- หน้าแรก
- ข้าใช้ระบบหลอมรวม ตบหน้าพวกเซียนในยุคบรรพกาล
- บทที่ 13 - สำรวจเขาคุนหลุน ต้นเบญจธาตุก่อกำเนิด
บทที่ 13 - สำรวจเขาคุนหลุน ต้นเบญจธาตุก่อกำเนิด
บทที่ 13 - สำรวจเขาคุนหลุน ต้นเบญจธาตุก่อกำเนิด
บทที่ 13 - สำรวจเขาคุนหลุน ต้นเบญจธาตุก่อกำเนิด
"นี่คือเขาคุนหลุนอย่างนั้นหรือ สมแล้วที่เป็นสุดยอดดินแดนศักดิ์สิทธิ์!"
หลี่อวิ๋นกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยปากชมเปาะด้วยความตื่นตาตื่นใจ
น่าเสียดายที่สถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนส่วนตัวของพวกซานชิง บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรในหงฮวงต่อให้ริษยาจนตาร้อนผ่าวแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาก่อความวุ่นวาย
เขาเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างเหมือนกัน
ว่ากันว่าเคยมีกลุ่มยอดฝีมือผู้ทรงอิทธิฤทธิ์หมายตาเขาคุนหลุนแห่งนี้ พวกเขารวมหัวกันบุกมาเพื่อบีบบังคับให้ซานชิงยอมแบ่งปันสิทธิ์ในการใช้ดินแดน
ทว่าบทสรุปกลับกลายเป็นว่ายอดฝีมือกลุ่มนั้นถูกสังหารเรียบวุธฝังร่างไว้ที่นี่ นับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาเหยียบย่ำหรือเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ บนเขาคุนหลุนอีกเลย
ผู้เดียวที่ได้รับสิทธิ์ให้มีอาณาเขตพำนักบนเขาคุนหลุนก็คือซีหวางหมู่
นางอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาซีคุนหลุน แม้ว่ากันว่าความหนาแน่นของปราณฟ้าดินที่นั่นจะด้อยกว่าเขาคุนหลุนอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับแนวหน้าของหงฮวงอยู่ดี
แต่นอกเหนือจากซีหวางหมู่แล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถพำนักในอาณาเขตนี้ได้อีกเลย ถึงขั้นมีข่าวลือหนาหูว่าซีหวางหมู่กับพวกซานชิงอาจจะมีความสัมพันธ์ลับๆ อะไรบางอย่างซ่อนอยู่
หลี่อวิ๋นสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว
เรื่องข่าวลือซุบซิบพวกนั้นเขาไม่สนใจหรอก สิ่งที่เขาสนใจคือความลับที่ซ่อนอยู่บนเขาคุนหลุนต่างหาก
เขายอมรับว่าซานชิงนั้นแข็งแกร่งไร้เทียมทานในระดับพลังเดียวกัน ทว่าการที่สามารถกวาดล้างศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัวจนหมดจดได้นั้นมันดูจะเกินจริงไปสักหน่อย เรื่องนี้ต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่อวิ๋นก็เร่งฝีเท้าพุ่งตรงเข้าไปในเขตเขาคุนหลุนทันที
เพียงไม่นานหลี่อวิ๋นก็ล่วงล้ำเข้ามาภายใน
ม่านหมอกปราณฟ้าดินที่หนาทึบเริ่มบดบังทัศนวิสัย ทว่าอุปสรรคแค่นี้ไม่อาจหยุดยั้งหลี่อวิ๋นได้ เขาเปิดใช้งานเนตรทองคำทลายมายาอย่างไม่ลังเล พริบตาเดียวภาพเบื้องหน้าก็กลับมาคมชัดกระจ่างใสอีกครั้ง
แต่แล้วหลี่อวิ๋นก็ต้องพบกับความผิดปกติบางอย่าง
ต้นไม้ใบบังบนเขาคุนหลุนราวกับมีชีวิต เถาวัลย์และกิ่งก้านสาขาจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเลื้อยขยับเคลื่อนตัวเข้ามาหาเขาจากทุกทิศทุกทาง
ภายใต้การจับจ้องของเนตรทองคำทลายมายา หลี่อวิ๋นมองเห็นชัดเจนว่าตำแหน่งการปลูกต้นไม้เหล่านี้ไม่ธรรมดาเลย พวกมันถูกจัดวางอย่างเป็นระบบโดยมีค่ายกลอันซับซ้อนเป็นแกนกลาง
ฟุ่บ!
ฟุ่บ!
