- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 454 ผ่านพ้นเคราะห์กรรม ได้รับวาสนาระดับหนึ่ง
บทที่ 454 ผ่านพ้นเคราะห์กรรม ได้รับวาสนาระดับหนึ่ง
บทที่ 454 ผ่านพ้นเคราะห์กรรม ได้รับวาสนาระดับหนึ่ง
ผ่านไปไม่นาน เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินจำนวนมากก็มาถึงรังของเผ่าหมาป่ามารเนตรโลหิต
พวกมันไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เริ่มต้นค้นหาร่องรอยของชางหยาในทันที
ทว่าไม่นานพวกมันก็พบว่าชางหยาไม่ได้อยู่ที่นี่
"แปลกนัก ชางหยาเจ้าหมอนั่นไปที่ใดกัน เหตุใดจึงไม่อยู่ในรังของตัวเอง?"
"อีกทั้งยามนี้ยังติดต่อไม่ได้เลยด้วย"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินลวี่ถงขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
มันรู้สึกว่าเจ้านั่นจงใจละทิ้งหน้าที่ชัดๆ
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำให้พวกมันต้องเสียเวลา
พูดตามตรง พวกมันไม่อยากอยู่ที่เทือกเขาชิงสือแห่งนี้นานถึงเพียงนี้
ทางที่ดีที่สุดคือทำภารกิจให้เสร็จสิ้นภายในไม่กี่วัน แล้วกลับเข้าไปในถ้ำมารชิงสือ
ทว่าหากไม่มีชางหยาคอยช่วยเหลือ พวกมันจะหาตำแหน่งที่ตั้งของหมู่บ้านเผ่ามนุษย์ได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
"ชางหยาคงไม่ได้เกิดเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ หรอกนะ หรือว่าจะตายไปแล้ว?"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินอีกตนหนึ่งเอ่ยอย่างหวาดระแวง
"จะตายได้อย่างไร? ที่นี่คือดินแดนมารนะ"
"แม้ระหว่างเผ่าปีศาจจะเกิดการต่อสู้กันอยู่บ่อยครั้ง ทว่ายามนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือสงครามกับเผ่ามนุษย์"
"ไม่ว่าอย่างไร พวกเผ่าปีศาจก็ไม่มีทางก่อสงครามกันเองในเวลาเช่นนี้หรอก"
"คาดว่าชางหยาคงจะเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาชิงสือกระมัง"
"รออีกสักสองสามวัน บางทีอาจจะกลับมา พวกเราก็แค่รอต่อไปเท่านั้น"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินชื่อเจี่ยวกล่าวเสียงเรียบ
หากชางหยาตายไปแล้วจริงๆ เช่นนั้นถ้ำมารชิงสือย่อมต้องรู้เป็นคนแรกอย่างแน่นอน
เพราะเผ่าปีศาจที่อยู่เหนือขอบเขตฮว่าเสินทุกตน ล้วนมีการเชื่อมต่อกับถ้ำมาร
ทันทีที่ตกตาย ย่อมต้องสะเทือนไปถึงถ้ำมารอย่างแน่นอน
ทว่ายามนี้ถ้ำมารชิงสือยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แสดงว่าชางหยายังไม่ตาย
อีกทั้งนี่ก็เป็นเพียงการจากสถานที่แห่งนี้ไปชั่วคราวเท่านั้น สำหรับเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินแล้ว อันที่จริงถือเป็นเรื่องปกติอย่างมาก ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าตกใจเลย
"พูดก็ถูก หากตายไปแล้วจริงๆ ถ้ำมารต้องรู้เรื่องอย่างแน่นอน"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินหลายตนต่างพยักหน้า
พวกมันเองก็รู้สึกว่ายังไม่จำเป็นต้องตื่นตูมไปในยามนี้
อีกทั้งเพื่อกวาดล้างหมู่บ้านเผ่ามนุษย์จำนวนมากในเทือกเขาชิงสือ พวกมันเองก็เตรียมใจสำหรับการต่อสู้ยืดเยื้อไว้แล้วเช่นกัน
...
ฟุ่บ!
