- หน้าแรก
- ยุคเก้าศูนย์ เริ่มต้นจากการขายผักสู่เส้นทางมหาเศรษฐี
- บทที่ 15 เริ่มต้นเส้นทางแม่ค้ามือใหม่
บทที่ 15 เริ่มต้นเส้นทางแม่ค้ามือใหม่
บทที่ 15 เริ่มต้นเส้นทางแม่ค้ามือใหม่
เรื่องการรื้อถอนและเวนคืนที่ดินดูเหมือนจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไรนัก
จากประสบการณ์ของอวี้หลิง เธอรู้สึกว่าเรื่องที่ป่าวประกาศไปทั่วตั้งแต่แรกเริ่มมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
ในทางกลับกัน แบบที่มีประกาศออกมาอย่างกะทันหันมักจะน่าเชื่อถือกว่า
อย่างเช่นเขตเมืองใหม่สยงอัน ในเมืองเล็กๆ อย่างสงอัน ก่อนที่จะถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจ ไม่มีชาวบ้านคนไหนรู้เรื่องนี้เลย จนกระทั่งมีประกาศออกมาอย่างสายฟ้าแลบ
แน่นอนว่าบางคนก็หูตาไว ว่ากันว่าครึ่งเดือนก่อนประกาศจะออก มีคนหอบเงินสดมากว้านซื้อบ้านและที่ดิน ในขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นต่างพากันหัวเราะเยาะ
หาว่า 'มีเงินแต่ไร้สมอง' บ้างล่ะ 'มีเงินร้อนจนต้องรีบใช้' บ้างล่ะ ที่มาซื้อบ้านในที่ทุรกันดารของพวกเขา
แต่พอผลปรากฏว่าเมื่อมีประกาศออกมา ราคาบ้านก็พุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงจุดที่น่าตกใจ
ป้าใหญ่บอกว่าที่นี่อยู่ติดกับตัวอำเภอ ดังนั้นโอกาสที่จะถูกรื้อถอนจึงมีสูงกว่า
แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันคงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่
ในระยะสั้น เธอรู้สึกว่าการเข้าไปขายผักในตัวอำเภอดูน่าจะเป็นไปได้มากกว่า
เรื่องนี้เชื่อถือได้ แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรดีล่ะ เธอสามารถขายผักได้ แม้จะไม่ค่อยชอบเข้าสังคมนัก แต่เมื่อเป็นเรื่องงาน เธอก็สามารถละทิ้งทิฐิและหน้าตาได้
เธอแค่ไม่รู้ว่าควรจะไปตั้งแผงขายตรงไหนในอำเภอถึงจะดีที่สุด
อวี้หลิงรู้สึกว่าเธอต้องการใครสักคนมาคอยชี้แนะ หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้ลู่ทางเสียก่อน
"ป้าใหญ่คะ ป้าใหญ่คิดว่าฉันจะรอดไหมคะถ้าไปขายผัก"
คุณย่าและป้าใหญ่ต่างก็อึ้งไป
ทั้งสองไม่คาดคิดมาก่อนว่าหญิงสาวจะวางแผนไปขายผักจริงๆ
"เดี๋ยวนะ อะไรทำให้หล่อนคิดอยากจะไปขายผักล่ะ"
คุณย่าชะงักด้วยความประหลาดใจก่อนจะเอ่ยปากถาม
"ก็ เหมี่ยวเหมี่ยวโตขึ้นทุกวัน อีกไม่กี่ปีก็ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว ฉันจะมัวแต่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยทุกวันไม่ได้หรอกค่ะ"
