- หน้าแรก
- ย้อนเวลาทวงแค้นตำนานมหาเศรษฐียอดฝีมือ
- บทที่ 507 - หลอกจนเชื่อสนิทใจ
บทที่ 507 - หลอกจนเชื่อสนิทใจ
บทที่ 507 - หลอกจนเชื่อสนิทใจ
บทที่ 507 - หลอกจนเชื่อสนิทใจ
โอ้?
ไอ้เวรนี่เตรียมของขวัญปีใหม่ไว้ให้เขาด้วยงั้นเหรอ?
เมื่อมองดูกล่องไม้สีม่วงแดงเข้มที่หยางผิงยื่นให้ เฉาคุนก็รับมันมาถือไว้ทันที
เขาไม่กังวลเลยสักนิดว่าข้างในจะมีกลไกหรืออาวุธลับซ่อนอยู่ จึงเปิดออกดูอย่างไม่ลังเล
นั่นเป็นเพราะเขาไม่สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากตัวหยางผิงเลย หากในกล่องมีสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเขา เฉาคุนย่อมต้องสัมผัสถึงจิตสังหารจากอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
อีกอย่าง เขาเชื่อว่าหยางผิงไม่มีทางกล้าทำเรื่องแบบนั้นแน่!
เจอกันที่งานศพคราวที่แล้ว หยางผิงคงต้องไปสืบประวัติเขามาบ้างแล้วล่ะ
และในเมื่อรู้ซึ้งถึงอิทธิพลของเขาแล้ว แต่ยังกล้าลอบกัดอีก ก็แปลว่าหยางผิงคงรำคาญลมหายใจตัวเองเต็มทีแล้ว
แต่ดูจากท่าทางประจบประแจงในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าหมอนี่ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน
เมื่อเปิดกล่องออก ภายในนั้นก็ปรากฏกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับทบกันอยู่ มองเห็นสีแดงระเรื่อจางๆ
นี่มันอะไรกันเนี่ย?
เฉาคุนยังไม่ได้คลี่ออกดู แต่เงยหน้าขึ้นถามหยางผิง "ของสิ่งนี้คืออะไร?"
"มันคือยันต์คุ้มภัยครับ" หยางผิงอธิบายพร้อมรอยยิ้ม "นี่คือยันต์คุ้มภัยที่ผมตั้งใจไปขอร้องให้ท่านจางเทียนซือแห่งเขาหลงหู่วาดให้ลูกพี่โดยเฉพาะ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองครับ"
"กว้างหนึ่งเมตร ยาวสองเมตร ไซส์ใหญ่พิเศษเลยนะครับ แถมท่านจางเทียนซือยังเป็นคนลงพู่กันวาดด้วยตัวเองเลยด้วย"
ที่แท้ก็ของพรรณนี้นี่เอง!
ถึงแม้มันจะไม่ได้มีมูลค่าเป็นเงินเป็นทองมากมาย แต่มันก็เป็นของหายากชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว!
ก็แหงล่ะ นี่มันยันต์คุ้มภัยที่ท่านเทียนซือแห่งเขาหลงหู่วาดเองกับมือเชียวนะ
เฉาคุนปิดฝากล่องแล้ววางไว้ข้างตัว ก่อนจะเอ่ยปาก "แกนี่ช่างใส่ใจดีจริงๆ"
"เรื่องเล็กน้อยครับ เรื่องเล็กน้อย" หยางผิงรีบตอบรับ "ผมอาจจะต้องประจำอยู่ที่ตำหนักไท่ชิงนี้อีกนาน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะต้องมีเรื่องรบกวนบารมีลูกพี่อีกก็ได้ครับ"
เฉาคุนพยักหน้า ไม่ได้ต่อความยาวสาวยืดในประเด็นนี้ แต่ยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นจิบแทน
เมื่อเห็นดังนั้น หยางผิงจึงเปลี่ยนเรื่องทันที "จริงสิครับลูกพี่ วันนี้ที่ลูกพี่มาหาผม คงต้องมีธุระอะไรแน่ๆ เลยใช่ไหมครับ?"
เฉาคุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหยางผิง เอ่ยถามขึ้นว่า "ตอนที่อยู่คุนหมิง แกเคยบอกว่ามีผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งกำลังตามหาเบาะแสของคัมภีร์ไร้นามเล่มนั้นอยู่"
"ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?"
"ตั้งแต่ชายหญิงคู่นั้นมาหา แกเคยเจอใครหน้าไหนมาตามหาคัมภีร์ไร้นามเล่มนั้นจากแกอีกไหม?"
เมื่อโดนเฉาคุนจี้ถามเรื่องนี้ หยางผิงก็รีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน "ไม่มีครับ ไม่มีเลย!"
