- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 235 ความดันโลหิตพุ่งปรี๊ด
235 ความดันโลหิตพุ่งปรี๊ด
235 ความดันโลหิตพุ่งปรี๊ด
ทันทีที่ดันเต้ตามเสียงแผ่วเบานั้นมาจนถึงห้อง เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แผ่นหลังและสีผมที่เขาเห็นบนโซฟานั้นมันคุ้นตาจนน่าตกใจ เขาไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกับมอเรียนในคุกแห่งนี้
ตามตรรกะแล้ว มอเรียนจะไม่ยอมเสนอหน้ามาท้าทายโลกเงาจนกว่าจะถึงวันแรกของเดือนคู่เสียด้วยซ้ำ แถมเขายังนึกไม่ออกเลยว่าด้วยระดับพลังของมอเรียน ทำไมถึงได้กล้าบุกเข้ามาในโลกเงาระดับ 7 ด้วยตัวคนเดียวแบบนี้
และที่สำคัญที่สุด...มอเรียนไม่ได้มีพาร์ตี้มาด้วยสักคน
แต่พอลองไล่เรียงดูใหม่ ในโลกเงาแห่งนี้ นอกจากสมาชิก 4 คนที่มาด้วยการ์ดปาร์ตี้ของทีม ‘จิตใจอันงดงาม’ แล้ว ถ้าบวกมอเรียนเข้าไป ก็จะเหลือผู้ท้าทายปริศนาอีกเพียงคนเดียวเท่านั้น คนสุดท้ายคนนั้นน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยอุดช่องว่างพลังรบของมอเรียนในโลกเงาระดับ 7 ได้ ซึ่งแปลว่าต้องเป็นพวกระดับปีศาจตัวจริงเสียงจริงแน่ๆ เมื่อคิดได้แบบนั้น ดันเต้ก็เริ่มเบาใจลงนิดหน่อย
เขาหันไปหาอัลทิส พยักหน้าให้เป็นเชิงรับทราบก่อนจะเข้าเรื่อง
“ข้าต้องการซื้อข้อมูล ทรัพยากรพิเศษ สิทธิ์การเข้าถึงชั้นนี้...แล้วก็ตัวนักโทษคนนี้ด้วย”
จากบทเรียนราคาแพงที่เคยใช้ 50 แต้มปีศาจเปย์ซื้ออาจารย์แมวมาตรงๆ ดันเต้สรุปกับตัวเองได้ทันทีว่า วิธีที่ง่ายที่สุดในการช่วยใครสักคนกลับมาก็คือการ ‘ใช้เงินแก้ปัญหา’ ตราบใดที่ราคาไม่แรงจนเกินไป เขาก็ถือว่าเป็นการใช้เงินซื้อเวลาแล้วกัน
“ชั้นนี้ไม่มีทรัพยากรพิเศษหรือสิทธิ์เข้าถึงอะไรทั้งนั้น ข้อมูลน่ะขายให้ได้ แต่นักโทษคนนี้...ขายไม่ได้”
อัลทิสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใย
ตั้งแต่เริ่มคุยกันมา ดันเต้สัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ แม้หัวหน้าผู้คุมคนนี้จะแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบขี้หน้าเขา แถมเธอก็ไม่ได้ดูมีเจตนาจะฆ่าแกงอะไร แค่ดูจะรำคาญเขาเสียมากกว่า
“เจ้าบอกแค่ว่าขายไม่ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าส่งตัวเขาให้ข้าไม่ได้นี่ แสดงว่าข้ายังมีวิธีอื่นที่จะพาเขาออกไปใช่ไหม?”
ดันเต้รุกต่อทันที
เขาพอจะเดาออกว่ามอเรียนต้องเอาข้อมูลระดับสูงไปเดิมพันอะไรบางอย่างกับอัลทิสไว้แน่ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมเสียเวลามานั่งต่อปากต่อคำกับเขาขนาดนี้แน่
อัลทิสพยักหน้าอย่างขัดใจ ก่อนจะปรายตาไปทางมอเรียนแล้วถามขึ้น
“เจ้าเต็มใจจะไปกับนางไหม? ดูเผ่าพันธุ์นางให้ดีๆ ที่นี่เจ้าอาจจะอยู่ได้อีกนาน แต่ถ้าไปกับนาง...เจ้าอาจจะตายภายในวันเดียวด้วยซ้ำ”
สำหรับอัลทิสแล้ว มนุษย์คนนี้คือกรณีพิเศษ เป็นวัตถุวิจัยชิ้นสำคัญที่เธอไม่อยากเสียไปง่ายๆ
“ไม่มีปัญหา ผมไปกับเธอได้ รบกวนทำตามสัญญาด้วย”
มอเรียนที่นอนพิงโซฟาอยู่ตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน เขาหันหน้ากลับมามองด้วยท่าทีผ่อนคลาย
'ก็แค่ปีศาจปลอมตัวมา จะอันตรายสักแค่ไหนกันเชียว?'