ชั่วอึดใจต่อมา เสียงแหวกอากาศก็ดังขวับขวับ
กิ่งไม้คมกริบนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานเข้าจู่โจมเขา พลังทำลายล้างที่แฝงมานั้นรุนแรงจนแทบจะไม่ด้อยไปกว่าการโจมตีของต้าลั่วจินเซียนเลยทีเดียว
"ให้ตายสิ!"
"บนเขาคุนหลุนมีค่ายกลซ่อนอยู่เยอะขนาดนี้เชียวรึ!"
"แถมยังใช้รากวิญญาณเป็นแกนกลางค่ายกลอีก นี่คงเป็นฝีมือการวางค่ายกลของซานชิงสินะ"
หลี่อวิ๋นสบถในใจ เขาไม่รอช้ารีบเร่งเร้ากฎเกณฑ์แห่งความเร็วมาคุ้มครองร่างทันที
ร่างของหลี่อวิ๋นเบาหวิวราวกับขนนก เขาแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงพุ่งทะยานลัดเลาะเข้าไปในส่วนลึกของเขาคุนหลุนด้วยความเร็วเหนือแสง
ตลอดเส้นทาง กิ่งไม้มากมายพยายามพุ่งเข้าสกัดกั้นแต่ก็ล้วนคว้าน้ำ
ต่อให้มีกำแพงปราณพุ่งขึ้นมาขวางหน้า หลี่อวิ๋นก็อาศัยจังหวะหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางในชั่วพริบตา ผนวกกับสายตาอันแหลมคมของเนตรทองคำทลายมายา ทำให้เขาสามารถมุดลอดช่องโหว่ของค่ายกลไปได้อย่างง่ายดาย
ครึ่งเดือนต่อมา หลี่อวิ๋นก็ฝ่าด่านต้นไม้วิเศษนับไม่ถ้วนเข้ามาถึงส่วนลึกของเขาคุนหลุนได้สำเร็จ
เมื่อมองไปรอบๆ เขาพบว่าจำนวนต้นไม้ในบริเวณนี้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าความหนาแน่นของปราณฟ้าดินกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล บรรยากาศรอบตัวแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันตรายอย่างเข้มข้น ราวกับมีสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ซุ่มซ่อนตัวอยู่และพร้อมจะกระโจนออกมากระชากวิญญาณได้ทุกเมื่อ
"วิชาเร้นกาย!"
หลี่อวิ๋นไม่ประมาท เขารีบเปิดใช้งานทักษะที่ได้จากการหลอมรวมน้ำเต้าทันที
ชั่วพริบตากลิ่นอายทั้งหมดในตัวเขาก็มลายหายไปจนสิ้น เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นยอดฝีมือระดับต้าลั่วจินเซียนขั้นสมบูรณ์ หรือตัวตนระดับจุ่นเซิ่งเท่านั้น ถึงจะสามารถสัมผัสได้ถึงร่องรอยของเขา
เมื่อจัดการอำพรางตัวเรียบร้อย หลี่อวิ๋นก็เลือกทิศทางแล้วมุ่งหน้าต่อไป
ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็มาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยค่ายกลต้องห้ามมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นทั่วทั้งบริเวณยังอบอวลไปด้วยพลังเบญจธาตุอันเข้มข้น
"หุบเขาพิเศษแบบนี้ หรือว่าข้างในจะซ่อนเซียนซิ่ง หรือไม่ก็หวงจงหลี่เอาไว้"
หลี่อวิ๋นลอบคิดในใจ เขาไม่รั้งรอรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปในหุบเขาทันที
ด้วยความสามารถของเนตรทองคำทลายมายาที่สามารถมองทะลุค่ายกลและข้อห้ามต่างๆ ได้ หลี่อวิ๋นจึงเดินผ่านด่านป้องกันหน้าหุบเขาเข้าไปถึงด้านในได้อย่างราบรื่นโดยไม่ไปกระตุ้นค่ายกลใดๆ เลย
แต่เมื่อก้าวพ้นเข้ามา รูม่านตาของหลี่อวิ๋นก็หดเล็กลง เขาลอบอุทานในใจด้วยความตกตะลึง "พระเจ้าช่วย ต้นเบญจธาตุก่อกำเนิด!"
