เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 นักพรตพันมือ

บทที่ 37 นักพรตพันมือ

บทที่ 37 นักพรตพันมือ


เสิ่นว่านซานส่งสายตาชื่นชมไปให้ "ใช่แล้ว! ตอนนี้ตระตูลเสิ่นมีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถกุมจุดอ่อนของนังเด็กหว่านชิวได้!"

เสิ่นหลินพลันขมวดคิ้ว ใบหน้าผุดแววความกังวลขึ้นมา "คุณพ่อครับ เรื่องนั้นมันสำคัญมาก หากท่านพูดออกไป เกรงว่าจะทำให้ 'ท่านผู้นั้น' ไม่พอใจเอาได้นะครับ!"

เสิ่นว่านซานทอดถอนใจ "เรื่องที่แกพูดมีหรือที่ฉันจะไม่รู้ แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเรายังมีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกร้อยเหรอ?"

ชั่วขณะนั้น!

ภายในห้องโถงพิจารณาคดีตกอยู่ในความเงียบสงบไปชั่วครู่

ดวงตาอันฝ้าฟางของเสิ่นว่านซานพลันสาดประกายเฉียบคมวับแวบ ก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด:

"หว่านชิวกรุ๊ป ฉันต้องเอามาเป็นของฉันให้ได้! ขอเพียงฮุบหว่านชิวกรุ๊ปมาได้ ขุมกำลังของตระกูลเสิ่นจะต้องก้าวข้ามอีกสามตระกูลใหญ่ได้อย่างแน่นอน!"

"แต่ว่าคุณพ่อครับ……" เสิ่นหลินชะงักคำพูดไปแวบหนึ่ง แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก: "ท่านลืมชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายหว่านชิวไปแล้วหรือเปล่าครับ?"

เสิ่นว่านซานแค่นเสียงห้วน ใบหน้าอันแก่ชราเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม "ก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด!"

สิ้นเสียงคำพูด!

สมาชิกแกนนำตระกูลเสิ่นในห้องโถงต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตะลึงลาน

ภาพเมื่อสองวันก่อนที่เสิ่นว่านซานยอมก้มหัวนอบน้อมต่อหน้าชายหนุ่มคนนั้น พวกเขายังคงจำได้ติดตา

ทำไมผ่านไปเพียงสองวัน ท่าทีกลับแปรเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวขนาดนี้

ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้สติ เสิ่นว่านซานก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นแล้วเอ่ยว่า "พี่ใหญ่ เข้ามาเถอะครับ!"

สิ้นเสียงคำพูด!

ประตูห้องโถงพิจารณาคดีถูกผลักออกอย่างไร้สุ้มเสียง

ผู้เฒ่ารูปร่างผอมเกร็งในชุดคลุมยาวผ้ากระสอบสีเทาเดินย่างสามขุมเข้ามาอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นอันผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ดวงตาดูฝ้าฟาง ทว่ายามที่กะพริบตาคราใด กลับมีประกายเฉียบคมอันชวนให้ใจสั่นสะท้านพาดผ่านวับแวบ

ทุกย่างก้าวของผู้เฒ่าชุดเทาดูเชื่องช้าเหลือเกิน

ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็มาหยุดยืนอยู่ข้างกายของเสิ่นว่านซานเสียแล้ว

รอบกายของผู้เฒ่าแผ่กลิ่นอายกดดันที่มองไม่เห็นออกมา ทำเอาสมาชิกตระกูลเสิ่นทุกคนในห้องโถงรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง ในใจเกิดความเคารพยำเกรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ภายใต้สายตาอันตกตะลึงของคนตระกูลเสิ่น ผู้เฒ่าค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายเสิ่นว่านซาน

ชายคนนี้คือใครกัน?

ในเวลานี้ เครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ได้ผุดขึ้นในหัวของเหล่าสมาชิกแกนนำตระกูลเสิ่นทันที

เสียงกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังระงมขึ้นทีละสาย

"ผู้เฒ่าคนนี้คือใครกัน? นึกไม่ถึงเลยว่าคุณชายใหญ่จะยังซ่อนไพ่ตายเอาไว้!" "ฉันบอกแล้วไงว่าคุณชายใหญ่ไม่ธรรมดาหรอก ลำพังแค่แม่หนูตัวเล็กๆ คนเดียวจะคิดมาล้มล้างตระกูลเสิ่นได้ยังไงกัน!" "แต่ว่า ผู้เฒ่าคนนี้มีที่มาที่ไปยักไงกันแน่? รัศมีพลังช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!" ……

"เงียบๆ หน่อย!"

เสิ่นว่านซานยกมือขึ้นกดลงต่ำ

ห้องโถงที่เคยเซ็งแซ่พลันเงียบสงบลงในทันควัน

ทุกคนต่างพากันส่งสายตาคาดหวัง เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวตนของผู้เฒ่าชุดเทาคนนี้

เสิ่นว่านซานกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดังกังวาน

"ฉันขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จัก ผู้เฒ่าท่านนี้คือยอดฝีมือที่ตระกูลเสิ่นของเราอัญเชิญมาคุ้มครอง นามว่าอู๋เชียน!"