อวี้หลิงไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใดเลย
"ฉันลองคิดดูแล้ว ในเมื่อฉันยังสาว แถมยังทำนาทำไร่หนักๆ ไม่ไหว ฉันก็ควรหาอะไรทำเสียหน่อย
ฉันนอนคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว คิดว่าขายผักก็น่าจะดีเหมือนกัน อาศัยช่วงตลาดนัดไปขายสักครึ่งค่อนวันแล้วค่อยกลับมา มันยืดหยุ่นดีแถมยังไม่เสียเวลาเลี้ยงลูกด้วย"
นี่คือความจริงใจจากเธอ
คุณย่ารู้สึกไม่สบายใจนัก เกรงว่าเธอแค่นึกสนุกทำไปตามอารมณ์ชั่ววูบ
ทว่าป้าใหญ่กลับมองว่าเป็นเรื่องดี เมื่อก่อนเด็กคนนี้ภายนอกดูฉลาดเฉลียวแต่แท้จริงแล้วกลับหัวกลวงไปสักหน่อย
ตอนนี้รู้จักทำมาหากินและคิดจะใช้ชีวิตอย่างจริงจังเสียที ในที่สุดก็รู้จักเป็นฝ่ายเข้าหาโอกาสบ้างแล้ว
"ขายผักก็ดีเหมือนกัน เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น เลยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ไม่จำเป็นต้องไปตั้งแผงถึงในตัวอำเภอหรอก แค่ไปตามตลาดนัดหรือตั้งแผงริมถนนแถวนี้ก็พอแล้ว"
"ริมถนนแถวนี้หรือคะ"
"แผงขายของริมถนนน่ะขายดีจะตายไป ถ้าหล่อนอยากไป เดี๋ยวฉันจะพาไปลองดูสักตั้ง"
"เดี๋ยวก่อน คุณพี่สะใภ้ หล่อนจะไปจริงๆ หรือนี่"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ" อวี้หลิงมุ่งมั่นตั้งใจจริง
เธอรู้ดีว่าคนแก่คนเฒ่ามักจะลังเลและหวาดกลัวไปเสียทุกเรื่อง กลัวที่จะทำตัวโดดเด่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
แต่เธอไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว จะให้พึ่งพาสามีเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียวงั้นหรือ?
สามีในนามคนนี้ยังไม่ทันจะได้กลับมาบ้านด้วยซ้ำ โทรศัพท์ก็ไม่มี จดหมายสักฉบับเธอก็ยังไม่เคยเห็น
เธอรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้พึ่งพาไม่ได้หรอก
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นแหละดีกว่าไปหวังพึ่งผู้ชายเป็นไหนๆ
"ฉันจะไปค่ะ ฉันจะตามป้าใหญ่ไปลองดูก่อน ถ้ามันไม่เวิร์ก เราค่อยหาวิธีอื่นกัน"
สองป้าหลานตัดสินใจเด็ดขาด
ช่วงบ่ายคล้อย ป้าใหญ่จึงช่วยเธอจัดเตรียมผัก
เธอเดินตามคุณย่าเข้าไปในทุ่งข้าวโพดและช่วยกันเก็บแตงกวาป่าริมรั้ว ไม่นานพวกเธอก็เก็บได้ถึงสองถังเต็มๆ
อวี้หลิงไม่ทันสังเกตเลยว่าคุณย่าปลูกเอาไว้เยอะขนาดนี้ ปกติเธอเห็นแค่ตอนที่ท่านเข้าไปหาแตงกวาแก่ๆ มาสับให้ไก่กินเท่านั้น
"ป้าใหญ่คะ แบบนี้มันไม่แก่เกินไปหรือคะ"
"เอาไปเถอะ ยายแก่บางคนก็ชอบกิน แถมบางคนยังชอบเอาแตงกวาแก่ไปต้มซุปด้วยนะ"
