เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 ชายผู้ที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดินีหญิง

บทที่ 40 ชายผู้ที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดินีหญิง

บทที่ 40 ชายผู้ที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดินีหญิง


"ขอบคุณ!"

ซานเป่าพาคนคุมตัวฝูอ๋องจากไปแล้ว หวังเหวินก็พาพี่น้องโจววั่งและโจวลี่ลงไปรักษาบาดแผลเช่นกัน บนลานหิมะเหลือเพียงเจียงไหลและจักรพรรดินีหญิงสองคน จักรพรรดินีหญิงทอดพระเนตรเจียงไหลที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดทั่วร่าง ริมฝีปากสีชาดเปล่งคำสองคำออกมา

เจียงไหลชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ารับแสงตะวันรอนแล้วหัวเราะเบาๆ ออกมา ในที่สุดอวิ๋นเหนียงก็ยอมเผยความอ่อนโยนแก่เขาแล้ว

แม้จะเป็นเพียงริ้วบางๆ แต่นี่ก็ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ?

นางคือฮ่องเต้ เป็นผู้โดดเดี่ยวที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกหล้า

สายฟ้าหรือหยาดฝนล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณ คำกล่าวนี้มิใช่เพียงแค่พูดกันลอยๆ

จักรพรรดินีหญิงตรัสว่า "ให้หงซวงช่วยจัดการบาดแผลให้เจ้าก่อนดีหรือไม่?"

"ไม่ต้อง"

เจียงไหลยืดเหยียดแขนขา พลางกล่าวว่า "ไม่ได้บาดเจ็บอันใด ล้วนเป็นเลือดของศัตรู เวลานี้ข้าเพียงแค่อยากยืนอยู่กับเจ้านานขึ้นอีกหน่อย พูดคุยกันสักหน่อย"

"อืม"

จักรพรรดินีหญิงขานรับเสียงเบา ทว่าสายตากลับทอดมองไปบนลานหิมะ

ฤทธิ์ของผงชามาเฟิงกำลังค่อยๆ สลายไป บรรดาทหารชายแดนและราษฎรที่ถูกทำให้สลบไสลกำลังทยอยหยัดกายลุกขึ้น

หลังจากหมดสติแล้วฟื้นขึ้นมา ไม่ว่าจะกองกำลังชายแดนหรือราษฎร ต่างก็มีอาการมึนงงไปชั่วขณะ

เมื่อเข้าใจถึงฐานะและสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายแล้ว ทหารชายแดนบางส่วนก็สัญชาตญาณสั่งให้ไปคว้าอาวุธที่ตกอยู่บนพื้น ดังนั้นราษฎรเหล่านั้นจึงออกวิ่งหนีทันที

โชคดีที่ทหารซึ่งไม่ได้รับพิษยาสลบที่หลี่หยวนอิงรวบรวมมานั้นตอบสนองได้เร็วพอ พวกเขากำลังขัดขวางการเข่นฆ่าที่กำลังจะเกิดขึ้นจุดแล้วจุดเล่า

กองหนุนของจักรพรรดินีหญิงก็ทยอยมาถึงสนามรบ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยบนลานหิมะเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย

กองทหารกลุ่มเล็กๆ ที่แบกธงมังกรเดินทางมาถึงบริเวณที่ไม่ไกลจากจักรพรรดินีหญิงนัก

เมื่อได้รับสายตาที่ส่งสัญญาณจากจักรพรรดินีหญิง พวกเขาก็ไม่เข้ามาใกล้กว่าเดิม ทว่าก็ไม่ได้ถอยห่าง สายตายังคงจับจ้องมาทางนี้เสมอ อีกทั้งยังกระจายกำลังออกเป็นค่ายกลคุ้มกัน

"วันหน้าอย่าได้ทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีกเป็นอันขาด ไม่ว่าเมื่อใด จะไปที่ใด ก็จงให้พวกเขาติดตามไปด้วยเถิด"

องครักษ์ใกล้ชิดของจักรพรรดินีหญิงเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสตรี บนร่างของแต่ละคนล้วนเผยให้เห็นถึงกลิ่นอายความดุดันกร้าวแกร่ง เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งกว่าบรรดาองครักษ์ของฝูอ๋องอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

"ได้"