ทว่า...วินาทีที่มอเรียนเห็นหน้าของผู้คุมชัดๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าทันที แม้แต่มอเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องความสุขุมเยือกเย็นก็ถึงกับชะงักกึกไปครู่หนึ่ง เขาขยี้ตาตัวเองแรงๆ มองซัคคิวบัสสาวผมเทาตาสีน้ำเงินตรงหน้าด้วยความสับสนระดับสูงสุด
“ข้า...!”
มอเรียนเกือบจะหลุดอุทานออกมา นี่เขากำลังฝันร้ายอยู่หรือเปล่า? โลกเงาจงใจจะแกล้งเขาใช่ไหม?! พวกคนโบราณพูดไม่ผิดจริงๆ! ประตูโลกเงาแบบนี้ ห้ามสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปเด็ดขาด!
ถ้าใช้ตรรกะวิเคราะห์ มอเรียนควรจะสงสัยก่อนว่าผู้หญิงคนนี้หน้าเหมือนดันเต้ หรือเป็นพี่น้องฝาแฝดกันแน่ แต่พอเขาเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของยัยซัคคิวบัสคนนี้ ความมั่นใจก็พุ่งปรี๊ดทันที
'ยัยนี่คือดันเต้ชัวร์!'
สันหลังของเขาเริ่มเย็นวาบ ถ้าดันเต้มาได้ โคนีเลียก็ต้องมาด้วย และในเมื่อนี่คือโลกเงาระดับ 7 โคลอิกซ์ก็ต้องมาด้วยใช่ไหม?! ถึงเขาจะเคยปั่นหัวโคลอิกซ์มาบ้าง แต่เขาก็ยังเชื่อว่าคนใจดีอย่างโคลอิกซ์คงไม่คิดจะเล่นงานเขา แต่ปัญหาคือ...โคลอิกซ์คลุกคลีกับดันเต้มานานขนาดนี้ จะยังเป็นโคลอิกซ์คนเดิมที่แสนดีอยู่หรือเปล่า?
มอเรียนจินตนาการไม่ออกเลยว่า ถ้าเขาถูกทั้งสามคนนี้รุมจับได้ สภาพของเขาจะเป็นยังไง โลกเงาครั้งนี้สยองกว่าครั้งก่อนที่เจอแค่ดันเต้กับโคนีเลียหลายเท่าตัวนัก!
อัลทิสสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของมอเรียน เธอแปลกใจที่มนุษย์คนนี้มีอารมณ์ที่แปรปรวนได้รวดเร็วขนาดนี้ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เธออยากวิจัยเขามากขึ้นไปอีก
“สรุปเจ้าจะไปกับนาง หรือจะอยู่ที่นี่?”
อัลทิสถามซ้ำ เพราะท่าทีของมอเรียนดูเหมือนจะเปลี่ยนจาก ‘ยอมรับชะตากรรม’ กลายเป็น ‘อยากหนีไปให้พ้นๆ’ แทน
มอเรียนมองสลับระหว่างอัลทิสกับดันเต้ ในหัวเขารู้สึกเหมือนเห็นภาพลวงตา อัลทิสดูเหมือนทูตสวรรค์ ส่วนยัยซัคคิวบัสผมเทาคนนี้ต่างหากที่เป็นทูตจากนรก!
เขาลังเลมาก...
