- หน้าแรก
- ย้อนเวลาทวงแค้นตำนานมหาเศรษฐียอดฝีมือ
- บทที่ 508 - โลกของจางไป่มู่ถล่มทลาย
บทที่ 508 - โลกของจางไป่มู่ถล่มทลาย
บทที่ 508 - โลกของจางไป่มู่ถล่มทลาย
บทที่ 508 - โลกของจางไป่มู่ถล่มทลาย
ถึงแม้ปกติจางไป่มู่จะชอบทำตัวกร่าง วางอำนาจข่มเหงคนอื่นไปทั่ว แต่สำหรับบรรดาผู้ทรงศีลอย่างพระหรือนักพรต เขามักจะแสดงความเคารพยำเกรงอยู่เสมอ
ยิ่งพอได้สัมผัสถึงความน่าเกรงขาม ที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นผู้มีวิชาอาคมเก่งกล้า เขาก็ยิ่งแสดงมารยาทอันดีงามที่แทบจะไม่เคยใช้กับใครออกมาทันที
"สวัสดีครับท่านอาจารย์"
จางไป่มู่รีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม พลางเอ่ยถาม "ท่าน... ท่านดูออกด้วยเหรอครับ ว่าผมเพิ่งเจอเคราะห์เลือดตกยางออกมา?"
หยางผิงแย้มยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถามของจางไป่มู่ตรงๆ แต่กลับพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะสื่อแทน
"ขอให้สีกาจงระมัดระวังตัวให้จงหนัก เคราะห์กรรมของท่านเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงหายนะที่ไม่อาจกอบกู้กลับคืนมาได้อีกเลย"
พูดจบประโยคที่แฝงไปด้วยความลึกลับซับซ้อนนั้น หยางผิงก็สะบัดชายเสื้อเดินหันหลังกลับเข้าไปในอารามใหญ่ทันที
ทิ้งให้จางไป่มู่ยืนเบิกตาโพลง จ้องมองแผ่นหลังของหยางผิงที่ค่อยๆ ห่างออกไปอย่างอึ้งทึ่ง
เชี่ยเอ๊ย!
พูดทิ้งท้ายไว้แค่นี้แล้วก็เดินหนีไปเลยเนี่ยนะ!
ถ้างั้นสู้แกหุบปากไปเลยไม่ดีกว่าหรือไง!
แกเดินจากไปสบายใจเฉิบ แต่ทิ้งให้ฉันยืนจิตตกอยู่ตรงนี้นี่นะ!
พอได้ยินว่าเคราะห์กรรมของตัวเองเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และอาจจะถึงขั้นฉิบหายวายวอด จางไป่มู่ก็หมดกะจิตกะใจจะลงจากเขาแล้ว
เขาหันไปสั่งบอดี้การ์ดทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลน
"พวกแกรอฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันจะเข้าไปถามท่านนักพรตข้างในหน่อย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
พูดจบ จางไป่มู่ก็รีบจ้ำอ้าวตามหยางผิงเข้าไปในอารามใหญ่ทันที
ณ มุมหนึ่งของอารามใหญ่ หยางผิงในชุดนักพรตกำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสงบอยู่บนเบาะรองนั่ง
เมื่อเห็นเป้าหมาย จางไป่มู่ก็รีบพุ่งเข้าไปหา โค้งตัวลงอย่างนอบน้อม แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ท่านนักพรตครับ ที่ท่านพูดเมื่อกี้ ผมไม่ค่อยเข้าใจเลยครับ ช่วยอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ ว่าเคราะห์กรรมของผมเพิ่งเริ่มต้นหมายความว่ายังไง แล้วอะไรคือความฉิบหายวายวอดที่ท่านว่า?"
"ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทำบุญนะครับ ผมยินดีจ่ายให้ท่านเป็นสองเท่าของราคาปกติเลยครับ"
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของจางไป่มู่ หยางผิงก็แกล้งตีหน้าเคร่งขรึม ลำบากใจ
"สีกา เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องของเงินทองหรอกนะ แต่บางเรื่องเราก็สามารถพูดได้เพียงผิวเผินเท่านั้น หากพูดมากเกินไป มันจะเป็นการแพร่งพรายความลับสวรรค์ และอาตมาอาจจะต้องรับเคราะห์กรรมนั้นแทน"
ยังมีเรื่องที่เงินซื้อไม่ได้บนโลกนี้อีกเหรอ!