ในเวลานี้เอง ร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบริเวณใกล้เคียงอย่างไร้สุ้มเสียง
ผู้มาเยือนก็คือเจียงฝานนั่นเอง
เขาได้รับข้อมูลจากคำชี้แนะแห่งโชคชะตา จึงเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ล่วงหน้า
และก็เป็นไปตามคาด เขารอจนกระทั่งเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มนี้เดินทางมาถึง
เนื่องจากพลังของใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ที่ช่วยปกปิดกลิ่นอายบนร่างของเขาอย่างสมบูรณ์ เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มนี้จึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงร่องรอยของเขา ราวกับว่าเขาล่องหนอยู่ก็ไม่ปาน
"เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินเก้าตนงั้นหรือ? มาที่เทือกเขาชิงสือแล้วจริงๆ ด้วย"
"หากพวกมันลงมือจริงๆ เกรงว่าคงไม่มีหมู่บ้านเผ่ามนุษย์แห่งใดรอดชีวิตไปได้"
เจียงฝานหรี่ตาลงเล็กน้อย มองไปยังเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มนี้ด้วยสายตาเรียบเฉย
"นายท่าน มีเผ่าปีศาจปรากฏตัวขึ้นอีกแล้ว"
"ครั้งนี้จะให้ข้าสังหารพวกมันหรือไม่? หรือว่าจะให้ผนึกพวกมันเอาไว้?"
ระฆังสยบมารเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันลึกล้ำ
ทว่ามันเองก็รู้ดีว่าที่นี่คือดินแดนมาร หากสังหารเผ่าปีศาจส่งเดช อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวงได้
"ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องผนึกแล้ว สังหารพวกมันทิ้งได้เลย"
เจียงฝานกล่าวเสียงเรียบ
ก่อนหน้านี้ที่เลือกผนึกเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสิน ก็เป็นเพราะกังวลว่าหากสังหารอีกฝ่ายไป จะดึงดูดการตามล่าจากเผ่าปีศาจมาก็เท่านั้น
ทว่ายามนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว การสังหารเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินเหล่านี้ จะช่วยให้แผนการหลังจากนี้ราบรื่นยิ่งขึ้น
"เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่งนัก"
ระฆังสยบมารตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดครั้งนี้นายท่านของตนจึงเปลี่ยนใจ ทว่าการตัดสินใจของนายท่านย่อมถูกต้องเสมอ การตัดสินใจแต่ละครั้งล้วนสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้สูงสุด และหลีกเลี่ยงอันตรายไปได้
ยามนี้มันแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว
ครืน~~
พริบตาต่อมา เจียงฝานก็นำระฆังสยบมารออกมาทันที พลังเวทฮุ่นหยวนอันมหาศาลภายในร่างหลั่งไหลเข้าไป
ไม่ต้องสงสัยเลย หลังจากเลื่อนระดับสู่ขอบเขตฮว่าเสินขั้นที่สอง เขาก็สามารถกระตุ้นอานุภาพของระฆังสยบมารได้มากยิ่งขึ้น
มันพุ่งทะยานออกจากร่างของเจียงฝาน ลอยอยู่กลางอากาศ ตั้งตระหง่านอย่างเงียบงัน
ตัวระฆังดูเรียบง่ายและหนักแน่น ลวดลายที่สลักอยู่บนพื้นผิวราวกับแฝงเร้นไปด้วยกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุดท่ามกลางความเงียบงัน
ทันใดนั้น อักขระสีทองอันลึกลับก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากส่วนลึกของตัวระฆัง พวกมันราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไหลเวียนไปมาบนตัวระฆัง อักขระแต่ละตัวคล้ายกับแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งฟ้าดิน เมื่อรวมเข้าด้วยกัน กลับดูคล้ายกับคัมภีร์เต๋าอันเร้นลับอย่างหาที่เปรียบมิได้ แผ่ซ่านกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน
พริบตาต่อมา ภายใต้การกระตุ้นของเจียงฝาน ระฆังสยบมารก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ ในตอนแรกเป็นเพียงเสียงหึ่งต่ำๆ ทว่าจากนั้นการสั่นสะเทือนก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ราวกับว่าพลังอันยิ่งใหญ่ที่หลับใหลมาเนิ่นนานกำลังจะตื่นขึ้น
เมื่อการสั่นสะเทือนทวีความรุนแรงขึ้น พลังคลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกจากตัวระฆัง คลื่นเสียงนั้นไม่ได้หนวกหู ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามและดุดันที่โจมตีเข้าใส่จิตวิญญาณโดยตรง
"เกิดอันใดขึ้น? เหตุใดจู่ๆ จึงรู้สึกใจสั่นสะท้านเช่นนี้?"
