- หน้าแรก
- ชีวิตมหาเศรษฐีอย่างผมเนี่ยเป็นตัวร้ายตัวจริงนะจะบอกให้
- บทที่ 29 งานเลี้ยงสมาคมติ่งเฟิง
บทที่ 29 งานเลี้ยงสมาคมติ่งเฟิง
บทที่ 29 งานเลี้ยงสมาคมติ่งเฟิง
บางครั้ง การจูบก็ทำให้คนเสพติดได้จริงๆ
อย่างเช่นซู่เสี่ยวเสี่ยวในตอนนี้ หลังจากที่ได้รู้ซึ้งถึงคำว่า 'ลงโทษ' ของฉินหลาง เธอก็เอาแต่ท้าทายอำนาจของคุณชายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือพูดอีกอย่างก็คือ เธอกำลังเรียกร้องหาการลงโทษทางอ้อมอยู่นั่นเอง
หลังจากลงโทษไปสองสามครั้ง ฉินหลางก็เริ่มรู้สึกหมดสนุก
ไม่ใช่ว่าเขาหมดความสนใจในตัวซู่เสี่ยวเสี่ยวแล้ว
แต่เขาไม่กล้าต่างหาก!
เสื้อกันหนาวตัวน้อยที่ทั้งอ่อนโยน รู้ความ และเอาใจใส่ แถมยังมีใบหน้าที่สะสวยปานนี้ ต่อให้เป็นบุรุษผู้มีใจหนักแน่นดั่งหินผา กลับชาติมาเกิด ก็เกรงว่าจะรับมือไม่ไหวเหมือนกัน
แต่ทว่า หากไปปลุกปั่นจุดไฟปรารถนาในใจให้ลุกโชนขึ้นมาแล้วจะทำยังไงล่ะ?
ฉินหลางไม่คิดจะทำตัวไม่สนอกสนใจความรู้สึกของซู่เสี่ยวเสี่ยวในค่ำคืนดึกดื่นแบบนี้หรอกนะ!
ค่ำคืนอันแสนหวานและหอมหวน ผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา
...
วันรุ่งขึ้น ช่วงบ่าย
ภายใต้การชี้แนะของฉินหลาง ซู่เสี่ยวเสี่ยวในชุดกี่เพ้าลายดอกไม้เล็กๆ กำลังช่วยชงชาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
รูปร่างอันอรชรอ้อนแอ้น ถูกเน้นให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้นภายใต้ชุดกี่เพ้าที่รัดรูปร่าง
รอยผ่าด้านข้างอยู่ค่อนข้างต่ำ ลงมาถึงระดับหนึ่งนิ้วใต้หัวเข่า ระหว่างที่เดินยกชา กลิ่นหอมก็พัดโชย เผยให้เห็นผิวพรรณเนียนละเอียดแวบๆ
ในตอนนั้นเอง จวินซื่อก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน "คุณชาย! ทางตระกูลไป๋..."
เมื่อเห็นว่าซู่เสี่ยวเสี่ยวก็อยู่ด้วย คำพูดที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากก็ถูกกลืนกลับลงไปทันที พร้อมกับก้มหน้าลงโดยสัญชาตญาณ
ซู่เสี่ยวเสี่ยวมองฉินหลางด้วยความว่าง่ายและรู้ความ ก่อนจะเดินออกจากห้องชาไป
"จะลนลานอะไรขนาดนั้น? มีอะไรก็นั่งลงดื่มชาก่อน ค่อยๆ พูด" ฉินหลางโบกมือด้วยท่าทีเรียบเฉย
จวินซื่อทิ้งตัวลงนั่ง กระดกชาหลงจิ่งซีหูรวดเดียวหมดจอกราวกับวัวเคี้ยวโบตั๋นโดยไม่ลิ้มรสชาติ ก่อนจะรีบรายงานข่าวที่ได้รับมาทันที "ทางตระกูลไป๋เกิดเรื่องแล้ว ไป๋เสี่ยวอวิ๋นถูกลักพาตัวไประหว่างทางกลับบ้าน!"
ฉินหลางร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง "รู้เบาะแสของไป๋เสี่ยวอวิ๋นตอนนี้ไหม?"
