- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 357 ข้ามผ่านเคราะห์กรรม รับวาสนาระดับสี่
บทที่ 357 ข้ามผ่านเคราะห์กรรม รับวาสนาระดับสี่
บทที่ 357 ข้ามผ่านเคราะห์กรรม รับวาสนาระดับสี่
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง นี่คือความเสี่ยงของการเดินทางครั้งนี้สินะ?"
เจียงฝานย่อมสังเกตเห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสามคนนี้เช่นกัน ในตอนนั้นเขาก็นึกถึงข้อมูลมากมายของยันต์มุ่งมงคลเลี่ยงอัปมงคล
แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้เขาจะสามารถรับวาสนาระดับสี่ได้ แต่ก็ย่อมต้องเผชิญกับคลื่นลมและอุปสรรคบ้างอย่างแน่นอน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามคนที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้กะทันหัน ย่อมต้องเป็นเคราะห์กรรมของการเดินทางครั้งนี้เป็นแน่
โชคดีที่เขาลองใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดู ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามคนนี้เป็นเพียงขอบเขตหยวนอิงขั้นสามเท่านั้น
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตหยวนอิงคนอื่นๆ แล้ว อาจจะเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากยิ่ง แต่สำหรับตนเองแล้ว ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตที่สามารถจัดการได้ ไม่นับว่าเป็นวิกฤตที่ใหญ่โตอันใดนัก
แน่นอนว่าหากศัตรูคุกคามตนเองจริงๆ เช่นนั้นการเดินทางครั้งนี้ก็คงไม่ใช่เคราะห์ดีครั้งใหญ่ แต่เป็นเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่แล้ว
เช่นนั้นเขาก็คงจะไม่เข้าสู่ดินแดนเร้นลับมังกรอัคคีจากเกาะจินหลิน
ดังนั้นตอนนี้ภายในใจของเขาจึงสงบนิ่งและเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
"สหายเต๋าท่านนี้ ท่านดูหน้าตาไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ไม่ทราบว่าเป็นหยวนอิงจากตระกูลใดงั้นหรือ?"
"ข้าคือเหลยเจ๋อ ผู้นำตระกูลเหลย"
ชายวัยกลางคนชุดคลุมสีดำจ้องมองเจียงฝาน แล้วเอ่ยถามขึ้น
เขารู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เคยเห็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงเช่นเจียงฝานมาก่อน
อย่างไรเสียผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงที่สามารถเข้าสู่ดินแดนเร้นลับมังกรอัคคีได้ ล้วนต้องเป็นคนที่ลูกหลานสายตรงของตระกูลจ้าวคัดเลือกมาอย่างแน่นอน
ต่อให้ต่างฝ่ายต่างไม่คุ้นเคยกัน แต่ก็ย่อมต้องเคยพบหน้ากันมาก่อน
ปัญหาก็คือผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มตรงหน้านี้ เขากลับไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่รู้เลยว่ามาจากที่ใด
สำหรับเรื่องนี้ สัญชาตญาณของเขาตระหนักได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ทว่าในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงที่ใช้ชีวิตมานานหลายร้อยปี การกระทำของเขายังคงระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะสืบรู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่ายให้ชัดเจน เขาก็ยังไม่อยากลงมืออย่างบุ่มบ่าม เพื่อนำพาหายนะมาสู่ตนเอง
"ผู้นำตระกูลเหลย เหลยเจ๋องั้นหรือ?"
"หรือว่าตระกูลลู่ระดับหยวนอิง จะถูกพวกเจ้ากวาดล้างงั้นหรือ?"