"บัดซบ ศัตรู มีศัตรูคิดจะลอบโจมตีพวกเรา"
"ล้อเล่นอันใดกัน ที่นี่คือดินแดนมารนะ ผู้ใดช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนี้"
"ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ นี่คือกลิ่นอายของวิเศษล้ำค่าของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์"
"สารเลว หรือว่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ลักลอบเข้ามาในดินแดนมาร และคิดจะลอบโจมตีพวกเรา?"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินหลายตนหน้าถอดสี
เดิมทีพวกมันยังคิดจะวางแผนค้นหาหมู่บ้านเผ่ามนุษย์อยู่เลย ทว่าในวินาทีนี้ ทุกตนกลับขนลุกซู่ สั่นสะท้านไปทั้งร่าง สัมผัสได้ถึงวิกฤตถึงชีวิต
ในวินาทีนี้ พวกมันก็เห็นระฆังยักษ์โบราณลอยอยู่กลางอากาศ แผ่ซ่านกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และโบราณกาล แฝงไว้ด้วยพลังสยบมารอันน่าหวาดกลัว
ราวกับว่าภายในระฆังยักษ์ใบนี้แฝงไว้ด้วยพลังอันเร้นลับที่ใช้สังหารเผ่าปีศาจ พลังชนิดนี้ข่มเผ่าปีศาจเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด
เดิมทีพวกมันคิดจะต้านทาน ทว่าก็สายเกินไปเสียแล้ว
เพราะเจียงฝานคือผู้ลอบโจมตี ฝ่ายหนึ่งเตรียมการมาอย่างดี อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มนี้จะไปต้านทานได้อย่างไร
หง่าง~~ หง่าง~~ หง่าง~~
ราวกับเสียงแห่งการทำลายล้างโลกดังกึกก้อง เป็นดั่งเสียงระฆังที่ตีบอกจุดจบของเผ่าปีศาจ
นี่คือเสียงระฆังไว้อาลัยให้แก่ผู้ใดกัน?!
ทันใดนั้น พลังคลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวสายนี้ก็ระเบิดออก สถานที่ที่คลื่นเสียงกวาดผ่าน แม้แต่ความว่างเปล่าก็ยังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มิติที่เดิมทีเคยมั่นคงราวกับผิวน้ำทะเลสาบที่ถูกโยนหินก้อนใหญ่ลงไป เกิดระลอกคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายออกไป ระหว่างที่ระลอกคลื่นกระจายตัว กระทั่งยังสามารถมองเห็นร่องรอยการบิดเบี้ยวของมิติได้จางๆ
"จบสิ้นแล้ว"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินหลายตนหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม พวกมันกระทั่งไม่อาจกระตุ้นพลังปีศาจภายในร่างได้ด้วยซ้ำ
เมื่อคลื่นเสียงกวาดผ่าน พวกมันไม่ทันได้ตอบสนองใดๆ ร่างกายก็ถูกสั่นสะเทือนจนแหลกสลายเป็นชิ้นๆ ในชั่วพริบตา ไม่ทันแม้แต่จะส่งเสียงร้องโหยหวน ก็กลายเป็นหมอกเลือดและเศษกระดูกปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า
ร่างของเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินทั้งเก้าตนแหลกสลาย กลายเป็นเศษซากนับไม่ถ้วน
ทว่าอานุภาพของระฆังสยบมารยังไม่จบเพียงเท่านี้
พลังคลื่นเสียงกวาดผ่านไป สิ่งมีชีวิตในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรก็กลายเป็นเถ้าธุลี มลายหายไปในพริบตา
ไม่อาจต้านทานได้แม้แต่เสี้ยววินาที
พื้นดินที่แข็งแกร่งเกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยในตอนแรก จากนั้นก็ปรากฏรอยร้าวที่น่ากลัวราวกับใยแมงมุม รอยร้าวลุกลามอย่างรวดเร็ว แบ่งแยกผืนปฐพีจนแหลกสลาย
เทือกเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปภายใต้แรงกระแทกของคลื่นเสียง ยอดเขาสั่นคลอนไม่หยุด หินยักษ์ร่วงหล่น ท้ายที่สุดก็พังทลายลงมา ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย บดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าพลังสายนี้
"สมแล้วที่เป็นระฆังสยบมาร อานุภาพน่าสะพรึงกลัวจริงๆ"
เจียงฝานลูบคางของตน
ก่อนหน้านี้ระดับการฝึกฝนของเขาต่ำต้อย จึงสามารถกระตุ้นอานุภาพของระฆังสยบมารได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
เมื่อระดับการฝึกฝนเลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตฮว่าเสิน ก็สามารถดึงพลังส่วนหนึ่งของของวิเศษล้ำค่าชิ้นนี้ออกมาได้แล้ว
ทว่าถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่สามารถดึงพลังทั้งหมดของของวิเศษล้ำค่าชิ้นนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์
เขาสามารถรับรู้ได้ว่าระฆังสยบมารยังมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่ยังไม่ถูกกระตุ้นออกมา
นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงในโลกมนุษย์แล้ว เขายังห่างชั้นอยู่อีกมาก
คาดว่าอย่างน้อยก็ต้องเลื่อนระดับสู่ขอบเขตเลี่ยนซวี หรือกระทั่งขอบเขตเหอถี่ จึงจะสามารถดึงพลังทั้งหมดของระฆังสยบมารออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!!!