ถ้าอยู่ที่ชั้น 4 ต่อไป เขาก็จะปลอดภัย แต่ถ้าตามดันเต้ไป สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าอาจจะเป็นนรกของจริง! แต่มันก็หนีไม่พ้น...เขาต้องคำนึงถึงระดับความอันตรายของโลกเงาระดับ 7 ที่อาจลามไปถึงโลกความจริงด้วย หากปล่อยให้ภารกิจล้มเหลวเพียงเพราะความขี้ขลาดของเขา สมาพันธ์ราชอาณาจักรคงออกหมายจับระดับสูงสุดไล่ล่าเขาแน่ ถ้าต้องโดนทั้งลัทธิคืนชีพและสมาพันธ์ไล่ล่าพร้อมกัน แบบนี้มอเรียนคงไม่มีที่ให้ซ่อนตัวอีกต่อไปแน่
“หึหึ”
ดันเต้ลอบขำเมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมอเรียน เขาดูจะบันเทิงใจกับความทรมานนี้เป็นพิเศษ
และในที่สุด หลังจากดิ้นรนทางความคิดอย่างหนัก มอเรียนก็ตัดสินใจได้
“ผม...จะไปกับเธอ”
เขาหลับตาลง พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่นเหมือนคนยอมจำนนต่อโชคชะตา
“...”
อัลทิสนิ่งเงียบไป เธอคิดว่าตัวเองเป็นนักวิชาการปีศาจที่เข้าใจมนุษย์ดีที่สุดแล้ว แต่กระบวนการทางจิตใจของหมอนี่มันอะไรกัน? แค่ไม่กี่วินาที อารมณ์เขาก็พุ่งจากสวรรค์ลงสู่นรกได้ในแนวดิ่งเลยเหรอ?
เธอสรุปเอาเองว่า คงเป็นเพราะซัคคิวบัสคนนี้ใช้เทคนิคยั่วยวนที่สกปรกและต่ำช้าจนทำให้สมองมนุษย์รวนแน่ๆ อัลทิสถอนหายใจยาว พลางมองดันเต้ด้วยสายตาตำหนิ
“ข้าจะยอมให้เจ้าพาเขาไป แต่ห้ามใช้ ‘ตัวอย่างวิจัย’ อันล้ำค่าของข้ามาตอบสนองสัญชาตญาณต่ำต้อยของเจ้าจนเขาพังเสียล่ะ”
“ข้ารับประกันว่าจะไม่ทำแบบนั้นอย่างแน่นอน ท่านอัลทิส...จะบอกความจริงให้ก็ได้ ว่าข้าเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยมนุษย์เหมือนกัน”
ดันเต้รู้สึกว่าอัลทิสกำลังอคติกับซัคคิวบัสเกินไปหน่อย ดูจากท่าทางแล้ว เธอคงไม่อยากให้เขาพามอเรียนไปง่ายๆ แน่
“หึหึ...ข้าเพิ่งเคยได้ยินซัคคิวบัสพูดคำว่า ‘วิจัย’ ต่อหน้าข้าเป็นครั้งแรกเลยนะ”
อัลทิสแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน
“สิ่งที่เจ้าเรียกว่า ‘วิจัย’ มันก็แค่เทคนิคที่พวกเจ้าใช้ล่ามนุษย์เพื่อสนองสัญชาตญาณดิบของตัวเองเท่านั้นแหละ คนอย่างเจ้าเนี่ยนะจะเข้าใจมนุษย์?”
“ข้าเข้าใจมนุษย์มากกว่าท่านอีก!”
ดันเต้เริ่มมีโทสะ ถ้าจะมาหาเรื่องกันแบบนี้เขาก็พร้อมบวกเสมอ ถ้าเขากับมอเรียนร่วมมือกัน ยัยปีศาจที่ปากเสียคนนี้ก็ใช่ว่าจะจัดการไม่ได้
เขาอุตส่าห์พยายามทำตัวเป็นเยาวชนตัวอย่างที่แสนดีแท้ๆ แต่ทำไมต้องมาโดนปีศาจตำหนิแบบนี้ตลอดเวลาด้วย!
ลัทธิคืนชีพจะบอกว่าเขาเป็นปีศาจ เขาก็ยังยอมรับได้ ถือว่าให้เกียรติคนตาย ทาทาก็ว่าเป็นปีศาจ เขาก็ไม่ถือสา เพราะเด็กยังไม่ประสีประสา...
แต่ทำไมเผ่าปีศาจชั้นสูงอย่างอัลทิส ต้องมาทำตัวสูงส่งแล้วชี้นิ้วสั่งเขาเหมือนเขาเป็นพวกชั้นต่ำแบบนี้ด้วยเล่า!