เจียงฝานหรี่ตาลง จ้องมองชายวัยกลางคนชุดคลุมสีดำผู้นี้
สำหรับตระกูลเหลยที่เป็นศัตรูของลู่โย่วโย่วคู่บำเพ็ญเพียรของตนแล้ว เขาย่อมต้องมีความเข้าใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ตระกูลเหลยระดับหยวนอิงมีหยวนอิงอยู่ทั้งหมดสามคน ได้แก่เหลยเจ๋อผู้เป็นผู้นำตระกูล และผู้อาวุโสสูงสุดอีกสองคนคือเหลยเส้าโยวและเหลยลิ่งเหวิน ได้ยินมาว่าสองคนหลัง คนหนึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงขั้นปลาย และอีกคนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงขั้นกลาง
ดังนั้นตระกูลเหลยในฐานะตระกูลระดับหยวนอิง จึงเรียกได้ว่ากำลังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
อย่างไรเสียตระกูลระดับหยวนอิงในน่านน้ำมังกรดำ โดยทั่วไปแล้วก็มีเพียงหยวนอิงคนเดียวคอยพิทักษ์อยู่เท่านั้น
แต่ตระกูลเหลยเล่า กลับมีหยวนอิงถึงสามคน ย่อมจินตนาการได้ว่าวาสนานั้นรุ่งโรจน์เพียงใด
สาเหตุที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ก็มีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานของตระกูลเหลยเช่นกัน
ได้ยินมาว่าพวกเขามักจะปล้นชิงผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น แย่งชิงทรัพยากรของผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ
ตระกูลที่ต้องถูกกวาดล้างเพราะตระกูลเหลย มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
ความจริงแล้วตระกูลลู่ก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาหมายตาของวิเศษและทรัพยากรของตระกูลลู่ จึงเลือกที่จะลงมือกับตระกูลลู่
และเป็นเพราะเหตุนี้ ตระกูลเหลยจึงได้รับทรัพยากรบำเพ็ญเพียรเป็นจำนวนมาก รากฐานและวาสนาของตระกูลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ทว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตอนนี้ตระกูลเหลยได้มาถึงจุดพลิกผันของชะตากรรมแล้ว ความรุ่งโรจน์ของพวกเขาราวกับสาดน้ำมันเข้ากองไฟ หรือปักดอกไม้ลงบนผืนแพร (รุ่งเรืองถึงขีดสุดจนเตรียมร่วงหล่น)
หากไม่เป็นเช่นนี้ ก็คงไม่มาพบกับเขาในเวลาเช่นนี้หรอก
เห็นได้ชัดว่าเคราะห์กรรมของตระกูลเหลยมาถึงแล้ว
"หมายความว่าอย่างไร? สหายเต๋าเป็นคนรู้จักเก่าของตระกูลลู่งั้นหรือ?"
รูม่านตาของเหลยเจ๋อผู้นำตระกูลเหลยหดเกร็ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงที่บังเอิญพบเจอ จะมีความสัมพันธ์กับตระกูลลู่ หากเป็นเช่นนี้ เกรงว่าตนเองคงจะลำบากเสียแล้ว
เขาอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปหลายก้าว รักษาระยะห่างจากเจียงฝานระดับหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายจู่โจมกะทันหัน
"สหายเต๋าเหลยเจ๋อ จะไปพูดจาไร้สาระกับเจ้าเด็กนี่ทำไมกัน"
"ในเมื่อเป็นศัตรู เช่นนั้นก็ย่อมต้องฆ่าให้ตายโดยไม่ละเว้น"
"ถือโอกาสจัดการเจ้าเด็กนี่ แล้วแย่งชิงผลโลหิตมังกรเหล่านี้ไปเสียเลย"
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงหัวโล้นที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นด้วยความอาฆาตมาดร้าย บนร่างของเขาแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหารอันน่าหวาดกลัว เห็นได้ชัดว่าอดกลั้นความคิดที่อยากจะฆ่าคนชิงสมบัติไว้ไม่ไหวตั้งนานแล้ว