ทว่าในเวลานี้เอง แสงสีดำหลายสายก็พุ่งทะยานออกจากซากศพของเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินเหล่านั้นในชั่วพริบตา แสงสีดำเหล่านี้ก็คือจิตวิญญาณของเผ่าปีศาจ
แม้จะถูกโจมตีด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวของระฆังสยบมาร ทว่าพวกมันก็คือเผ่าปีศาจระดับฮว่าเสิน
การจะสังหารพวกมันให้ตายสนิทนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"เจ้าพวกนี้ยังไม่ตายอีกหรือ?!"
ระฆังสยบมารโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง
มันรู้สึกว่าตนอ่อนแอลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุด
เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินตัวเล็กๆ เท่านั้น โจมตีไปหนึ่งครั้ง กลับไม่อาจสังหารพวกมันได้
ซ้ำยังเปิดโอกาสให้พวกมันหลบหนีไปได้อีก
สำหรับตัวมันแล้ว นี่ถือเป็นความอัปยศอย่างแท้จริง
และนั่นก็ทำให้มันรู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
"หนีหรือ? หนีไม่รอดหรอก"
ดวงตาของเจียงฝานทอประกายเย็นชา เขาย่อมคาดเดาสถานการณ์เช่นนี้เอาไว้แล้ว
อย่างไรเสียที่นี่ก็คือดินแดนมาร อีกฝ่ายก็เป็นเผ่าปีศาจระดับฮว่าเสิน มีไพ่ตายมากมาย ซ้ำยังมีกายอมตะ
การจะสังหารพวกมันในชั่วพริบตา เกรงว่าคงจะเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก
ทว่านี่ก็ไม่เป็นไร หากสังหารในครั้งเดียวไม่ตาย เช่นนั้นก็สังหารครั้งที่สอง
อย่างไรเสียหลังจากรับการโจมตีไปเมื่อครู่ เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มนี้ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว
เมื่อเทียบกับตอนแรก ไม่รู้ว่าอ่อนแอลงไปกี่เท่าแล้ว
"สารเลว นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรฮว่าเสินของเผ่ามนุษย์"
"ขวัญกล้าเทียมฟ้าเกินไปแล้ว เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรฮว่าเสินของเผ่ามนุษย์แท้ๆ กลับกล้าบุกรุกเข้ามาในดินแดนมารของพวกเรา"
"มิน่าเล่าชางหยาถึงหายตัวไป ที่แท้ก็คงจะตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้บำเพ็ญเพียรฮว่าเสินผู้นี้นี่เอง"
"แผนการร้าย ต้องเป็นแผนการร้ายของเผ่ามนุษย์อย่างแน่นอน เผ่ามนุษย์จะต้องกำลังวางแผนการใหญ่ จึงได้ส่งผู้บำเพ็ญเพียรฮว่าเสินผู้นี้เข้ามาในดินแดนมาร พวกเราต้องรีบกลับไปยังถ้ำมารชิงสือ และรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบ"
"พูดได้ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องสู้กับเจ้านี่ ขอเพียงรายงานข่าวสารกลับไป ผู้บำเพ็ญเพียรฮว่าเสินเผ่ามนุษย์ผู้นี้จะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินหลายตนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
เพียงชั่วพริบตา พวกมันก็แลกเปลี่ยนความคิดในใจกันเรียบร้อยแล้ว
ไม่ต้องสงสัยเลย พวกมันล้วนถูกความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของเจียงฝานทำให้หวาดกลัวจนสติแตก เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรฮว่าเสินเท่านั้น กลับสามารถบดขยี้พวกมันได้อย่างง่ายดาย หากพวกมันไม่มีไพ่ตายอยู่บ้าง เกรงว่าเมื่อครู่คงถูกสังหารไปแล้ว