อู๋เชียน?

คนตระกูลเสิ่นยังคงมีสีหน้ามึนงง

เมื่อเสิ่นว่านซานเห็นดังนั้น จึงเอ่ยกลั้วยิ้มต่อไปว่า "ถ้าฉันบอกชื่ออู๋เชียน พวกแกอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าฉันบอกฉายานามว่า 'นักพรตพันมือ' คงไม่มีใครไม่รู้จักใช่ไหม!"

"นักพรตพันมือ!?"

เสิ่นหลินอุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา

"คุณพ่อครับ ท่านกำลังจะบอกว่าเขาคือเจ้าอาวาสแห่งเขาโว่หู่ซาน ผู้ได้ชื่อว่าไร้เทียมทานในระดับต่ำกว่าปรมาจารย์ นามว่านักพรตพันมือท่านนั้นใช่ไหมครับ!"

เสิ่นว่านซานหัวเราะร่า "ถูกต้องแล้ว! นี่คือพี่ใหญ่ของฉันเอง พวกเราสองคนได้ร่วมสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันที่เชิงเขาโว่หู่ซานตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว!"

"น้องรอง ฉันได้ยินมาว่าหลายปีมานี้ตระกูลเสิ่นในเมืองเจียงเฉิงถูกจำกัดวงล้อมไปทั่ว ขุมกำลังตกต่ำลงราวฟ้ากับเหว ทำไมแกถึงไม่บอกฉันให้เร็วกว่านี้?"

อู๋เชียนขมวดคิ้วเอ่ยถาม

เสิ่นว่านซานทอดถอนใจยาวอีกครา

"เฮ้อ!"

"พี่ใหญ่ พูดกันตามตรง ผมกลัวว่าจะไปรบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านน่ะครับ ปัญหาบางอย่าง น้องรองคนนี้กัดฟันทนหน่อยมันก็ผ่านไปได้!"

"อีกอย่าง ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะตระกูลเสิ่นมาถึงจุดเป็นจุดตายจริงๆ ผมก็คงไม่ไปรบกวนท่านหรอกครับ!"

ทว่าความจริงก็คือ……

เสิ่นว่านซานลืมไปตั้งนานแล้วว่าตัวเองยังมีพี่น้องร่วมสาบานอยู่อีกคน

หากไม่ใช่เพราะหลังจากจบงานหมั้นหมาย เขารีบค้นหาโทรศัพท์มือถือเพื่อเสาะหายอดฝีมือที่จะมาช่วยตระกูลเสิ่นให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้

เขาก็คงไม่มีทางบังเอิญไปเห็นรูปถ่ายคู่ของคนทั้งสอง แล้วนึกถึงชายคนนี้ขึ้นมาได้หรอก

อู๋เชียนทำหน้าขรึม พลางแค่นเสียงห้วน

"น้องรอง พวกเราสองคนนับถือกันเป็นพี่น้อง เหตุใดต้องเกรงใจกันขนาดนี้ เรื่องของแกก็เหมือนเรื่องของฉัน บอกมาซิ ว่าใครมันบังอาจทำให้ตระกูลเสิ่นต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?"

เมื่อเสิ่นว่านซานได้ยินเช่นนั้น ในใจก็พลันลิงโลด รีบแผดเสียงตะโกนลั่น: "เย่เทียน!"

"เย่เทียน!?"

อู๋เชียนทวนคำชื่อนี้ซ้ำอีกครั้ง รู้สึกเพียงว่าเป็นชื่อที่แปลกหน้านัก

……

ทว่า!

ในเวลานี้เย่เทียนกลับต้องเผชิญหน้ากับเรื่องยุ่งยากเข้าให้เสียแล้ว

เขาเปิดฉากถูกหญิงม่ายสาวพราวเสน่ห์ในชุดแบรนด์เนมทั้งตัวเหนี่ยวรั้งเอาไว้ดึงดันไม่ยอมปล่อยให้เขาจากไปเด็ดขาด

และเรื่องราวทั้งหมดนี้ ต้องย้อนความกลับไปเมื่อสองนาทีก่อน

เย่เทียนขับรถมุ่งหน้าไปยังตระกูลเสิ่นทางฝั่งตะวันออกของเมือง เนื่องจากความเป็นห่วงในความปลอดภัยของเสิ่นหว่านชิว ตลอดทางเขาจึงเหยียบคันเร่งมิดด้วยความเร็วหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทว่าในจังหวะที่เขาพยายามขับฝ่าสัญญาณไฟเขียวที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นไฟแดง เขากลับไปชนเข้ากับรถเฟอร์รารี่คันหนึ่งที่พยายามเหยียบคันเร่งฝ่าสัญญาณไฟแดงที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเข้าอย่างจัง

"โครม!"