อย่างไรเสียตอนนี้พวกเขาก็มีหยวนอิงถึงสามคน ส่วนอีกฝ่ายมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ความได้เปรียบย่อมตกอยู่ฝั่งพวกเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
เขาก็คร้านที่จะใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะอะไร
ในสายตาของเขา เจ้าเด็กนี่ก็คือคลังสมบัติในร่างมนุษย์ดีๆ นี่เอง
หากสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ เช่นนั้นเขาจะต้องฉวยโอกาสนี้กอบโกยผลกำไรได้อย่างมหาศาลเป็นแน่
สาเหตุที่เขาสามารถบำเพ็ญเพียรจากผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรจนถึงขอบเขตหยวนอิงขั้นสามได้ ก็เป็นเพราะการเข่นฆ่าและแย่งชิงของวิเศษของผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ก็คือสังคมแห่งป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยเลือด
"กล่าวได้ถูกต้อง เจ้าเด็กนี่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ"
"ดูเหมือนจะไม่ใช่หยวนอิงคนใดที่พวกเรารู้จัก และไม่รู้ด้วยว่าเข้ามาในดินแดนเร้นลับมังกรอัคคีได้อย่างไร"
"บนร่างของเจ้านี่ต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ทางที่ดีจัดการเขาเสียจะดีกว่า"
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงชุดคลุมสีเทาที่เหลืออีกคนก็เกิดจิตสังหารขึ้นมาเช่นกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาคิดลึกซึ้งยิ่งกว่า เขารู้สึกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงหนุ่มตรงหน้านี้กลับไม่อยู่ในรายชื่อหยวนอิงคนใดของตระกูลจ้าว คาดว่าคงจะเข้ามาในดินแดนเร้นลับมังกรอัคคีจากสถานที่อื่น
หรือก็คือ นอกจากทางเข้าออกดินแดนเร้นลับที่ตระกูลจ้าวควบคุมไว้แล้ว บางทีอาจจะมีทางเข้าออกแห่งอื่นดำรงอยู่อีก
หากเขาสามารถล่วงรู้ความลับจากร่างของเจ้าเด็กนี่ได้ เช่นนั้นวันหน้าก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตระกูลจ้าวอีกต่อไป พวกเขาก็สามารถเข้าออกดินแดนเร้นลับมังกรอัคคีได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
หากเป็นเช่นนี้ บางทีพวกเขาอาจจะได้รับผลประโยชน์และวาสนาอันมหาศาลในดินแดนเร้นลับมังกรอัคคี
ถึงขั้นอาจจะได้รับทรัพยากรบำเพ็ญเพียรเพื่อบำเพ็ญเพียรจนถึงฮว่าเสินเลยก็เป็นได้
บรรพจารย์ตระกูลจ้าวในอดีตก็ผงาดขึ้นมาเช่นนี้ เขาก็ใช่ว่าจะไม่อาจทำได้เช่นนี้เสียหน่อย
"ฆ่า!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ เหลยเจ๋อก็ดีใจจนเนื้อเต้น เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสหายทั้งสองข้างกายจะเกิดจิตสังหารขึ้นมาพร้อมกัน หากเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีกต่อไป
ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กตรงหน้าจะรนหาที่ตายเสียแล้ว ถึงกลับกล้ามาหาเรื่องเขา
ถือโอกาสจัดการเจ้านี่ เพื่อแก้ไขศัตรูตัวฉกาจระดับหยวนอิงให้กับตระกูลเหลยเสียเลย
พริบตาเดียว ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามก็ลงมืออย่างดุดัน พุ่งเข้าสังหารเจียงฝาน
พื้นที่ในรัศมีหลายพันลี้ ปราณวิญญาณฟ้าดินอันไร้ที่สิ้นสุดล้วนถูกปั่นป่วน
อาณาเขตเวทหยวนอิงทั้งสามบดขยี้เข้ามา ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนจนปริแตก ปรากฏรอยร้าวอันน่าตกตะลึงขึ้นมาเป็นสายๆ
แม้แต่ภูเขาลูกใหญ่โดยรอบก็ยังปรากฏรอยร้าว เกิดสภาพแหลกสลาย