เมื่อเผชิญกับความห่วงใยของเจียงไหล จักรพรรดินีหญิงก็รับปากอย่างว่าง่าย

จากนั้นระหว่างคนทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบงัน คล้ายกับต่างก็อยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่ากลับพูดไม่ออก

พูดกันตามตรงแล้ว ก็ยังไม่คุ้นเคยกันมากพอ

ชายหนุ่มนั้นหน้าหนาพอตัวก็จริง แต่เมื่อคิดว่าต้องเผชิญกับเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้ รอบด้านยังเต็มไปด้วยซากศพและกองเลือด ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ได้มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะพูดจาไร้สาระเพื่อหยอกล้อให้จักรพรรดินีหญิงอารมณ์ดีได้

"ไม่ไต่สวนฝูอ๋องสักหน่อยหรือ?"

ในเมื่อไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะพลอดรัก เช่นนั้นก็พูดคุยเรื่องจริงจังกันเถิด

จักรพรรดินีหญิงตรัสว่า "ไม่ต้องไต่สวน เขารู้จักเจิ้นดี และอันที่จริงเจิ้นก็รู้จักเขาดีเช่นกัน เขาไม่มีความกล้าพอที่จะต่อต้านเจิ้นอย่างเปิดเผย ดังนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะติดต่อพรรคพวกมากเกินไป ไม่แน่ว่าแม้แต่คนในจวนของเขาที่รู้เรื่องนี้ก็อาจจะมีไม่มากนัก"

"ดูจากความหมายของเจ้าแล้ว ก็ไม่คิดจะเปิดเผยความผิดของฝูอ๋องด้วยอย่างนั้นหรือ?"

"อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องอัปยศของราชวงศ์ ไม่มีจำเป็นต้องให้ชาวโลกได้เห็นเป็นเรื่องขบขัน"

จักรพรรดินีหญิงทอดพระเนตรไปไกลแสนไกล ตรัสอย่างไม่แยแสว่า "การไม่ประกาศความผิดของเขา ก็ดีตรงที่จะได้ไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น สามารถค่อยๆ กำจัดสายเลือดของเขาให้สิ้นซากไปทีละน้อยได้"

ใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด กล่าวถ้อยคำที่เหี้ยมโหดที่สุด ประโยคเดียวล้างบางทั้งตระกูล

เจียงไหลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หากพูดอย่างเป็นธรรม เขาไม่รังเกียจที่สตรีของตนจะเป็นสตรีผู้แข็งแกร่ง ทว่าแข็งแกร่งถึงระดับนี้ ก็ยังสร้างความกดดันให้ไม่น้อยเลย

เมื่อมองดูใบหน้าด้านข้างของจักรพรรดินีหญิงที่ไม่ค่อยเต็มใจจะสบตากับตน เจียงไหลก็รู้สึกเพียงว่า หากคิดจะพิชิตนางโดยตรง ความยากนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ สู้ใช้วิธีอ้อมค้อมผ่านเสี่ยวเนี่ยนจวินจะดีกว่า

ความเป็นระเบียบเรียบร้อยบนลานหิมะถูกรับช่วงต่อโดยกองหนุนที่กองทหารองครักษ์เรียกมาทั้งหมดแล้ว หลี่หยวนอิงนำกองกำลังชายแดนที่รวบรวมมาได้เริ่มปลดอาวุธ จากนั้นจึงถอนกำลังกลับไปยังด่านเยี่ยนเหมิน

มีคนเร่งรุดมาทางนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อต้องการรายงานความคืบหน้าต่อจักรพรรดินีหญิง ทว่าล้วนถูกกองทหารองครักษ์ขวางเอาไว้ในระยะไกล

"ข้าจะไปจัดการธุระสักหน่อย แล้วจะไปอยู่เป็นเพื่อนเนี่ยนจวินก่อน เจ้าก็ไปจัดการธุระเถิด"

เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ชายหนุ่มก็รู้ความหลีกทางให้จักรพรรดินีหญิง แล้วกลับไปยังด่านปากพยัคฆ์ที่ห้าเพื่อจัดการตัวเองอย่างง่ายๆ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ก็ควบม้ามุ่งหน้าไปยังตำหนักยอดเมฆา

