- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 302 ของวิเศษลับจากแดนเซียน ใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์
บทที่ 302 ของวิเศษลับจากแดนเซียน ใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์
บทที่ 302 ของวิเศษลับจากแดนเซียน ใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์
ตึง!
ในเวลานี้เอง ข้อความหนึ่งพุ่งเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลจิตสำนึกของเจียงฝานในพริบตา "เจ้าเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันสามคน โชคดีที่เจ้าลงมือชิงความได้เปรียบก่อน สังหารศัตรูที่แข็งแกร่งทั้งสามคน หลบเลี่ยงเคราะห์กรรมได้อย่างหวุดหวิด ได้รับวาสนาระดับห้าหนึ่งครั้ง และแต้มวาสนาสองแสนแต้ม"
"ผ่านเคราะห์กรรมไปแบบนี้เลยหรือ?"
เมื่อรับรู้ถึงข้อความนี้ เจียงฝานก็กะพริบตาปริบๆ
ก่อนหน้านี้เขาอาศัยข้อความจากยันต์มุ่งมงคลเลี่ยงอัปมงคลจึงรู้ว่าคืนนี้ตนเองมีโอกาสได้รับวาสนาระดับห้า เดิมทีเขายังสับสนอยู่ว่าจะได้มันมาได้อย่างไร
แต่ตอนนี้เมื่อเห็นผู้บุกรุกสามคนที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาก็เข้าใจทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ที่แท้มีผู้บำเพ็ญเพียรปล้นชิงขอบเขตจินตันสามคน พยายามบุกรุกจวนดาบโลหิต แต่ผลลัพธ์คือถูกเขาสังหารได้อย่างง่ายดาย
"ทว่าเมื่อครู่นี้ข้ากลับไม่อาจสัมผัสถึงกลิ่นอายใดๆ ของพวกเขาได้เลย"
"พวกเขาบุกเข้ามาในจวนดาบโลหิตได้อย่างไรกัน?"
เจียงฝานรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
เขารู้สึกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันทั้งสามคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
ท้ายที่สุดเขาก็มีสัมผัสเทวะระดับหยวนอิง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงก็อย่าหวังว่าจะปิดบังการรับรู้ของเขาได้
ทว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสามคนนี้กลับสามารถปิดบังแม้กระทั่งการรับรู้ของเขาได้ ก็พอจะจินตนาการถึงความสามารถของอีกฝ่ายได้แล้ว
น่าเสียดายที่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันทั้งสามคนนี้โชคไม่ดี
มาเจอกับตัวตนที่มีโชคชะตาทวนฟ้าอย่างเขา
ผลก็คือเขาเพียงแค่นึกครึ้มใจขึ้นมา กระตุ้นพลังยันต์ประจำกาย ยันต์เกิงจินพยัคฆ์ขาวตามอำเภอใจ ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าสามารถสังหารทั้งสามคนได้อย่างง่ายดายในชั่วพริบตา ทำให้พวกเขาไม่มีกระทั่งโอกาสจะได้ตอบโต้
พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะเขาลงมืออย่างกะทันหัน การจะสังหารผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันทั้งสามคนนี้ ก็เกรงว่าจะไม่ง่ายดายถึงเพียงนี้ ทั้งยังอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ด้วยซ้ำ
"นี่คือวาสนาระดับห้านั่นหรือ?"
เวลานี้ เจียงฝานใจเต้นวูบ เขาหยิบของวิเศษชิ้นหนึ่งมาจากร่างของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันคนหนึ่ง มันคือใบไม้สีเขียวมรกตที่แผ่กลิ่นอายอันลึกล้ำ บนนั้นปรากฏลวดลายอันซับซ้อน ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
เขารับรู้ได้ว่าใบไม้นี้ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันทั้งสามคนสามารถปิดบังการรับรู้ของเขาได้
ครืน~~
วินาทีต่อมา เจียงฝานใช้แต้มวาสนาในตัว พลังงานลึกลับสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่ใบไม้สีเขียวมรกตนี้ในพริบตา พยายามที่จะหลอมรวมของวิเศษชิ้นนี้อย่างสมบูรณ์
หนึ่งหมื่นแต้มวาสนา สองหมื่นแต้มวาสนา สามหมื่นแต้มวาสนา...
"ใช้แต้มวาสนาไปตั้งมากมายถึงเพียงนี้ กลับยังหลอมรวมไม่สำเร็จอีกหรือ?"