หลังจากเก็บแตงกวาเสร็จ พวกเธอก็ไปเก็บมะเขือเทศ จากนั้นก็ย้ายไปที่ลานบ้านฝั่งตะวันตกเพื่อตัดกุยช่าย เด็ดผักบุ้ง และเก็บถั่วแปบ
ผักสดนานาชนิดถูกจัดลงตะกร้าได้สี่ห้าใบ
คุณย่ายังยกตะกร้าไข่ไก่ออกมาอีกใบด้วย
"ทำไมถึงเอาไข่ออกมาด้วยล่ะคะ"
"ไก่ที่บ้านเราไข่ออกมาน่ะสิ มันออกวันละนิดวันละหน่อย ฉันเลยเก็บสะสมเอาไว้ หล่อนเอาไปลองขายดูสิ"
โชคดีที่วันนี้ป้าใหญ่ขี่รถสามล้อมา ของทั้งหมดจึงบรรทุกได้พอดีเป๊ะ
ทั้งสองคนออกเดินทางหลังบ่ายสามโมง
อวี้หลิงนั่งประคองตะกร้าไข่อยู่ท้ายรถสามล้อ พลางนึกสงสัยว่าทำไมถึงต้องออกไปเอาป่านนี้
เวลาแบบนี้จะมีใครมาซื้อของอีกหรือ
พอไปถึงที่หมาย เธอถึงได้กระจ่างใจ
ป้าใหญ่พาเธอขี่ไปตามถนนสายหลักของตลาดหมู่บ้าน เลี้ยวตรงสี่แยก ขับต่อไปอีกหน่อย เลี้ยวอีกครั้ง แล้วบ้านเรือนก็เริ่มปรากฏให้เห็นขนาบข้างสองฝั่งถนน
อวี้หลิงสังเกตอย่างละเอียด ที่นี่คือทางแยกแห่งหนึ่ง ข้างหน้ามีโรงพยาบาล และฝั่งตรงข้ามเป็นกลุ่มอาคารสามชั้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอาคารบ้านพัก
เลียบไปตามอีกฝั่งมีลานบ้านกว้างขวางหลายแห่ง อวี้หลิงสายตาดีทีเดียว เธอจึงพอมองออกว่าพวกมันคืออาคารที่ทำการของหน่วยงานรัฐ ทั้งศาลากลาง ศาล กรมสรรพากร และสถานีตำรวจ
ที่แท้สถานที่เหล่านี้ก็มารวมกันอยู่ที่นี่เอง
ถัดไปอีกฝั่งดูเหมือนจะมีร้านค้าและโรงงาน
ถือว่าไม่เลวเลย ผู้คนพลุกพล่านใช้ได้ ป้าใหญ่จอดรถสามล้อไว้ริมถนนใกล้กับอาคารบ้านพัก
"ถ้าเรามีโทรโข่งสักอันคงจะดีไม่น้อย"
ป้าใหญ่หยิบตาชั่งขนาดเล็กออกมา แล้วเข็นรถสามล้อเข้าไปหลบใต้ร่มไม้ใหญ่
สองป้าหลานปักหลักรอกันตรงนั้น
"จะมีคนมาซื้อของแถวนี้หรือคะ"
"มีสิ แต่จะขายดีแค่ไหนก็คงต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน เอาล่ะ ก่อนอื่นฉันจะสอนวิธีดูตาชั่งให้หล่อนก่อนก็แล้วกัน"
ป้าใหญ่ถือตาชั่งขนาดเล็กไว้ในมือแล้วเริ่มสอนวิธีใช้ให้กับเธอ
นี่เป็นครั้งแรกที่อวี้หลิงได้เห็นของแบบนี้ ในยุคของเธอ ซูเปอร์มาร์เก็ตใช้ตาชั่งดิจิทัลกันหมดแล้ว แค่วางของลงไปแล้วกดปุ่มก็เสร็จสิ้น เธอไม่คุ้นเคยกับตาชั่งแบบคานเหวี่ยงและตุ้มน้ำหนักอันแสนโบราณนี้เอาเสียเลย
แต่ถึงอย่างไร ภายในร่างนี้ก็เป็นวิญญาณของผู้ใหญ่คนหนึ่งและไม่ได้งุ่มง่ามอะไร เธอจึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่พวกเธอกำลังง่วนอยู่กับตาชั่ง ก็มีคุณย่าสองสามคนเดินตรงเข้ามา
"มีอะไรขายบ้างล่ะเนี่ย"
"อ้าว ขายผักหรอกหรือ! ฉันก็นึกว่าพวกเธอขายแตงโมเสียอีก!"