เห็นได้ชัดว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ก้าวเข้าสู่หยวนอิงแล้ว ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว ล้วนแฝงไว้ด้วยอานุภาพแห่งฟ้าดินอันน่าหวาดกลัว เรียกได้ว่าสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ก็มิปาน
"พวกเจ้าสมควรตายจริงๆ"
เจียงฝานมองดูผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามคนนี้อย่างเฉยเมย
ตูม~~
พริบตาเดียว เขาเพียงแค่ขยับความคิด ก็กระตุ้นยันต์ประจำกายบนร่างทันที นั่นคือยันต์วิญญาณสี่รูปลักษณ์
หลังจากเลื่อนระดับจนถึงหยวนอิงขั้นหนึ่งแล้ว อานุภาพของยันต์วิญญาณสี่รูปลักษณ์ก็ถือว่าถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่
โดยมีร่างกายของเขาเป็นศูนย์กลาง อาณาเขตเวทสี่รูปลักษณ์ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ ครอบคลุมพื้นที่หลายพันลี้
ปราณวิญญาณฟ้าดินจำนวนนับไม่ถ้วนพวยพุ่ง ก่อตัวเป็นเงาร่างของสี่สัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่ อันได้แก่ มังกรเขียว พยัคฆ์ขาว จูเชวี่ย และเซวียนอู่
นี่คือพลังแห่งการรวมเป็นหนึ่งของยันต์เจี่ยหมู่มังกรเขียว ยันต์แผดเผาสวรรค์จูเชวี่ย ยันต์เกิงจินพยัคฆ์ขาว และยันต์ห้วงวารีเซวียนอู่
กลางน่านฟ้า ปรากฏฝ่ามือขนาดยักษ์ข้างหนึ่ง ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ฟาดฟันลงมา
ราวกับเป็นฝ่ามือเทพสี่รูปลักษณ์
อะไรกัน?!
เหลยเจ๋อและผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามสัมผัสได้ถึงพลังขุมนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังสี่รูปลักษณ์อันได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ที่กำลังบดขยี้ลงมาทางตน ราวกับแฝงไว้ด้วยอานุภาพแห่งการก่อกำเนิด ดิน ลม น้ำ ไฟ ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
พลังสี่รูปลักษณ์โจมตีเข้าใส่ร่างของพวกเขา ราวกับฟ้าดินถล่มทลาย
อีกทั้งในวินาทีนี้ พวกเขาก็ไม่อาจหลบเลี่ยง ไม่อาจซ่อนตัวได้เลย
ตูม~~
เพียงแค่การโจมตีเดียว ฝ่ามือเทพสี่รูปลักษณ์นี้ก็โจมตีเข้าใส่ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามอย่างเหลยเจ๋อ
พวกเขาก็หยิบสมบัติวิญญาณป้องกันระดับต่ำบนร่างออกมาได้ทันท่วงที ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยเกราะพลังเวทเป็นชั้นๆ ในพริบตา พยายามขัดขวางการโจมตีอันน่าตกตะลึงนี้
ทันใดนั้น หยวนอิงทั้งสามก็ราวกับเป็นลูกบอล ถูกตบลงมาจากกลางอากาศอย่างรุนแรง กระแทกทะลุพื้นดินจนกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่สามหลุมในทันที
พื้นที่ในรัศมีหลายพันลี้ล้วนเกิดแรงสั่นสะเทือนอันใหญ่หลวง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
รอยร้าวแต่ละสายทอดยาวไปหลายพันลี้
ภูเขาลูกใหญ่มากมายพังทลายลงในพริบตา กลายเป็นเศษหินนับไม่ถ้วน
ราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายก็มิปาน
บนพื้นดินก็ปรากฏรอยประทับฝ่ามือขนาดยักษ์ข้างหนึ่ง ครอบคลุมพื้นที่หลายพันลี้ ราวกับฝ่ามือเทพที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า สังหารมดปลวกบนพื้นดินจนแหลกสลาย
รอบด้านตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างอันน่าหวาดกลัว ทำให้ผู้คนขนลุกซู่
"หืม นึกไม่ถึงว่าจะยังไม่ตายอีก?"
