีมาก ติดแค่ขี้เกียจไปหน่อย"
"รอให้จบหลักสูตรซานต่าก่อน"
"บางทีอาจจะเลื่อนเขาขึ้นไปอยู่ห้องหัวกะทิได้..."
ครูฝึกจางคิดในใจพลางดึงสายตากลับ เขาตวัดตามองผ่านแถวของลูกศิษย์ที่กัวหาวประจำอยู่ รวมไปถึงไป๋เซียวที่กำลังทำท่าบิดๆ เบี้ยวๆ ด้วย
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงภายในห้องฝึกซ้อม
"วันนี้สอนแค่นี้ก่อน เวลาที่เหลือให้แยกย้ายกันซ้อม"
ครูฝึกจางตบมือส่งสัญญาณให้ทุกคนพักผ่อนหรือแยกย้ายกันซ้อมได้ตามสะดวก ไม่นานลูกศิษย์ก็กระจายตัวกันไปหาพื้นที่ฝึกของตนเอง
ไป๋เซียวสังเกตเห็นว่าครูฝึกจางไม่ได้ออกจากห้องไป แต่กลับไปยืนอยู่ริมหน้าต่างบานหนึ่ง ซึ่งบริเวณนั้นมีกัวหาวกำลังซ้อมอยู่พอดี
เขามองแวบเดียวก็ดึงสายตากลับมา
ไป๋เซียวหันไปหามุมสงบแล้วเริ่มซ้อมของตัวเองต่อไป
ในบริเวณนี้มีลูกศิษย์คนอื่นๆ กำลังซ้อมท่าทางและจังหวะก้าวเท้าของตัวเองอยู่เช่นกัน ทว่าเห็นได้ชัดว่าเมื่อไม่มีครูฝึกคอยจับตาดู ทุกคนก็มีท่าทีผ่อนคลายลงมาก หมัดเท้าที่เหวี่ยงออกไปไม่ได้ดูมีพลังนัก หนำซ้ำยังแฝงความขอไปที โดยเฉพาะพวกที่รั้งท้าย
ทว่าไป๋เซียวกลับเป็นข้อยกเว้นเล็กๆ
ท่าทางที่เขาตั้ง การออกหมัด การก้าวเท้า แม้จะไม่ถือว่าสมบูรณ์แบบ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความทุ่มเทสุดกำลัง
เวลาซ้อมคนเดียวตั้งใจหรือไม่ แค่มองปราดเดียวก็รู้
"ฮู่ว... แฮ่ก... ฮู่ว... แฮ่ก..."
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงเล็ดลอดจากจมูก ไป๋เซียวได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวดั่งรัวกลอง ยิ่งตั้งใจก็ยิ่งเหนื่อยง่าย หลังจากซ้อมท่าซานต่าได้ระยะหนึ่ง ทั้งร่างของเขาก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่ออีกครั้ง
ทว่าถึงกระนั้น ไป๋เซียวก็ยังคงจ้องมองตรงไปเบื้องหน้า
ท่าทางแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน ความถี่ในการซ้อมก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
ที่ริมหน้าต่างไกลออกไป ครูฝึกจางละสายตาจากกัวหาวที่กำลังนั่งพัก แล้วกวาดตามองรอบห้องฝึกซ้อมอีกครั้ง เมื่อสายตาเลื่อนผ่านบริเวณที่ไป๋เซียวอยู่ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อยพร้อมกับประเมินในใจ
"พยายามดีนะ แต่พรสวรรค์งั้นๆ"
"ถ้ากัวหาวขยันได้เท่านี้ ผลลัพธ์การฝึกของเขาคงดีกว่านี้สักสองสามส่วน เลิกเรียนแล้วคงต้องคุยกับเขาสักหน่อย..."
"แล้วเรื่องห้องหัวกะทินั่นก็คงต้องบอกเขาได้แล้ว..."
ตรงมุมห้อง ไป๋เซียวสาดกระเซ็นหยาดเหงื่อ สองแขนหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ สองขาก็ไร้เรี่ยวแรง ราวกับจะได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบาๆ
หยาดเหงื่อเกาะพราวบนขนตาและปลายคางก่อนจะหยดแหมะลงบนเบาะ
แต่ปากของเขายังคงพึมพำไม่หยุด
"อีกนิดเดียว..."
"ยังขาดอีกนิด..."
"อีกแค่นิดเดียว!"
"ทนไม่ไหวแล้ว ฮู่ว!"
ไป๋เซียวพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวเหยียด เขารู้สึกหน้ามืดตาลายจนต้องรีบใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงไว้เพื่อพักเหนื่อย ผ่านไปพักใหญ่จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
เขามองเห็นลางๆ
เบื้องหน้าจอประสาทตามีหน้าจอแสงจางหายไปอย่างรวดเร็ว
[อาชีพ: นักสู้ (ยังไม่เปิดใช้งาน)]
[เงื่อนไข: 1. ค่าสถานะเฉลี่ย 10 ขึ้นไป √ 2. ทักษะการต่อสู้ระดับเริ่มต้น ×]
"มันช่าง..."
"ทำให้คันไม้คันมือเสียจริง!"
ไป๋เซียวเลียริมฝีปากที่แห้งแตก
ดื่มด่ำกับรสชาติขมปร่าของความพ่ายแพ้เงียบๆ