"รากวิญญาณก่อกำเนิดระดับสุดยอดแบบนี้มาโผล่บนเขาคุนหลุนได้ยังไง"
"ทำไมในบันทึกประวัติศาสตร์ยุคหลังถึงไม่มีการพูดถึงมันเลยล่ะ ความลับบนเขาคุนหลุนนี่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้เยอะเลยแฮะ"
เบื้องหน้าของเขากลางหุบเขาลึก มีต้นไม้โบราณสูงตระหง่านตั้งตระหง่านอยู่ ลำต้นของมันเปล่งประกายแสงห้าสีงดงามตระการตา ใบไม้แต่ละใบก็มีสีสันแตกต่างกันไป แบ่งแยกโซนกันอย่างชัดเจน แต่ละโซนอัดแน่นไปด้วยความผันผวนของพลังธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดินอย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากนั้น หลี่อวิ๋นยังสัมผัสได้ว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากต้นเบญจธาตุก่อกำเนิดนั้นแข็งแกร่งมาก มันต้องเหนือกว่าระดับต้าลั่วจินเซียนขั้นสมบูรณ์อย่างแน่นอน ดูเหมือนจะทรงพลังยิ่งกว่านั้นเสียอีก
"เป็นไปได้ยังไงกัน"
"ระดับพลังของต้นเบญจธาตุก่อกำเนิดเหนือกว่าต้าลั่วจินเซียนขั้นสมบูรณ์งั้นรึ"
"ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ทำไมมันถึงยอมปล่อยให้พวกซานชิงมากดขี่ข่มเหงล่ะ"
"ที่สำคัญคือ ตัวตนระดับนี้มาอาศัยอยู่บนเขาคุนหลุน พวกซานชิงยอมปล่อยผ่านและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ยังไง"
ณ วินาทีนี้ หลี่อวิ๋นรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ของเขาคุนหลุนเข้าให้แล้ว
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะถอยฉากหนี จู่ๆ ต้นเบญจธาตุก่อกำเนิดที่อยู่ไม่ไกลก็สั่นสะท้านขึ้นมา พริบตาเดียวแสงห้าสีก็สว่างวาบ ม่านพลังค่ายกลอันแปลกประหลาดพุ่งขึ้นมาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาในชั่วพริบตา
ยังไม่ทันที่หลี่อวิ๋นจะดึงสติกลับมา เสียงแหบพร่าของชายชราก็ดังก้องขึ้น "สหายเต๋า ในเมื่อมาถึงแล้ว เหตุใดไม่เข้ามาสนทนากันสักหน่อยเล่า!"
วินาทีต่อมา หลี่อวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงสัมผัสเทวะสายหนึ่งที่พุ่งตรงมาล็อกเป้าหมายที่ตัวเขาอย่างแม่นยำ
ชัดเจนแล้วว่าเขาถูกจับได้
ต่อให้มีวิชาเร้นกายคอยพรางตัว แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของต้นเบญจธาตุก่อกำเนิดไปได้
เมื่อบวกกับม่านพลังเบญจธาตุที่ครอบคลุมหุบเขาอยู่ หลี่อวิ๋นก็รู้ตัวทันทีว่าเขาไม่มีทางพังทลายมันออกไปได้ในระยะเวลาสั้นๆ หากต้นเบญจธาตุก่อกำเนิดฉวยโอกาสนี้ลงมือโจมตี ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้คงยากที่จะต้านทานไหว
"บ้าเอ๊ย!"
"รู้อย่างนี้ขับไล่ปราณขุ่นก่อกำเนิดแล้วเลื่อนขั้นเป็นต้าอู๋ก่อนค่อยเข้ามาก็ดีหรอก!"
หลี่อวิ๋นสบถด่าตัวเองในใจ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาทำใจดีสู้เสือก้าวเดินลึกเข้าไปในหุบเขาอย่างระมัดระวัง
ใช้เวลาไม่นาน หลี่อวิ๋นก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าต้นเบญจธาตุก่อกำเนิด เขาประสานมือคารวะพร้อมเอ่ยว่า "เผ่าอู๋ หลี่อวิ๋น ขอคารวะสหายเต๋า!"
"ข้าพลัดหลงเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ขอสหายเต๋าโปรดอภัยด้วย!"
"เผ่าอู๋รึ"
ต้นเบญจธาตุก่อกำเนิดสั่นไหวเบาๆ รอยแยกปรากฏขึ้นบนลำต้น ก่อนที่ร่างเงาขนาดเท่ากำปั้นจะโบยบินออกมา
นั่นคือจิตวิญญาณแห่งต้นเบญจธาตุก่อกำเนิด มันลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศพลางจ้องมองหลี่อวิ๋นด้วยแววตาเหลือเชื่อ "คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนเผ่าอู๋ที่ไร้ซึ่งวิญญาณดั้งเดิมอย่างเจ้า จะสามารถฝ่าค่ายกลสังหารด้านนอกเข้ามายืนอยู่ตรงนี้ได้!"
"แต่การที่พวกซานชิงไม่อยู่ แล้วจู่ๆ เจ้าก็โผล่พรวดเข้ามา จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก สารภาพมาเถอะ เจ้ามาทำอะไรที่นี่กันแน่"