"ตั้งแต่เจอผู้ชายกับผู้หญิงคู่นั้นที่คุนหมิง จนถึงตอนนี้ ก็ไม่มีใครที่สนใจคัมภีร์ไร้นามเล่มนั้นโผล่มาอีกเลยครับ"
"แม้แต่ตอนที่ผมย้ายมาอยู่ไห่เฉิงได้พักใหญ่แล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีใครมาตามหาคัมภีร์นั่นเลยครับ"
เมื่อได้ยินหยางผิงพูดเช่นนั้น หัวคิ้วของเฉาคุนก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
พวกที่ตามหาคัมภีร์ไร้นาม ถอดใจยอมแพ้ไปง่ายๆ แบบนี้เลยงั้นเหรอ?
นี่มันจะลวกเกินไปหน่อยไหม!
แค่ไปรื้อค้นอารามเต๋าเล็กๆ ที่คุนหมิงนั่น พอหาไม่เจอก็เลิกหากันเลยงั้นสิ?
พวกมันไม่คิดเผื่อไว้บ้างเลยหรือไง ว่าหยางผิงอาจจะไม่ได้ซ่อนมันไว้ที่อารามเต๋านั่นน่ะ?
พวกมันไม่คิดบ้างเลยเหรอ ว่าหยางผิงอาจจะเอาไปซ่อนไว้ที่อื่น?
สมองพวกมันคิดไม่ได้ถึงขั้นนี้เลยเหรอเนี่ย?
เพราะงั้น การทำงานของพวกมันดูจะหละหลวมเกินไปหน่อยแล้ว!
เมื่อเห็นเฉาคุนขมวดคิ้ว หยางผิงก็รีบถามต่อ "เอ่อ... ลูกพี่ครับ ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาอีกล่ะครับ?"
เฉาคุนมองหน้าหยางผิง ส่ายหน้าตอบ "ไม่มีอะไร ก็แค่ถามดูเฉยๆ"
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เฉาคุนกับหยางผิงก็คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมง
ขณะที่เฉาคุนเตรียมจะกำชับอะไรหยางผิงอีกสองสามประโยคแล้วค่อยกลับ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่ทูกั่วจะผลักประตูพรวดพราดเข้ามา
เมื่อเห็นทูกั่วบุกเข้ามาอย่างกะทันหัน ทั้งเฉาคุนและหยางผิงก็หันขวับไปมองเขาเป็นตาเดียว รอคอยคำอธิบาย
ทูกั่วกวาดสายตามองทั้งสองคน ก่อนจะรีบรายงานเฉาคุน "บอสครับ ไอ้เด็กจางไป่มู่มันมาที่นี่ครับ มันเคยเห็นหน้าผม ผมกลัวมันจะจำได้ ก็เลยรีบหลบเข้ามาครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น นัยน์ตาของเฉาคุนก็หรี่แคบลงเล็กน้อย
เอาเรื่องว่ะ!
ไอ้เด็กจางไป่มู่นี่มันแค้นฝังหุ่น ถึงขนาดสะกดรอยตามเขามาถึงที่นี่เลยเหรอเนี่ย?
นี่กะจะมาดักตีเขาที่ตำหนักไท่ชิงเลยว่างั้นสิ?
มันจะไปมีความกล้าขนาดนั้นได้ยังไง!
เป็นไปไม่ได้หรอก!
ถึงแม้เฉาคุนจะเพิ่งเคยปะทะกับจางไป่มู่แค่ครั้งเดียว แต่จากการสั่งสอนมันไปชุดใหญ่ในคืนนั้น เขาก็มองทะลุถึงสันดานดิบของมันแล้ว
ลึกๆ แล้ว ไอ้เด็กนี่มันตาขาว ขี้ขลาดตัวยงเลยล่ะ!
มันก็แค่ใช้อิทธิพลความเป็นคุณชายตระกูลจาง กร่างไปทั่ว คอยรังแกแต่คนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้นแหละ
ถ้าลองให้มันมาเจอตอแข็งๆ แบบเขาสิ มันจะกลายร่างเป็นลูกหมาหงอยทันที!
เผลอๆ อาจจะเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นเลยด้วยซ้ำ!
และข้อสันนิษฐานนี้ ก็เป็นสิ่งที่เฉาคุนได้เรียนรู้มาจากประสบการณ์การเป็นนักเลงคุมคุกมาตลอดสิบปีในชาติที่แล้ว
เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าจางไป่มู่ต้องเป็นคนประเภทนั้นแน่นอน!
เพราะงั้น ไอ้สวะพรรค์นี้ ไม่มีทางกล้าสะกดรอยตามมาดักทำร้ายเขาที่ตำหนักไท่ชิงนี่หรอก!
เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ในหัวเสร็จสรรพ เฉาคุนก็สรุปได้ว่ามันคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ เขาทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ หันไปสั่งหยางผิง
"ช่วยทำอะไรให้ฉันอย่างนึงสิ!"