ตลอดเวลาสามวันเต็ม เสี่ยวเนี่ยนจวินซ่อนตัวอยู่ในตำหนักยอดเมฆาพร้อมกับคนเฒ่าคนแก่และเด็กเล็กของหมู่บ้านซีโกว

เด็กน้อยวัยหกขวบไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย ความเป็นผู้ใหญ่และสุขุมเยือกเย็นที่เกินกว่าเด็กวัยเดียวกันในยุคปัจจุบันไปมากนัก ทำให้เจียงไหลรู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก

มีเพียงตอนที่เสี่ยวเนี่ยนจวินโผเข้าสู่อ้อมอกและกอดคอเขาไว้แน่นเท่านั้น ถึงจะเผยความตึงเครียดและความหวาดวิตกที่เด็กวัยหกขวบพึงมีออกมาให้เห็น

"หวาดกลัวแล้วใช่หรือไม่? ไม่เป็นไรแล้ว ทั้งท่านพ่อและท่านแม่ล้วนปลอดภัยดี คนชั่วถูกปราบจนพ่ายแพ้ไปแล้ว"

เจียงไหลลูบหลังของเสี่ยวเนี่ยนจวินด้วยความปวดใจ พลางเอ่ยปลอบโยนเสียงเบา คลายความตึงเครียดและความหวาดวิตกในใจของเด็กน้อย

"ท่านแม่ยังมีธุระต้องจัดการ ท่านพ่อจะพาเสี่ยวเนี่ยนจวินเข้าป่าไปล่าสัตว์ดีหรือไม่ จะได้ถือโอกาสไปหาไหลฝูเล่นด้วย"

เสี่ยวเนี่ยนจวินถูกดึงดูดความสนใจในทันที นางยังคงจดจำไหลฝูได้อย่างชัดเจน "วิเศษไปเลย ท่านพ่อ พวกเราออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่?"

"ได้"

หม่าลิ่วนำแรงงานชายฉกรรจ์ของหมู่บ้านซีโกวกำลังทำความสะอาดสนามรบ และได้ส่งพรานเฒ่าสองคนมาปกป้องสองพ่อลูกเจียงไหล

ผู้ใหญ่สี่คนและเด็กหนึ่งคนขี่ม้าศึกสี่ตัว โยกเยกเข้าไปในภูเขา ใช้เวลาไม่นานก็เรียกไหลฝูออกมาได้

เมื่อมีไหลฝูคอยช่วยเหลือ พวกเขาก็ล่าสัตว์ป่ามาได้กองใหญ่โดยไม่ต้องเปลืองแรงอันใด

ทั้งยังไม่ได้รีบร้อนกลับหมู่บ้าน คืนนั้นพวกเขาพักค้างคืนในภูเขาหนึ่งคืน

ย่างเนื้อบนกองไฟ ชายหนุ่มได้ดื่มด่ำกับความสุขแห่งครอบครัวอย่างเต็มที่

วันต่อมาก็เดินเล่นในภูเขาอีกครึ่งค่อนวัน จากนั้นจึงเตรียมตัวเดินทางกลับหมู่บ้าน

ตอนที่ต้องแยกจากไหลฝู เสี่ยวเนี่ยนจวินรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก นางลองหยั่งเชิงเอ่ยขอเจียงไหล "ท่านพ่อ พวกเราพาไหลฝูกลับเมืองหลวงด้วยกันได้หรือไม่?"

"ได้สิ"

เจียงไหลตกปากรับคำทันที หากอวิ๋นเจาอี๋ไม่ใช่ฮ่องเต้ เจียงไหลคงหาทุกวิถีทางให้นางอยู่ที่หมู่บ้านซีโกวต่อไป ให้ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกซุกตัวอยู่ที่นี่และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบสุข

ทว่าอวิ๋นเจาอี๋คือโอรสสวรรค์แห่งต้าเฉียน ความคิดที่จะให้นางอยู่ที่หมู่บ้านซีโกวต่อไป เจียงไหลไม่กล้าแม้แต่จะคิด

ครอบครัวและแผ่นดิน ควรจะเลือกเช่นไร เจียงไหลไม่ต้องไปหยั่งเชิงอวิ๋นเจาอี๋ เขาก็รู้คำตอบได้ด้วยตัวเอง