ดังนั้นพวกมันจึงไม่คิดจะสู้กับผู้บำเพ็ญเพียรฮว่าเสินเผ่ามนุษย์อันลึกลับผู้นี้ต่อไป ทว่าเลือกที่จะหลบหนี กลับไปยังถ้ำมารชิงสือ เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบ
หากเผ่าปีศาจขอบเขตเลี่ยนซวีในถ้ำมารชิงสือรู้เรื่องนี้ ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ผู้นี้จะเก่งกาจเพียงใด ก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
"สังหาร"
เจียงฝานนำพู่กันยันต์ฮุ่นหยวนออกมาจากร่าง พลังเวทฮุ่นหยวนอันมหาศาลหลั่งไหลเข้าไป ราวกับว่าในวินาทีนี้ตัวเขากับพู่กันยันต์ฮุ่นหยวนเกิดการสั่นพ้อง บรรลุถึงขอบเขตคนและของวิเศษหลอมรวมเป็นหนึ่ง
เขารู้สึกว่าตนเข้ากันได้ดีกับพู่กันยันต์ฮุ่นหยวนอย่างหาที่เปรียบมิได้ ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมาตั้งแต่ต้น
ในเวลานี้ เขากำพู่กันยันต์ฮุ่นหยวนเอาไว้แน่นราวกับถือกระบี่ยาว ร่างกายปะทุประกายความคมกริบอันน่าหวาดกลัว ราวกับว่าได้จำแลงกายเป็นเซียนกระบี่ผู้ไร้เทียมทาน
ในพริบตานั้น ภายใต้การกระตุ้นของพลังเวทฮุ่นหยวนอันมหาศาลของเจียงฝาน บนตัวพู่กันยันต์ฮุ่นหยวนก็ปรากฏยันต์ฮุ่นหยวนมากมาย ยันต์เหล่านี้มีรูปแบบที่ซับซ้อนและประณีต แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการกำเนิดความโกลาหล พัวพันสอดประสานกัน ราวกับสร้างเป็นโลกใบเล็กๆ ขึ้นมา
บนตัวยันต์เปล่งประกายแสงสีทองเจิดจรัส แสงนั้นบริสุทธิ์และร้อนแรง แฝงไว้ด้วยเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจล่วงละเมิด ขับไล่ความมืดมิดรอบด้านจนหมดสิ้น
ยันต์นับไม่ถ้วนเปล่งประกายวูบวาบอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง ราวกับกำลังสะสมพลังอันมหาศาลบางอย่างเอาไว้
ทันใดนั้น ปลายพู่กันก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสีทองที่ควบแน่นถึงขีดสุดหลายสายก็ปะทุออกมาราวกับสายฟ้าที่ฉีกกระชากความมืดมิด รวดเร็วจนไม่อาจจับทิศทางได้
แสงสีทองเหล่านี้แฝงไว้ด้วยพลังคมกริบอันน่าหวาดกลัว สถานที่ที่พุ่งผ่าน อากาศถึงกับถูกฉีกขาด ส่งเสียงกรีดร้องแหลมคม สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ แสงเหล่านั้นราวกับมีชีวิต ล็อกเป้าหมายกลิ่นอายของเผ่าปีศาจที่อยู่ห่างออกไปได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าเผ่าปีศาจจะหลบหลีกหรือเคลื่อนไหวอย่างไร ก็ไม่อาจสลัดพ้นการไล่ล่าอันถึงตายนี้ไปได้
"แย่แล้ว"
เผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินหลายตนหน้าซีดเผือด พวกมันสัมผัสได้ว่าตนถูกพลังอันน่าหวาดกลัวสายนี้ล็อกเป้าหมายไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะหลบหลีกอย่างไร ก็ไร้ประโยชน์
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ แสงสีทองเหล่านี้รวดเร็วยิ่งกว่าความเร็วในการหลบหนีของพวกมันเสียอีก
เพียงชั่วพริบตา ก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกมันแล้ว
ตู้ม~~
แสงสีทองทะลวงผ่านจิตวิญญาณของเผ่าปีศาจไปอย่างปราศจากสิ่งกีดขวาง ในวินาทีที่แสงสัมผัส ร่างของเผ่าปีศาจเหล่านั้นก็กระตุกอย่างรุนแรง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังถึงขีดสุด
จิตวิญญาณของพวกมันละลายอย่างรวดเร็วท่ามกลางแสงสว่าง ราวกับจิตวิญญาณอมตะเริ่มแตกสลายเป็นชิ้นๆ แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหายใจไม่ออก
เพียงพริบตาเดียว เผ่าปีศาจที่เคยอหังการก็กลายเป็นเถ้าธุลี ดับสูญไปจากฟ้าดินอย่างสมบูรณ์
"สะใจ สะใจจริงๆ"
"เผ่าปีศาจตัวเล็กๆ กลับกล้ากำเริบเสิบสาน รนหาที่ตายชัดๆ"
พู่กันยันต์ฮุ่นหยวนหัวเราะลั่น
มันไม่ได้ปลดปล่อยพลังเช่นนี้มานานมากแล้ว
กระทั่งมันเกือบจะลืมไปแล้วว่าตนไม่ใช่ของวิเศษสืบทอดอันใด แต่เป็นของวิเศษแห่งการสังหารต่างหาก
ต่อให้รวมของวิเศษล้ำค่าทั้งหมดในโลกไท่ซวีเข้าด้วยกัน พลังสังหารของมันก็สามารถติดสิบอันดับแรกได้อย่างแน่นอน
กระทั่งปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักยันต์ฮุ่นหยวนในอดีต ก็ยังไม่อาจดึงพลังทั้งหมดของมันออกมาได้เลย
ครืน~~
ในเวลานี้เอง ข้อมูลสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในส่วนลึกของทะเลจิตสำนึกของเจียงฝานในชั่วพริบตา "เจ้าสังหารเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มหนึ่ง บีบคั้นมหันตภัยความเป็นความตายในอนาคตล่วงหน้า ผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ได้สำเร็จ เจ้าได้รับแต้มวาสนาเจ็ดล้านแต้ม และวาสนาระดับหนึ่งหนึ่งสาย"
เมื่อสัมผัสได้ถึงข้อมูลสายนี้ เจียงฝานก็วางใจลงในทันที
ไม่ต้องสงสัยเลย ยามนี้ถือว่าเขาสังหารเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มนี้ได้ตายสนิท และผ่านพ้นเคราะห์กรรมไปได้แล้วจริงๆ
ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปลาเล็ดลอดแหไปได้อีก
ทว่าเขาก็รู้ดีว่าเคราะห์กรรมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
เคราะห์กรรมหลังจากนี้คือถ้ำมารชิงสือ
หากไม่มีวิธีจัดการถ้ำมารชิงสือ เช่นนั้นเขาก็ยังคงต้องเผชิญกับมหันตภัยความเป็นความตายอยู่ดี
ทว่าโชคดีที่หลังจากสังหารเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินกลุ่มนี้ไปแล้ว ก็ถือว่าช่วยยืดเวลาออกไปได้อีกหน่อย
อย่างน้อยก็ไม่มีเคราะห์กรรมปะทุขึ้นมาในทันที
"ถึงกับได้รับวาสนาระดับหนึ่งเลยหรือ?"
"วาสนามาจากเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินพวกนี้งั้นหรือ?"
"เป็นเพียงเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินแท้ๆ เหตุใดบนร่างถึงมีวาสนาระดับหนึ่งได้?"
เจียงฝานรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับวาสนาระดับหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง เขาสะบัดมือใหญ่ เก็บถุงมิติบนร่างของเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินเหล่านั้นมาในทันที ด้านในล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่พวกมันสะสมมาไม่รู้กี่ปี
ยามนี้ถือว่าตกเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
หากเผ่าปีศาจขอบเขตฮว่าเสินเหล่านั้นรู้เรื่องนี้เข้า คงต้องโกรธจนอกแตกตายเป็นแน่
สมบัติที่หามาด้วยความยากลำบากตลอดหลายปี สุดท้ายกลับกลายเป็นผู้อื่นที่ได้ชุบมือเปิบไปจนหมดสิ้น