หยางผิงรีบพยักหน้ารัวๆ "ลูกพี่สั่งมาได้เลยครับ!"
"ข้างนอกมีไอ้เด็กเปรตคนนึงที่ฉันไม่ค่อยถูกชะตาด้วย" เฉาคุนบอก "เดี๋ยวแกออกไปหามัน แล้วก็จัดการหลอกมันให้ฉันที..."
หลังจากกระซิบกระซาบวางแผนกันอยู่นานสี่ห้านาที เฉาคุนก็ถามย้ำ "เข้าใจที่พูดไหม?"
หยางผิงพยักหน้า ทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเคให้เฉาคุน "เข้าใจแจ่มแจ้งเลยครับลูกพี่ วางใจได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง คอยดูฝีมือผมนะ ผมจะหลอกมันให้หัวปักหัวปำ เป๋ไปไม่เป็นเลยล่ะ!"
มุมปากของเฉาคุนยกยิ้มขึ้น "ดีมาก รีบไปซะ อย่าปล่อยให้ไอ้เด็กเวรนั่นหลุดมือไปได้ล่ะ!"
หยางผิงรับคำ ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป พร้อมกับปิดประตูตามหลัง
ในขณะเดียวกัน ที่บริเวณลานกว้างของอาราม จางไป่มู่กำลังเดินทอดน่องสำรวจดูรอบๆ โดยมีบอดี้การ์ดสองคนคอยเดินขนาบข้าง
ถึงแม้จะอาศัยอยู่ในไห่เฉิงมาตั้งแต่เกิด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จางไป่มู่ได้มาเยือนตำหนักไท่ชิงบนเขาหนานซานแห่งนี้
เพราะเขาไม่เคยมีความจำเป็นต้องมาที่นี่เลยน่ะสิ!
คนคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดอย่างเขา ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบายมาตั้งแต่เด็ก อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่เคยต้องมานั่งกราบไหว้ขอโชคลาภ ขอความปลอดภัย หรือขอเนื้อคู่เลยสักนิด
เพราะของพวกนี้ เขามีเพียบพร้อมมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกแล้ว
ทว่า เหตุการณ์ที่เขาโดนซ้อมจนหน้าบวมปูดเป็นหัวหมูที่คฤหาสน์แปดแคว้นของเฉาคุนเมื่อไม่กี่วันก่อน มันทำให้เขาเริ่มตระหนักได้ว่า โควตาความแคล้วคลาดปลอดภัยของเขา มันคงหมดลงแล้วจริงๆ
เกิดมาจนโตป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโดนซ้อม และเป็นการโดนซ้อมที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วย!
ดังนั้น เขาจึงรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วที่ตัวเองจะต้องมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ ขอพรให้แคล้วคลาดปลอดภัยเสียที
และนั่นก็คือเหตุผลที่เขาพาบอดี้การ์ดสองคนขึ้นเขามาในวันนี้
หลังจากจุดธูปไหว้พระ และบริจาคเงินทำบุญเสร็จเรียบร้อย ขณะที่จางไป่มู่รู้สึกว่าตำหนักไท่ชิงแห่งนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจ และเตรียมตัวจะพาลูกน้องกลับ ทันใดนั้น ก็มีร่างของใครคนหนึ่งเดินมาขวางหน้าเขาไว้
ชายคนนั้นอายุราวๆ สามสิบสี่สิบปี สวมชุดนักพรตเต๋า เกล้าผมปักปิ่น เรียบร้อยดูมีสง่าราศี
ตอนแรกจางไป่มู่คิดว่าเป็นแค่การเดินสวนกันธรรมดา กำลังจะเบี่ยงตัวหลบ แต่นักพรตคนนั้นกลับยกมือข้างหนึ่งขึ้นตั้งฉาก แล้วเอ่ยทักว่า "อู๋เหลียงเทียนจุน โยม ช่วงนี้ท่านเพิ่งประสบกับเคราะห์เลือดตกยางออกใช่หรือไม่?"
พอได้ยินดังนั้น จางไป่มู่ก็เบิกตาโตด้วยความตกตะลึง!
แม้รอยช้ำบนใบหน้าจะยังไม่หายดี แต่ก่อนออกจากบ้านเขาก็โปะแป้งกลบรอยซะมิดชิดแล้วนะ
ก็แหงล่ะ วัยรุ่นรักสวยรักงามอย่างเขา จะยอมทนแบกหน้าบวมๆ ที่มีรอยโดนซ้อมออกไปเดินประจานตัวเองให้คนอื่นเห็นได้ยังไง
ดังนั้น บนใบหน้าของจางไป่มู่ในตอนนี้ จึงแทบจะมองไม่เห็นรอยฟกช้ำเลยสักนิด
แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงล่ะเนี่ย!
นี่เขาเจอของจริงเข้าแล้วใช่ไหม!
(จบแล้ว)