จวินซื่อมีสีหน้างุนงง ในสายตาของเขา พี่น้องตระกูลไป๋สนิทสนมกับคุณชายถึงขนาดนี้แล้ว พอรู้ข่าวว่าไป๋เสี่ยวอวิ๋นถูกลักพาตัวไป คุณชายยังสามารถนิ่งเฉยได้ขนาดนี้ มันช่างแปลกประหลาดจริงๆ!
เขาพยักหน้า "คนของเราอยู่ข้างนอก แต่พวกที่ลักพาตัวไป๋เสี่ยวอวิ๋นวางแผนมานานแล้ว ผมตั้งใจว่าจะนำคนไปช่วยด้วยตัวเอง"
"ยังไม่ต้องรีบ" ฉินหลางส่ายหน้า "ถอนกำลังคนที่สะกดรอยตามฝั่งไป๋เสี่ยวอวิ๋นกลับมาเถอะ เหลือไว้เผื่อฉุกเฉินแค่คนเดียว แค่ให้รู้สถานที่ซ่อนตัวก็พอแล้ว"
สำหรับเรื่องที่ไป๋เสี่ยวอวิ๋นถูกลักพาตัว เขาจำรายละเอียดได้ขึ้นใจมาตั้งนานแล้ว ย่อมไม่แสดงท่าทีประหลาดใจอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น พวกที่ลักพาตัวไป๋เสี่ยวอวิ๋นไป ก็แค่ต้องการข่มขู่เท่านั้น พวกมันมองเธอเป็นแค่หมากต่อรอง ไม่ได้มีความคิดอื่นใดแอบแฝง และยิ่งไม่มีทางไปทำร้ายเธออย่างแน่นอน
"ตกลง เดี๋ยวผมไปจัดการให้" ต่อให้ในใจของจวินซื่อจะสงสัยมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางขัดความประสงค์ของฉินหลางเด็ดขาด
เขาเป็นคนสนิทของฉินหลาง ไม่ใช่บอดี้การ์ดของตระกูลไป๋ จะไปสนใจอะไรให้มากมาย?
...
เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกหนึ่งวัน
เมื่อถึงเวลาเข้าร่วมงานเลี้ยงสมาคมติ่งเฟิง
ภายนอกคฤหาสน์ จวินซื่อได้จอดรถรออยู่ก่อนแล้ว
ฉินหลางยืนอยู่หน้าประตู ซู่เสี่ยวเสี่ยวราวกับเป็นภรรยาตัวน้อยที่คอยดูแลอยู่กับบ้าน เธอกำลังช่วยจัดคอเสื้อให้เขา พร้อมกับเอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย "คุณชาย เวลาอยู่ข้างนอกต้องระวังตัวให้มากหน่อย อย่าอยู่ห่างจากพี่จวินซื่อมากเกินไปนะ"
"ฝั่งของเย่เฟิง ฉันได้เตือนเขาไปแล้ว แต่ฉันก็ยังกลัวว่าเขาจะทำเรื่องที่ทำร้ายคุณชายอีก"
"ติ๊ง! แต้มโชคชะตาของบุตรแห่งโชคชะตา เย่เฟิง ลดลง 500 ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับแต้มวายร้าย +5000"
ฉินหลางลูบศีรษะของซู่เสี่ยวเสี่ยวด้วยความเอ็นดู เขาสามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้เด็กสาวคนนี้กำลังเป็นห่วงเขาจากใจจริง กลัวว่าเขาจะได้รับอันตราย
จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาเป็นฝ่ายก้มลงประทับรอยจูบบนริมฝีปากเล็กๆ ของเธอ พร้อมเอ่ยปลอบประโลม "วางใจเถอะ อยู่บ้านเป็นเด็กดี รอฉันกลับมานะ"
ซู่เสี่ยวเสี่ยวส่งเสียงตอบรับเบาๆ ในลำคอ
เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มองดูรถมายบัคที่ขับพาฉินหลางแล่นห่างออกไป เนิ่นนานก็ยังไม่ยอมละสายตา
ติ่งเฟิงอินเตอร์เนชันแนล!