เวลานี้ เจียงฝานเลิกคิ้วขึ้น เขาสัมผัสได้ว่าแม้ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามอย่างเหลยเจ๋อจะได้รับบาดเจ็บสาหัส เกราะพลังเวทบนร่างของพวกเขาแตกสลายไปจนหมดสิ้น ร่างกายมีเลือดไหลรินออกมาเป็นจำนวนมาก อวัยวะภายในล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส
แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามคนนี้กลับยังไม่ตาย
ทำได้เพียงกล่าวว่าสมแล้วที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิง พลังชีวิตยังคงดื้อรั้นเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเขาก็คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้ก่อนแล้ว
"พวกเจ้าจงไปตายเสียเถอะ"
นัยน์ตาของเจียงฝานทอประกายเย็นชา เร่งใช้วิชาฤทธิ์เดชทางสายเลือดของตนในทันที... กลืนวิญญาณ!
หลังจากผ่านการบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมาหลายปี อานุภาพของฤทธิ์เดชทางสายเลือดวิชานี้ก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
อย่างไรเสียเมื่อความเชี่ยวชาญในฤทธิ์เดชทางสายเลือดของเขาเพิ่มสูงขึ้น เขาก็สามารถปลดปล่อยพลังของวิชาฤทธิ์เดชนี้ออกมาได้เช่นกัน
พริบตาเดียว คลื่นวิญญาณอันน่าหวาดกลัวขุมหนึ่งก็ปะทุขึ้นมากะทันหัน พลังงานวิญญาณขุมนี้กลายเป็นเถิงเสอวิญญาณสามตัว แต่ละตัวราวกับมีความยาวหลายพันเมตร
พวกมันราวกับสัตว์เทพที่บินออกมาจากความว่างเปล่า แผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวออกมา บิดเบือนความว่างเปล่าในบริเวณนี้
ภายใต้การควบคุมของเจียงฝาน เถิงเสอวิญญาณทั้งสามก็พุ่งเข้าสังหารผู้บำเพ็ญเพียรหยวนอิงทั้งสามอย่างเหลยเจ๋อ อีกทั้งความเร็วในการโจมตียังบรรลุถึงขั้นเคลื่อนย้ายพริบตาแล้ว
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตอบสนองได้ทัน ก็มาถึงร่างของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามคนแล้ว
"เป็นไปไม่ได้ นี่มันพลังอันใดกันแน่?"
"บ้าเอ๊ย แม้แต่วิชาเคลื่อนย้ายพริบตาก็ยังใช้ไม่ได้งั้นหรือ? เหตุใดความเร็วจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้?"
"เจ้านี่เป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งถึงระดับนี้?"
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามอย่างเหลยเจ๋อมีสีหน้าซีดเผือดดั่งเถ้าถ่าน พวกเขาสัมผัสได้ถึงวิกฤตถึงชีวิต
ในวินาทีนี้ พวกเขาพยายามแยกหยวนอิงออกจากร่าง เคลื่อนย้ายพริบตาออกจากพื้นที่อันตรายแห่งนี้
น่าเสียดายที่ตอนนี้คิดจะหลบหนี มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
เพราะนี่คือวิชาฤทธิ์เดชวิญญาณ กว่าพวกเขาจะรับรู้ได้ มันก็โจมตีมาถึงร่างของพวกเขาตั้งนานแล้ว
พวกเขาสัมผัสได้ถึงเถิงเสออันน่าหวาดกลัวตัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามาสังหาร กลืนกินวิญญาณของตนเข้าไปในคำเดียว
เพียงชั่วพริบตาเดียว วิญญาณของพวกเขาก็หลุดออกจากร่าง ถูกเถิงเสอตัวนี้กลืนเข้าไปในท้องเช่นนี้เลย
ถึงขั้นก่อนตาย พวกเขายังรับรู้ได้ว่าวิญญาณของตนถูกท้องของเถิงเสอบดเคี้ยว ฉีกทึ้ง และย่อยสลาย
นี่มันช่างเป็นความเจ็บปวดและการทรมานที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริง
โชคดีที่การทรมานเช่นนี้จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ สติของพวกเขาก็ดำดิ่งสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
ในขณะเดียวกัน วิญญาณของพวกเขาก็ถูกเจียงฝานกลืนกินจนสะอาดหมดจด
"รสชาติไม่เลวเลย"
เจียงฝานรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาวูบหนึ่ง ตนเองได้รับพลังงานวิญญาณอันมหาศาล
เมื่อได้รับวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามคนนี้ จึงทำให้พลังสัมผัสเทวะของเขาเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่านี่ก็คือวิธีเพิ่มพูนวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของเถิงเสอสัตว์เทพโบราณกาล
ผ่านการกลืนกินวิญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อเพิ่มพลังงานวิญญาณของตนอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งยังสามารถกลืนกินและย่อยสลายได้อย่างหมดจด ไม่มีผลข้างเคียงมากมายนัก
แน่นอนว่าข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ ไม่อาจกลืนกินวิญญาณมากเกินไปในเวลาเดียวกันได้ มิเช่นนั้นก็จะมีความรู้สึกจุกเสียด
เช่นนั้นก็อาจจะถูกทำให้ท้องแตกตายทั้งเป็นได้
ทว่าสำหรับเจียงฝานในตอนนี้ การกลืนกินวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงสามคน ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตที่สามารถรับไหว
อย่างไรเสียเมื่อตบะและพลังวิญญาณเพิ่มสูงขึ้น ความจุในการกลืนกินของเขาก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ก่อนหน้านี้สามารถรองรับได้เพียงวิญญาณหยวนอิงเดียว ตอนนี้ต่อให้กินสามดวงก็ไม่มีปัญหาแล้ว
"สวรรค์ช่วย ตอนนี้นายท่านช่างร้ายกาจผิดมนุษย์มนาขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ"
"การสังหารผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงสามคนก็เหมือนกับการเชือดไก่ก็มิปาน"
เตาหลอมโอสถว่านฮว่าเมื่อเห็นฉากนี้ ทันใดนั้นก็ทอดถอนใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ อย่างไรเสียมันก็ไม่เคยเห็นการต่อสู้ระดับหยวนอิงที่ง่ายดายและผ่อนคลายเช่นนี้มาก่อน นี่มันคือการบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงในระดับเดียวกันอย่างง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ ช่างเกินจริงไปมากจริงๆ
ตามปกติแล้ว ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิง ผู้ใดบ้างเล่าที่ไม่มีลูกไม้มากมาย ไม่มีไพ่ตายมากมาย
การคิดจะสังหารผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงสักคนหนึ่ง มันยากเย็นแสนเข็ญจนเกินไปจริงๆ
หากไม่ระวังเพียงนิดเดียว ก็จะถูกอีกฝ่ายหลบหนีไปได้ จนทิ้งภัยซ่อนเร้นอันใหญ่หลวงเอาไว้
แต่ตอนนี้เล่า นายท่านของตนลงมือเพียงครั้งเดียว ก็จัดการกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงเหล่านี้ไปเสียแล้ว
ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้หลบหนีเอาชีวิตรอดเลยแม้แต่น้อย
ทำได้เพียงกล่าวว่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั่วไปเหล่านี้กับความแข็งแกร่งของนายท่านนั้น แตกต่างกันมากเกินไป ดังนั้นถึงได้ก่อให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น