เมื่อรับรู้ว่าแต้มวาสนาจำนวนมากในตัวกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว เจียงฝานก็ตกใจขึ้นมาทันที แม้เขาจะรู้ว่าของวิเศษชิ้นนี้ไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมาถึงระดับนี้ได้
แต่เขาก็ไม่มีความลังเลใดๆ เพราะยิ่งใช้แต้มวาสนามากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงว่าของวิเศษชิ้นนี้ไม่ธรรมดามากเท่านั้น
สำหรับเขาแล้ว นี่ยิ่งเป็นเรื่องดีอย่างใหญ่หลวงเสียอีก
ตึง!
เมื่อเขาใช้แต้มวาสนาไปถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นแต้ม เจียงฝานก็พบว่าในที่สุดตนเองก็สามารถหลอมรวมของวิเศษชิ้นนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จิตวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเขาหลอมรวมเข้าสู่ส่วนลึกที่เป็นแก่นแท้ของของวิเศษชิ้นนี้ในพริบตา
ของวิเศษลับ—ใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์!
ข้อความสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลจิตสำนึกของเขาในชั่วพริบตา ทำให้เขาเข้าใจถึงความสามารถต่างๆ ของของวิเศษลับชิ้นนี้
"มิน่าเล่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันทั้งสามคนนี้ถึงสามารถรอดพ้นจากการรับรู้ของข้าได้"
นัยน์ตาของเจียงฝานทอประกายวาบ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือของวิเศษลับสำหรับล่องหน ดูเหมือนจะเป็นของวิเศษลับที่ร่วงหล่นจากแดนเซียนลงสู่โลกมนุษย์ โดยมีทั้งหมดเก้าใบ
ตอนนี้สิ่งที่เขาครอบครองอยู่เป็นเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น
ทว่าต่อให้ครอบครองเพียงใบเดียว ก็ยังมีความสามารถในการเร้นกายได้
เพียงแค่หลอมรวมใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ใบนี้ ก็จะสามารถเก็บซ่อนกลิ่นอายบนร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ เร้นกายไร้ร่องรอย ลบการมีอยู่ของตนเอง ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของตนเอง
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันสามคนก่อนหน้านี้ก็อาศัยพลังของของวิเศษลับชิ้นนี้ ถึงสามารถลอบเข้ามาในจวนดาบโลหิตได้อย่างเงียบเชียบ กระทั่งไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนใดรับรู้ถึงร่องรอยของพวกเขาได้เลย
หนำซ้ำพวกเขายังอาศัยพลังของของวิเศษลับชิ้นนี้ ลอบสังหารผู้บำเพ็ญเพียรไปแล้วตั้งเท่าไรก็ไม่อาจทราบได้
"ถึงกับเป็นของวิเศษลับที่มาจากแดนเซียนเชียวหรือ?"
"หรือว่าเคยมีเซียนมาเยือนโลกไท่ซวีจริงๆ?"
เจียงฝานลูบคาง เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้ถึงที่มาของใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์เป็นอย่างมาก
เขารู้สึกว่าของวิเศษลับชิ้นนี้น่าจะถูกเซียนจากแดนเซียนนำติดตัวมา
เพียงแต่เกิดอุบัติเหตุขึ้น จึงทำให้ใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์สูญหายไปในโลกไท่ซวี
อีกทั้งเดิมทีใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์มีอยู่เก้าใบ แต่มันกลับกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ จนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมดแล้ว
หากเป็นใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ทั้งเก้าใบที่สมบูรณ์ เกรงว่ามันคงไม่ใช่แค่วาสนาระดับห้าแล้ว
เป็นไปได้มากว่าจะเป็นวาสนาระดับสอง หรือกระทั่งวาสนาระดับหนึ่ง
แต่ถึงกระนั้น ใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์เพียงใบเดียวนี้ก็สามารถมอบความช่วยเหลืออย่างใหญ่หลวงให้แก่เขาได้
ครืน~~
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงฝานก็ใจเต้นวูบ รีบกระตุ้นพลังใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ใบนี้ทันที