พอได้ยินหยางผิงพูดแบบนั้น จางไป่มู่ก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจหนักกว่าเดิม
ขนาดเสนอเงินให้ยังไม่ยอมพูด แสดงว่าสถานการณ์ของเขาตอนนี้มันต้องเข้าขั้นวิกฤตสุดๆ แน่ๆ
จางไป่มู่จึงเริ่มใช้ลูกตื๊อ ทั้งอ้อนวอน ทั้งตื๊อสารพัด สวมบทบาทคนน่าสงสารอย่างเต็มที่ จนในที่สุดหยางผิงก็ยอมเปิดปาก
หยางผิงพาจางไป่มู่หลบไปคุยที่มุมอับของอาราม ทำสีหน้าอึดอัดใจเต็มประดา "ตามกฎแล้ว อาตมาไม่ควรจะบอกเรื่องพวกนี้กับท่านเลย เพราะมันถือเป็นการละเมิดข้อห้ามอย่างร้ายแรง"
"ถ้าท่านเจ้าอาวาสรู้เข้า อาตมาต้องโดนไล่ออกจากตำหนักไท่ชิงแน่ๆ"
"แต่พอเห็นท่านต้องมาตกระกำลำบาก โดยที่ตัวเองไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแบบนี้ อาตมาก็อดสงสารไม่ได้ เอาเถอะ อาตมาจะยอมแหกกฎให้ท่านสักครั้งก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น จางไป่มู่ก็รีบละล่ำละลักขอบคุณ "ขอบคุณมากครับท่านนักพรต ขอบคุณจริงๆ ครับ ท่านวางใจได้เลย ผมจะถวายเงินทำบุญให้อย่างงามแน่นอนครับ"
หยางผิงส่ายหน้าช้าๆ "เรื่องเงินทำบุญไม่ต้องพูดถึงแล้ว อาตมาบอกแล้วไงว่ามันไม่เกี่ยวกับเงิน เอามือของท่านมาให้อาตมาดูหน่อยสิ"
จางไป่มู่รีบยื่นมือทั้งสองข้างออกไปให้ทันที
หยางผิงจับมือของจางไป่มู่พลิกไปพลิกมา พินิจพิเคราะห์อยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ไม่ผิดแน่ ดวงชะตาของท่าน คือดวงชะตาของหมากที่ถูกทิ้ง"
อะไรนะ?
พอได้ยินคำพูดของหยางผิง จางไป่มู่ก็เบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
เขาเนี่ยนะ เป็นหมากที่ถูกทิ้ง?
ล้อเล่นกันหรือเปล่าเนี่ย!
ถึงแม้เขาจะมีพี่สาวถึงสามคน แต่แม่ของเขา จางเหม่ยลี่ รักและตามใจเขายิ่งกว่าใครในบ้าน
จะบอกว่ารักปานจะกลืนกินก็ไม่ผิดนัก ถือเป็นแก้วตาดวงใจของจางเหม่ยลี่เลยล่ะ
แต่นักพรตคนนี้กลับบอกว่า เขาคือหมากที่ถูกทิ้งงั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไง!
จางไป่มู่เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ ในใจ ชักจะสงสัยแล้วว่าตาหมอผีนี่มันของจริงหรือของปลอมกันแน่
"ท่านนักพรตครับ" จางไป่มู่ท้วง "ท่านลองดูให้ละเอียดอีกทีได้ไหมครับ ผมเนี่ยนะ เป็นหมากที่ถูกทิ้งจริงๆ เหรอครับ?"
หยางผิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ไม่ผิดแน่ ท่านคือหมากที่ถูกทิ้ง ช่างน่าสงสารและน่าเวทนายิ่งนัก"
พอได้ยินคำยืนยัน จางไป่มู่ก็แทบจะหลุดสบถออกมา
เชี่ยเอ๊ย!
ตกลงตาแก่นี่มันดูดวงแม่นจริงๆ รึเปล่าเนี่ย?
หยางผิงเหมือนจะอ่านใจจางไป่มู่ทะลุ จึงเอ่ยถามต่อ
"สีกา ท่านรู้หรือไม่ ว่าหมากที่ถูกทิ้งหมายความว่าอย่างไร?"
จางไป่มู่ตอบส่งๆ "ก็คงหมายถึงหมากที่ไม่มีประโยชน์ โดนเขี่ยทิ้งไปแล้วล่ะมั้งครับ"
"แล้วท่านคิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้นหรือไม่?" หยางผิงซักต่อ
"แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้วครับ" จางไป่มู่แย้ง "ผม... ผม..."
จางไป่มู่ตั้งใจจะบอกว่า เขาเป็นลูกคนโปรดของบ้าน ใครๆ ก็รักและตามใจเขาที่สุด แต่พอคำพูดมาจุกอยู่ที่คอ เขาก็กลืนมันลงไป
เพราะเขาอยากจะฟังคำอธิบายจากปากของนักพรตคนนี้ก่อน ว่าทำไมถึงหาว่าเขาเป็นหมากที่ถูกทิ้ง
จางไป่มู่เปลี่ยนเรื่องถาม "ท่านนักพรตครับ ท่านช่วยบอกผมตรงๆ เลยดีกว่า ว่าทำไมท่านถึงบอกว่าผมเป็นหมากที่ถูกทิ้งล่ะครับ?"
หยางผิงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจสุดๆ ก่อนจะเอ่ยว่า "สีกา อาตมาจะเล่านิทานให้ท่านฟังเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน หากท่านเข้าใจความหมายแฝงในนั้น อาตมาก็ถือว่าได้ช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่แล้ว แต่หากท่านยังไม่เข้าใจ อาตมาก็คงจนปัญญาแล้วจริงๆ"
พูดจบ หยางผิงก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเล่านิทาน
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง เขามีลูกชายสองคน"
"ลูกชายคนโตเป็นคนหัวทึบ ธรรมดาๆ ส่วนลูกชายคนเล็กกลับเฉลียวฉลาด มีไหวพริบเป็นเลิศ"
"ทว่า มหาเศรษฐีคนนี้กลับลำเอียง รักและเอ็นดูลูกชายคนโตมากกว่า เขาตั้งใจจะยกสมบัติทั้งหมดให้ลูกคนโตสืบทอด"
"แต่ถ้าปล่อยให้ลูกทั้งสองแข่งขันกันอย่างยุติธรรม ลูกคนโตย่อมไม่มีทางสู้ลูกคนเล็กได้เลย"
"ดังนั้น มหาเศรษฐีคนนี้จึงคิดแผนการอันแยบยลและเลือดเย็นขึ้นมา"
"นั่นก็คือ เขาจงใจหมางเมินลูกคนโต ใช้งานหนักสารพัด ในขณะที่ลูกคนเล็ก เขากลับมอบความรักและตามใจทุกอย่าง อยากได้อะไรก็ประเคนให้หมด ปรนเปรอจนเสียคน"
"วันเวลาผ่านไป ในที่สุดมหาเศรษฐีก็ล้มป่วยใกล้ตาย ถึงเวลาต้องเลือกผู้สืบทอด"
"ลูกชายทั้งสองต้องมาแข่งขันกันอย่างยุติธรรม"
"ผลปรากฏว่า หลังจากการแข่งขันผ่านไปหลายรอบ ลูกชายคนโตที่ไม่เคยได้รับความรักและแสนจะธรรมดา กลับสามารถเอาชนะลูกชายคนเล็กที่เคยเฉลียวฉลาดและเป็นที่รักของพ่อได้อย่างราบคาบ"
"และสุดท้าย สมบัติมหาศาลของเศรษฐี ก็ตกเป็นของลูกคนโตทั้งหมด"
"สีกา ท่านเข้าใจความหมายของนิทานเรื่องนี้หรือไม่?"
"มองเผินๆ เหมือนลูกคนเล็กจะเป็นที่รักและโปรดปรานของพ่อมากที่สุด แต่หารู้ไม่ ว่าเขาตกเป็นหมากที่ถูกทิ้งมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว!"
"บางครั้ง เราก็ไม่อาจตัดสินอะไรจากภายนอกได้ เพราะเบื้องหลังฉากหน้าที่สวยงาม มักจะซ่อนจุดประสงค์แอบแฝงที่ไม่อาจบอกใครไว้เสมอ"
เมื่อฟังนิทานของหยางผิงจบ จางไป่มู่ก็รู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าเข้ากลางแสกหน้า สมองขาวโพลนไปหมด
แม้จางไป่มู่จะเป็นคนหยิ่งผยองและชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ แต่เขาก็ไม่ได้โง่เง่าเต่าตุ่นขนาดนั้น
ประกอบกับนิทานของหยางผิงที่เล่าซะเห็นภาพชัดเจน แทบจะระบุชื่อตัวละครออกมาอยู่แล้ว จางไป่มู่ย่อมต้องตีความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ในนั้นออกอย่างแน่นอน
เพราะงั้น เขาถึงได้ช็อกตาตั้งไปเลยไงล่ะ!
และเริ่มสงสัยในชีวิตของตัวเองที่ผ่านมาทั้งหมด!
เขาหลงคิดมาตลอด ว่าตัวเองคือลูกรักอันดับหนึ่ง ที่ได้รับความรักและความโปรดปรานมากที่สุด
แต่ที่แท้ เขากลับเป็นแค่หมากที่ถูกเขี่ยทิ้ง!
เพื่อให้พี่สาวทั้งสามคนสามารถสืบทอดกิจการของตระกูลได้อย่างราบรื่น จางเหม่ยลี่จึงจงใจเลี้ยงดูเขาให้กลายเป็นคนไม่เอาถ่านแบบนี้...
ทันทีที่ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว จางไป่มู่ก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา!
(จบแล้ว)