"นี่เป็นเรื่องปกติมาก หยวนอิงทั้งสามคนนี้ก็เป็นเพียงหยวนอิงธรรมดาก็เท่านั้น"
"แต่นายท่านบำเพ็ญเพียรคัมภีร์ยันต์ฮุ่นหยวน อีกทั้งยังมีหยวนอิงที่สองด้วย"
"ดังนั้นหากกล่าวถึงปริมาณและคุณภาพของพลังเวทแล้ว ก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงขั้นสามเลยแม้แต่น้อย"
"ผนวกกับพลังของเคล็ดวิชาจิตวิญญาณแท้จริง การจัดการพวกเขาถือเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลยจริงๆ"
ระฆังสยบมารเอ่ยขึ้น
มันรู้สึกว่าไม่ใช่เพียงแค่ในยุคสมัยนี้เท่านั้น ต่อให้เป็นในยุคโบราณกาล นายท่านของตนก็ต้องเป็นอัจฉริยะเหนือชั้นที่ยากจะจินตนาการได้อย่างแน่นอน เป็นผู้ที่มากพอจะจารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์ได้เลยทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ประหลาดในหมู่สัตว์ประหลาดเลยทีเดียว
ตูม~~
ในตอนนั้นเอง เจียงฝานก็สัมผัสได้ว่าส่วนลึกในทะเลจิตสำนึกของตนส่งข้อมูลสายหนึ่งมา "ท่านสังหารผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งสามอย่างเหลยเจ๋อ ข้ามผ่านเคราะห์แห่งการเข่นฆ่าสำเร็จหนึ่งครั้ง ท่านได้รับวาสนาระดับสี่หนึ่งสาย และแต้มวาสนาแปดแสนแต้ม"
เมื่อสัมผัสได้ถึงข้อมูลขุมนี้ บนใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา เห็นได้ชัดว่าในที่สุดตนเองก็ข้ามผ่านเคราะห์กรรมในครั้งนี้มาได้
ทว่าเขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับแต้มวาสนามากถึงแปดแสนแต้ม
เห็นได้ชัดว่าหลังจากเขาเลื่อนระดับเป็นหยวนอิงแล้ว แต้มวาสนาที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่สาเหตุที่ได้รับแต้มวาสนามากมายถึงเพียงนี้ ก็มีความเกี่ยวข้องกับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงอย่างเหลยเจ๋อที่มีวาสนาอันมหาศาลเช่นกัน
โดยเฉพาะตระกูลเหลยระดับหยวนอิง สาเหตุที่มีหยวนอิงถึงสามคนในตระกูลเดียว วาสนาที่ครอบครองอยู่ย่อมมีไม่น้อยอย่างแน่นอน
และเป็นเพราะเหตุนี้ หลังจากเหลยเจ๋อถูกเขาจัดการไปแล้ว วาสนาบนร่างของอีกฝ่ายและวาสนาของตระกูลเหลยจึงถูกเขาแย่งชิงมา ดังนั้นถึงได้รับแต้มวาสนามาเต็มๆ ถึงแปดแสนแต้ม
ทว่าสำหรับเขาแล้ว พลังงานพิเศษเช่นแต้มวาสนานี้ยิ่งมีมากก็ยิ่งดีอย่างเป็นธรรมชาติ
นับตั้งแต่กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิง แต้มวาสนาที่เขาต้องการก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
โดยเฉพาะการบำเพ็ญเพียรยันต์วิญญาณสามสิบสามชั้นฟ้า แต้มวาสนาที่ผลาญไปก็ยิ่งมีมากขึ้น
"จริงสิ วาสนาระดับสี่ ไม่รู้วาสนาระดับสี่คืออะไรกันนะ?"
เจียงฝานสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรเสีย นี่ก็คือวาสนาระดับฮว่าเสินเชียวนะ ไม่ใช่วาสนาที่จะพานพบได้โดยง่าย
เขาสัมผัสได้ว่าวาสนาระดับสี่อยู่บนถุงมิติของเหลยเจ๋อ
ตนเองสังหารหยวนอิงตระกูลเหลยผู้นี้ไป จึงสามารถรับวาสนาระดับสี่สายนี้มาได้
เห็นได้ชัดว่าตนเองไม่เพียงแค่จัดการศัตรูของลู่โย่วโย่วไปเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันยังได้รับผลเก็บเกี่ยวอันมหาศาลอีกด้วย
นี่ก็นับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแล้ว