ทันใดนั้น ใบไม้ใบนี้ก็หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างง่ายดาย ตามมาด้วยทั่วทั้งร่างของเขาถูกพลังลึกลับบางอย่างห่อหุ้มเอาไว้ ทำให้กลิ่นอายบนร่างของเขาจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างสมบูรณ์
ราวกับว่าล่องหนไปอย่างสมบูรณ์ก็ไม่ปาน
ไม่ว่าพลังสัมผัสเทวะใดจะตรวจสอบเข้ามา ก็จะทะลุผ่านร่างกายของเขาไปอย่างง่ายดาย ราวกับว่าร่างกายของเขาได้กลายเป็นความว่างเปล่าไปแล้ว
เวลานี้ ในที่สุดเจียงฝานก็รู้แล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่นี้ตนเองถึงไม่สามารถรับรู้ถึงผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันทั้งสามคนได้ ที่แท้ของวิเศษลับใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ชิ้นนี้ก็มีคุณสมบัติที่เหลือเชื่อถึงเพียงนี้
"ต่อให้เป็นยันต์เร้นกายขั้นสมบูรณ์แบบ ก็ไม่อาจเทียบเคียงกับของวิเศษลับชิ้นนี้ได้เลยแม้แต่น้อย"
เจียงฝานทอดถอนใจด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ยันต์เร้นกายขั้นสมบูรณ์แบบสามารถเก็บซ่อนกลิ่นอายบนร่างกายตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสามารถซ่อนเร้นระดับการบำเพ็ญเพียรของตนเองได้จริงๆ
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งกว่าตนเอง ก็อาจจะถูกอีกฝ่ายรับรู้ได้เช่นกัน
ท้ายที่สุดยันต์ชนิดนี้ก็ทำได้เพียงเร้นกายซ่อนกลิ่นอายเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะล่องหนซ่อนตัวได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ทว่าใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์นั้นแตกต่างออกไป ไม่ใช่แค่ซ่อนกลิ่นอายเท่านั้น แต่ยังสามารถล่องหนซ่อนตัว กระทั่งลดทอนการมีอยู่ได้อีกด้วย
จึงพอจะจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของของวิเศษลับชิ้นนี้ได้
"หากสามารถครอบครองใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ได้ถึงสามใบ ความสามารถในการเร้นกายก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ"
"ประการแรกคือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการมีอยู่"
"ขอเพียงแค่ปรารถนา สิ่งมีชีวิตที่เกิดความสัมพันธ์ทางกรรม ก็จะหลงลืมการมีอยู่ของตนเองไปโดยธรรมชาติ"
"ราวกับว่าหายไปจากโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์ก็ไม่ปาน"
เจียงฝานลูบคาง
พูดตามตรง ใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์หนึ่งใบยังไม่นับว่าเป็นอะไร หากถึงสามใบเมื่อไร นั่นแหละถึงจะเป็นการยกระดับในเชิงคุณภาพ
ถึงเวลานั้นเมื่อเขาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในโลกโลกีย์ ขอเพียงแค่เขาต้องการ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรแปลกหน้าที่บังเอิญพบปะและพูดคุยกับเขา พวกเขาก็จะหลงลืมการมีอยู่ของเขาไป และความทรงจำก็จะเลือนหายไปจากสมองของอีกฝ่าย
"หากสามารถค้นหาใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ได้ถึงหกใบ อานุภาพก็จะยิ่งก้าวล้ำไปอีกขั้น"
"ไม่ใช่แค่สามารถเร้นกายซ่อนกลิ่นอายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถลบล้างกรรม กระทั่งสามารถหลบหลีกทัณฑ์สวรรค์ได้อีกด้วย"
"นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่ากรรมไม่เกาะติดร่าง"
เจียงฝานรู้ดีว่าการที่ผู้บำเพ็ญเพียรจะหลบหลีกทัณฑ์สวรรค์นั้นยากลำบากเพียงใด เมื่อใดที่ถูกทัณฑ์สวรรค์ล็อกเป้า นั่นก็คือไม่อาจหลีกเลี่ยงและไม่อาจหลบหนีได้ ทว่าใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์หกใบ กลับสามารถทำได้ถึงขั้นหลบหลีกทัณฑ์สวรรค์
เขารู้สึกว่าบางทีเซียนจากแดนเซียน อาจจะอาศัยพลังของใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ ถึงสามารถเร้นกายอยู่ในโลกมนุษย์ได้
"หากสามารถค้นหาใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ได้ครบเก้าใบ จนถึงขั้นเก้าใบรวมเป็นหนึ่งล่ะก็ เช่นนั้นก็จะสามารถอาศัยพลังของใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า ราวกับว่าอาศัยอยู่ในอีกมิติหนึ่งก็ไม่ปาน"
"เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อร่างต้นได้"
"นี่มันของวิเศษลับคุ้มกายที่แข็งแกร่งที่สุดชัดๆ"
เจียงฝานกำหมัดแน่น
ในใจของเขารู้สึกปรารถนาเป็นอย่างมาก หากสามารถค้นหาใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ได้ครบเก้าใบ เกรงว่าการที่ตนเองอยู่ในโลกไท่ซวี ก็เทียบเท่ากับการยืนหยัดอยู่ในจุดที่ไร้พ่ายอย่างสมบูรณ์แล้ว
ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตฮว่าเสิน โอกาสสูงที่อีกฝ่ายจะทำอะไรตนเองไม่ได้แม้แต่น้อย
ของวิเศษลับที่มาจากแดนเซียนเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเสียหายได้ง่ายๆ
คาดว่าตอนนี้พวกมันคงจะกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่งในโลกไท่ซวี
ทั่วทั้งโลกไท่ซวีนอกจากเขาแล้ว คาดว่าคงจะไม่มีใครมีโอกาสค้นหาใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ครบทั้งเก้าใบได้อย่างสมบูรณ์
"เจ้านายถึงกับได้รับสมบัติล้ำค่าเช่นนี้มาอีกแล้ว โชคเช่นนี้ไม่มีใครเทียบได้เลยจริงๆ"
เตาหลอมโอสถว่านฮว่าและของวิเศษโบราณชิ้นอื่นๆ เมื่อเห็นฉากนี้ แต่ละชิ้นต่างก็ทอดถอนใจออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
พวกมันล้วนมีวิสัยทัศน์ที่ไม่ธรรมดา ย่อมรู้ดีว่าใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์นั้นเป็นของวิเศษที่ไม่ธรรมดาเพียงใด
แต่เจ้านายของพวกมันกลับไม่ออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว ถึงกับมีคนนำของวิเศษมาส่งให้ถึงที่ นี่มันคือโชควาสนาอันยิ่งใหญ่จริงๆ
ตอนนี้พวกมันเริ่มจะชินชาแล้ว รู้สึกว่าเจ้านายของตนเองก็คือนักพรตมากสมบัติ บนตัวมักจะดึงดูดของวิเศษมารวมกันได้อย่างไม่สิ้นสุด
หากผู้บำเพ็ญเพียรโลกภายนอกล่วงรู้เข้า ไม่รู้เลยว่าจะมีผู้คนคลุ้มคลั่งไปมากเท่าไร
"ไม่คิดเลยว่าจะได้รับของวิเศษเช่นนี้มาจากผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันพวกนี้"
"อย่างที่คิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหรือผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนัก ล้วนแล้วแต่อาจจะมีการพานพบโชควาสนาที่ไม่ธรรมดาในระดับที่แตกต่างกันไป"
"บางครั้งผู้บำเพ็ญเพียรอิสระบางคนก็อาจจะโชคดีมากๆ ได้รับวาสนาบางอย่างมา จากนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในคราวเดียว"
นัยน์ตาของเจียงฝานทอประกาย
เขารู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
โชคดีที่ตนเองไม่ได้หนีออกจากเมืองฮวาหมิง แต่เลือกที่จะรั้งอยู่ภายในเมือง
หากอาศัยประตูไท่ซวีเพื่อเดินทางออกจากทวีปตงโจวไปจริงๆ ตนเองเกรงว่าคงจะไม่ได้รับวาสนาระดับห้านี้แล้ว
หากพลาดโอกาสนี้ไปจริงๆ ตนเองก็คงจะไม่อาจครอบครองใบไม้วิญญาณจักจั่นสวรรค์ใบนี้ได้
ทำได้เพียงพูดว่า พื้นที่บริเวณเทือกเขาอวิ่นเซียนแห่งนี้ มีวาสนาอยู่นับไม่ถ้วนจริงๆ
ต่อให้เป็นบนตัวผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตัน ก็ยังอาจซุกซ่อนวาสนาและของวิเศษอันยิ่งใหญ่เอาไว้ได้
ไม่อาจดูแคลนผลลัพธ์ของผู้บำเพ็ญเพียรคนใดได้เลย
ครืน~~
เวลานี้ เจียงฝานสะบัดมือใหญ่ เก็บซากศพของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันทั้งสามคนไปทันที
แน่นอนว่าถุงมิติบนตัวพวกเขาก็ถูกนำไปเก็บไว้ในมิติเจดีย์หลิงหลงทั้งหมดเช่นกัน
"ท่านพี่ เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
ซูเวยเวยดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณด้านนอก นางจึงเดินออกมาจากด้านใน แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่มีโจรกระจอกไม่กี่คนโผล่มาเท่านั้น"
เจียงฝานโบกมือ เล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้ฟังอย่างคร่าวๆ
"ถึงกับมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันบุกรุกเชียวหรือ?"
"ดูเหมือนว่าเมืองฮวาหมิงจะยิ่งวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ก่อนหน้านี้มีผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนกล้าบุกรุกจวนดาบโลหิตกันเล่า"
นัยน์ตาคู่สวยของซูเวยเวยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
เห็นได้ชัดว่าการที่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงทั้งห้ามาปิดล้อมเมืองฮวาหมิง ทำให้ความสงบเรียบร้อยของทั้งเมืองพังทลายลง
ท้ายที่สุดตอนนี้บรรดาผู้บริหารระดับสูงของเมืองฮวาหมิงก็ไม่มีเวลามาใส่ใจปัญหาความสงบเรียบร้อยเบื้องล่าง
พวกผู้บำเพ็ญเพียรปล้นชิงที่ใจกล้าห่อฟ้าเหล่านั้นรู้สึกว่านี่คือโอกาสอันดีในการปล้นชิง จึงฉวยโอกาสลงมือ
หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง ก็เกรงว่าจะต้องเผชิญกับเคราะห์กรรม
"ไม่เป็นไรหรอก พวกผู้บำเพ็ญเพียรปล้นชิงเหล่านั้นมาเท่าไรก็ต้องตายเท่านั้น"
"การกล้าล่วงล้ำเข้ามาในจวนดาบโลหิต ก็เป็นเพียงการรนหาที่ตายเท่านั้น"
เจียงฝานโอบเอวบางของซูเวยเวยเอาไว้
"อืม"
ซูเวยเวยถลึงตาใส่คนร้ายกาจผู้นี้ด้วยดวงตากลมโต ใบหน้าสวยงามแดงระเรื่อ
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องนอนโดยไม่สนใจพายุฝนภายนอกแม้แต่น้อย
…………
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน
นักพรตอวิ๋นจงและหยวนอิงทั้งห้ายยังคงปิดล้อมเมืองฮวาหมิงอยู่ และมักจะลงมือโจมตีอยู่เป็นระยะ
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับค่ายกลระดับสี่ขั้นสูงอย่างค่ายกลดอกบัวห้าธาตุ พวกเขากลับต้องคว้าน้ำเหลวกลับไปทุกครั้ง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับค่ายกลระดับสี่นี้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงก็ยังต้องจนปัญญา
ท้ายที่สุดการที่พลังของมนุษย์จะต่อกรกับพลังแห่งธรรมชาติได้นั้นก็ยังยากลำบากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังค่ายกลระดับสี่ขนาดใหญ่นี้ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงคอยควบคุมอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ อานุภาพของค่ายกลย่อมแข็งแกร่งมากขึ้นโดยธรรมชาติ
ทว่าสำหรับพันธมิตรเซียนดาบโลหิตแล้ว ช่วงเวลานี้ยังถือว่าปลอดภัยค่อนข้างมาก
เพราะที่นี่เป็นสถานที่รวมตัวของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตันจำนวนมาก ไม่มีคนโง่ที่ไหนกล้าบุกเข้ามาหรอก
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงลงมือ มิฉะนั้นพันธมิตรเซียนดาบโลหิตก็จะไม่เกิดปัญหาใหญ่โตนัก
ดังนั้นพวกเจียงฝานจึงอาศัยและบำเพ็ญเพียรอยู่ในจวนดาบโลหิตได้อย่างสบายใจ
แน่นอนว่าความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อื่นๆ ของเมืองฮวาหมิงกลับแย่ลงไปไม่น้อย
มักจะได้ยินข่าวการร่วงหล่นของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานและขอบเขตจินตันอยู่เสมอ
ทว่าในเวลานี้บรรดาผู้บริหารระดับสูงของเมืองฮวาหมิงล้วนเอาตัวเองไม่รอด ย่อมไม่มีเวลาไปตามจับคนร้าย
ในขณะเดียวกัน ภายนอกเมืองฮวาหมิง
นักพรตอวิ๋นจงและหยวนอิงทั้งห้ายืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ มองลงมายังสรรพสัตว์เบื้องล่าง
"นักพรตอวิ๋นจง ตกลงว่าเจ้ามีวิธีทะลวงค่ายกลระดับสี่ขนาดใหญ่นี้หรือไม่?"