เสียงกระแทกดังสนั่น

รถเรนจ์โรเวอร์คันใหญ่แทบจะปีนขึ้นไปทับบนรถเฟอร์รารี่อยู่แล้ว

โชคดีที่เย่เทียนมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันควัน รีบเหยียบเบรกจนรถหยุดสนิท

แลเห็นหญิงม่ายสาวคนหนึ่งก้าวเท้าลงมาจากรถเฟอร์รารี่ ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียด ใบหน้ากลมมนดูมีเนื้อนวลคล้ายเด็กทารก ดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก

การแต่งกายของเธอเซ็กซี่อย่างมาก สวมเสื้อสายเดี่ยวสีดำ กระโปรงพลีทสั้นเสมอหู รองเท้าผ้าใบสีขาว เดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางฟึดฟัดหน้าอกกระเพื่อมไหว

"นี่! คุณขับรถภาษาอะไรเนี่ย? กล้าดียังไงมาฝ่าไฟแดง คุณบ้าไปแล้วเหรอ?"

น้ำเสียงของหญิงสาวใสแจ๋ว ฟังดูเสนาะหูยิ่งนัก

ทว่าเย่เทียนไม่มีอารมณ์มานั่งชื่นชม เขาขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยเสียงต่ำว่า "ฉันมีธุระ เธอจะเอายังไง อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ว่ามา บอกตัวเลขมาเลย!"

หญิงสาวถึงกับชะงักงันไปทันควัน มองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตกตะลึง

"เหอะ! น่าสนใจดีนี่! ในเมืองเจียงเฉิงยังมีคนกล้ามาพูดจาแบบนี้กับฉัน 'อวี๋ซวง' อีกงั้นเหรอ? ไอ้หนุ่ม แกซื่อบื้อหรือเปล่าว่าสามีของฉันเป็นใคร?"

ความอดทนของเย่เทียนจวนจะหมดลงเต็มที "ฉันไม่อยากเสียเวลา เธออยากจะแก้ปัญหายังไง พูดมา!"

"ฮ่าๆๆ! ดี ดี ดี!"

หญิงสาวโกรธจนหัวเราะออกมา "คุณรีบนักไม่ใช่เหรอ? งั้นฉันยิ่งไม่พูด พวกเราสองคนก็มานั่งแกร่วอยู่ตรงนี้ด้วยกันนี่แหละ!"

หลังจากเธอพูดจบ ก็หันหลังเดินกลับไปนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือในรถเฟอร์รารี่ทันที

เย่เทียนเหลือบมองเวลา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวขึ้นรถไปหยิบปากกากับกระดาษมาเขียนเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองทิ้งไว้

"ในนี้มีเบอร์โทรของฉัน คิดออกเมื่อไหร่ก็โทรมาละกัน!"

"คุณหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!"

อวี๋ซวงแผดเสียงร้องเตือน ยื่นมือไปคว้าท่อนแขนของเย่เทียนเอาไว้แน่น

"ปล่อยฉัน!"

"ไม่ปล่อย!"

เย่เทียนขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยเสียงเย็นชา: "ปล่อย!"

"ฉันไม่ปล่อย คุณจะทำอะไรฉันได้?"

อวี๋ซวงเริ่มทำตัวอันธพาลอย่างไร้เหตุผล เธอกอดอกทำท่าทางท้าทายราวกับจะบอกว่าคุณกล้าทำอะไรฉันงั้นเหรอ

นัยน์ตาของเย่เทียนสาดประกายเย็นเยียบ เขาลงมือโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เอื้อมมือไปโอบเอวอุ้มอวี๋ซวงขึ้นมา ก่อนจะเงื้อมือฟาดลงไปฉาดใหญ่

"เพียะ!"

พร้อมกับเสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่น

อวี๋ซวงถึงกับอึ้งกิมกี่ สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ

กระทั่งลืมส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยซ้ำ

เธอไม่เคยนึกฝันเลยว่า ชายคนนี้จะกล้าลงไม้ลงมือกับเธอ?

"จะยอมให้ฉันไปได้หรือยัง?"

ร่างกายอันบอบบางของอวี๋ซวงพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

"อ๊า!"

ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างในพริบตา

เย่เทียนยังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อเห็นอวี๋ซวงไม่ยอมเอ่ยปาก เขาจึงลงมืออีกครั้ง

"เพียะ!!!"

"พูดมา! จะยอมให้ฉันไปได้หรือยัง?"

อวี๋ซวงเม้มริมฝีปากสีแดงแน่น ส่งเสียงครางเครือออกมาในลำคอ ก่อนจะเอ่ยคำพูดขาดๆ หายๆ ว่า: "อย่าหยุดนะ!"

เมื่อเย่เทียนได้ยินเช่นนั้น ก็ก้มหน้าลงไป สบเข้ากับดวงตาคู่ งามที่ฉายแววหยาดเยิ้มคู่นั้นเข้าพอดี

จบบทที่ บทที่ 37 นักพรตพันมือ

คัดลอกลิงก์แล้ว