"ไม่มีแตงโมหรอกจ้ะ แต่เรามีแตงกวานะ เป็นแตงกวาป่าจากสวนของเราเอง เอาไปล้างน้ำเย็นๆ รับรองว่ากรอบอร่อยเชียวล่ะ"
ขณะที่ป้าใหญ่พูด หล่อนก็เอื้อมมือไปหยิบแตงกวามาเช็ดทำความสะอาด แล้วยื่นให้คุณย่าคนที่ถาม
คุณย่าไม่ได้รังเกียจ หล่อนหักครึ่งแล้วกัดดังกร้วม
"ขายยังไงล่ะ"
"จินละห้าเหมาจ้ะ"
"ห้าเหมาทุกอย่างเลยหรือเปล่า"
"ยกเว้นไข่นะ ผักทุกอย่างจินละห้าเหมาจ้ะ ส่วนไข่ขายเป็นกำมือนึง—กำละสองหยวน"
กลุ่มคุณย่าชะโงกมองผักบนรถสามล้อ
พวกมันดูดีทีเดียว ทั้งกุยช่ายและผักใบเขียวอื่นๆ ก็ค่อนข้างสดใหม่
แถมราคาก็เท่ากับแผงขายของตามท้องตลาด
คุณย่าคนหนึ่งอยากจะซื้อไข่
ไข่ที่บ้านหล่อนหมดเร็วมาก
ในตอนเช้า หลานชายและหลานสาวตัวน้อยอยากกินไข่ดาว ส่วนลูกชายและลูกสะใภ้อยากกินไข่ต้ม คนแก่อย่างหล่อนไม่ต้องกินก็ได้ แต่นั่นก็ปาเข้าไปสี่ฟองสำหรับมื้อเช้าแค่มื้อเดียวแล้ว
บางครั้งก็ต้องใส่ลงไปในเมนูผัดหรือซุปอีกฟอง หล่อนจึงต้องออกมาซื้อไข่ทุกๆ สองสามวัน
ไข่สองกำที่หล่อนเพิ่งซื้อไปเมื่อสองสามวันก่อน ตอนนี้เกลี้ยงไม่มีเหลือแล้ว
"แล้วไข่พวกนี้ล่ะ"
"ไข่พวกนี้ไก่ของเราไข่ออกมาเองจ้ะ ชาวบ้านอย่างเราไม่ใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูปหรอกนะ เป็นไข่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติน่ะ เราเก็บสะสมเอาไว้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพราะกินกันไม่ทัน มีแค่นี้แหละจ้ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งหน้าจะมีมาขายอีกเมื่อไหร่"
คุณย่ามองดูไข่ไก่ พวกมันฟองเล็ก ซึ่งเป็นลักษณะของไข่จากไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยจริงๆ
"ฉันเอาสองกำก็แล้วกัน" หล่อนบอก พอเห็นป้าใหญ่กำลังจะหยิบไข่ใส่ถุงพลาสติก หล่อนก็รีบห้ามไว้ทันที
ถ้าหิ้วกลับไปแบบนั้น ไข่คงแตกไปหลายฟองแน่
"รอตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันกลับไปเอาตะกร้าก่อน"
คุณย่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไป และกลับมาในอีกไม่กี่อึดใจพร้อมกับตะกร้าพลาสติกใบเล็ก
ป้าใหญ่กำลังง่วนอยู่กับการชั่งกุยช่ายให้ลูกค้า อวี้หลิงจึงอาสาเป็นคนหยิบไข่ให้เอง
แต่พอเธอเตรียมจะลงมือ ก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเธอไม่รู้เลยว่าไข่ "หนึ่งกำ" มันมีกี่ฟองกันแน่