"หากไม่มีวิธีทะลวงล่ะก็ พวกเราก็ไม่สนใจที่จะอยู่เสียเวลาที่นี่หรอกนะ"
"อีกอย่าง ค่าตอบแทนที่เจ้ามอบให้ก่อนหน้านี้ พวกเราก็จะไม่คืนให้ด้วย"
หยวนอิงผมขาวผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นสหายของนักพรตอวิ๋นจง แต่การจะให้พวกเขาลงมือ ก็ทำให้นักพรตอวิ๋นจงต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อย แต่ถึงกระนั้น ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิง พวกเขาก็มีต้นทุนเรื่องเวลาเช่นกัน
หากไม่มีความหวังที่จะทะลวงเมืองฮวาหมิงได้ พวกเขาก็จะไม่รั้งอยู่ที่นี่ต่อไป
ท้ายที่สุดนี่ก็เป็นการเสียเวลาเปล่าโดยแท้
"วางใจเถอะ ในเมื่อข้ากล้ามาโจมตีเมืองฮวาหมิง มีหรือที่จะคิดไม่ถึงจุดนี้"
"อันที่จริงก่อนหน้านี้ข้าได้ซื้อยันต์ทำลายค่ายกลระดับสี่จากจวนเทียนจีมาแผ่นหนึ่ง"
"เชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องมีผู้บำเพ็ญเพียรจากจวนเทียนจีนำยันต์ทำลายค่ายกลระดับสี่แผ่นนี้มาส่งให้แน่"
"ถึงเวลานั้น ต่อให้ค่ายกลดอกบัวห้าธาตุนี้จะร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานยันต์ทำลายค่ายกลระดับสี่ได้หรอก"
นักพรตอวิ๋นจงกล่าวอย่างหยิ่งผยอง เผยไพ่ตายของตนเองออกมา
"ยันต์ทำลายค่ายกลระดับสี่งั้นหรือ? ยันต์ชนิดนี้ล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง"
"ผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถสร้างยันต์ชนิดนี้ได้นั้น มีจำนวนน้อยจนแทบนับคนได้"
"ต่อให้สร้างออกมาได้จริงๆ ก็จะไม่นำออกไปขายให้คนภายนอกหรอก โดยทั่วไปจะใช้กันเองภายในมากกว่า"
"เจ้าถึงกับสามารถหาผู้บำเพ็ญเพียรจากจวนเทียนจี แล้วซื้อยันต์ชนิดนี้มาได้เชียวหรือ?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหยวนอิงอีกสี่คนก็ตกใจขึ้นมาทันที ไม่คาดคิดเลยว่านักพรตอวิ๋นจงจะมีความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ด้วย และย่อมต้องแลกมาด้วยการจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาลเป็นแน่
"หึหึ ผู้อาวุโสหยวนอิงของจวนเทียนจีผู้นั้นติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ไม่น้อย"
"ตอนนี้ก็แค่ชดใช้หนี้บุญคุณก็เท่านั้น"
"ครั้งนี้ข้าต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาล ดังนั้นนักพรตฮวาหมิงย่อมหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน"
นักพรตอวิ๋นจงกำหมัดแน่น กล่าวด้วยจิตสังหารอันเปี่ยมล้น
เพื่อจัดการนักพรตฮวาหมิงอย่างเด็ดขาด เขาสิ้นเปลืองหยาดเหงื่อแรงกายไปนับไม่ถ้วน ทั้งยังใช้หนี้บุญคุณไปมากมายก่ายกอง
หากครั้งนี้ไม่สำเร็จล่ะก็ เขาก็ถือว่าล้มละลายอย่างสมบูรณ์แล้ว
ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้ก็ต้องสำเร็จ จัดการนักพรตฮวาหมิง แล้วแย่งชิงของวิเศษบนตัวอีกฝ่ายมาให้ได้
"พวกเราเข้าใจแล้ว"
หยวนอิงอีกสี่คนต่างพยักหน้า ในเมื่อนักพรตอวิ๋นจงมั่นใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นพวกเขารอต่อไปอีกสักระยะก็ยังไม่สาย อย่างไรเสียก็แค่เวลาไม่กี่วันเท่านั้น ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย
เห็นได้ชัดว่าเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวงกำลังปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองฮวาหมิง เหนือท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึนอันไร้ขอบเขต จิตสังหารแผ่ซ่าน