นับตั้งแต่วินาทีที่ความจริงเรื่องอวิ๋นเจาอี๋เป็นจักรพรรดินีหญิงถูกเปิดเผย เจียงไหลก็รู้ว่า ชาตินี้เขาคงทำได้เพียงเป็นชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสตรีเท่านั้น

โชคดีที่เขามีแก่นแท้เป็นคนยุคปัจจุบัน จึงไม่ได้ต่อต้านเรื่องนี้แต่อย่างใด

ทว่าการที่เขารับปากออกไปโดยไม่ทันคิดนั้น ในใจของเสี่ยวเนี่ยนจวินกลับมองเห็นเป็นอีกภาพหนึ่งอย่างสิ้นเชิง

"ท่านพ่อ ไม่ใช่แค่ไหลฝู ท่านก็ต้องกลับเมืองหลวงไปพร้อมกับข้าและท่านแม่ด้วยนะ ได้หรือไม่?"

คล้ายกับกลัวว่าเจียงไหลจะไม่เข้าใจคำใบ้ของนาง เสี่ยวเนี่ยนจวินจึงแสดงความคิดในใจออกมาอย่างตรงไปตรงมาเสียเลย

เจียงไหลกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "ได้สิ เนี่ยนจวินเป็นแก้วตาดวงใจของท่านพ่อ เสี่ยวเนี่ยนจวินไปที่ใด ท่านพ่อก็จะไปที่นั่นเป็นธรรมดา"

"เย้ วิเศษไปเลย!"

เสี่ยวเนี่ยนจวินยกมือเล็กๆ ขึ้นฉลองด้วยความดีใจ เจียงไหลซึมซับเอาความปลาบปลื้มของนางมาด้วย เขากอดนางไว้แนบอกแน่น ตบหลังม้าเบาๆ หนึ่งฉาด ม้าศึกก็ควบทะยานไปตามที่ราบหุบเขาประดุจสายลมกรด

เช่นเดียวกับที่อวิ๋นเจาอี๋คาดการณ์ไว้ หลังจากรู้ว่าฝูอ๋องยุยงให้กองกำลังชายแดนด่านเยี่ยนเหมินก่อกบฏ กองทหารองครักษ์ของนางก็ไม่กล้าติดต่อกับกองทหารที่ประจำการอยู่ในสี่เมืองหนึ่งด่านของเยี่ยนเหมินอีก ยอมทิ้งเส้นทางใกล้ไปแสวงหาเส้นทางไกล โดยติดต่อกองทัพตระกูลหยางที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือแทน

กองทัพตระกูลหยางที่ถูกส่งมาพิทักษ์องค์ราชันแม้จะมีทหารม้าเพียงสี่พันนาย ทว่าก็คือกองทัพชื่อเยี่ยนที่มีพลังรบแข็งแกร่งที่สุดของกองทัพตระกูลหยาง ในจำนวนนั้นมีทหารม้าเถี่ยเย่าจื่อถึงหนึ่งร้อยหกสิบนาย

เมื่อมีกองทัพตระกูลหยางมาเข้าร่วม สนามรบบนลานหิมะก็ใช้เวลาจัดการจนสะอาดสะอ้านเพียงหนึ่งคืน

ม้าศึกและเสบียงกรังทั้งหมดที่ยึดมาได้จากสนามรบ ล้วนถูกมอบให้หมู่บ้านซีโกวทั้งหมด

หลังจากจัดการสนามรบเสร็จสิ้น กองทัพตระกูลหยางก็ติดตามจักรพรรดินีหญิงเข้าสู่ด่านเยี่ยนเหมิน

หลี่หยวนอิงก็เป็นดั่งที่เขารับปากกับเจียงไหลเอาไว้ หลังจากกลับเข้าเมืองไปเป็นคนแรก เขาก็เกลี้ยกล่อมบรรดานายทหารที่เข้าร่วมการก่อกบฏในครั้งนี้ ให้ไปคุกเข่าอยู่หน้าเมืองด่านเยี่ยนเหมินทั้งหมด

นอกเหนือจากผู้ที่พลีชีพในสนามรบ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง เหลือรวมทั้งสิ้นสี่ร้อยยี่สิบคน

จบบทที่ บทที่ 40 ชายผู้ที่อยู่เบื้องหลังจักรพรรดินีหญิง

คัดลอกลิงก์แล้ว