อาคารสัญลักษณ์สูงตระหง่านกว่าร้อยชั้นที่ตั้งโดดเด่นอยู่ในเมืองเทียนไห่
รถสปอร์ตหรูหราแล่นสวนทางกันขวักไขว่ไม่ขาดสาย
ฉินหลางในชุดสูทสีดำสนิท บังเอิญพบกับมู่หยูเยียนที่แต่งกายมาอย่างหรูหราอลังการตรงทางเข้างานเลี้ยงพอดี
ชุดราตรีสีน้ำเงิน ชายกระโปรงยาวพลิ้วไหว สวมรองเท้าแก้วใสกระจ่าง ราวกับเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ชั้นสูง ช่างดูสูงส่ง สง่างาม และเหมาะสมอย่างยิ่ง
"นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว!" มู่หยูเยียนเดินเข้าไปหา เป็นฝ่ายคล้องแขนฉินหลางไว้แน่น เพราะกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด เธอจึงรีบอธิบาย "ในงานเลี้ยงแบบนี้ ผู้ชายทุกคนต้องมีคู่ควงมาด้วย ฉันไม่อยากไปอยู่กับคนที่ไม่สนิทนี่นา"
"นั่นมันก็แน่อยู่แล้ว เธอเป็นแฟนของฉันนะ ถ้าไปขลุกอยู่กับผู้ชายคนอื่น มันจะดูเป็นยังไงล่ะ?" ฉินหลางแค่นเสียงเย็น "ถ้าฉันเห็นว่าใครกล้าคิดมิดีมิร้ายกับเธอ ฉันจะทุบหัวมันให้แหลกเลย!"
"ป่าเถื่อน!" มู่หยูเยียนกลอกตาอย่างมีเสน่ห์ เอ่ยด่าด้วยความหมั่นไส้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ได้ยินฉินหลางพูดแบบนี้ เธอคงแทบอยากจะเตะเขากระเด็น แล้วหนีไปให้ไกลๆ เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อความเสเพลจากเขา
แต่ตอนนี้ เธอรู้สึกว่าการที่แฟนของตัวเองทำตัวเผด็จการแบบนี้ มันก็ให้ความรู้สึกที่ไม่เลวเลยนะ?
ทั้งสองคล้องแขนกัน เดินฝ่าฝูงชนเข้าไปด้านใน เป็นระยะๆ ก็จะมีคนเข้ามาขอชนแก้วกับมู่หยูเยียนและพูดคุยด้วยสองสามประโยค
บางคนก็หวังจะเข้ามาตีสนิท บางคนก็หวังจะหาลู่ทางร่วมธุรกิจ
มู่หยูเยียนเองก็ไม่ปฏิเสธใคร พยักหน้าทักทายตอบ และพูดคุยธุรกิจพอเป็นพิธี
คนทำธุรกิจ ย่อมไม่สามารถปิดประตูอยู่แต่ในโลกของตัวเองได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีฉินหลางอยู่เคียงข้าง ยังจะต้องกลัวพวกทายาทเศรษฐีรุ่นสองพวกนั้นมาหาเรื่องอีกงั้นเหรอ?
เกรงว่าทายาทเศรษฐีพวกนั้นคงกำลังรนหาที่ตายเสียมากกว่า!
ไม่รู้หรือไงว่าตอนที่ฉินหลางอยู่ที่เมืองหลวง เขาคือยอดมงกุฎแห่งความเสเพลตัวท็อปเลยนะ?
"หมอนั่นใครวะ? เดินใกล้ชิดมู่หยูเยียนซะขนาดนั้น ทำไมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย โผล่มาจากไหนเนี่ย?"
"ชู่ว! อย่าพูดจาส่งเดชไป ระวังคนอื่นได้ยินเข้า หมอนั่นเป็นคู่หมั้นของประธานมู่ มาจากเมืองหลวง ล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด"
"ตดเถอะ! มาจากเมืองหลวงแล้วมันวิเศษวิโสมาจากไหน? เมืองเทียนไห่ของเราก็ไม่ใช่กระดาษเปื่อยๆ นะ เป็นมังกรมาก็ต้องขดตัว ฉันคนนึงล่ะที่ไม่เชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้!"
"เขาเป็นแขกที่ถูกคุณชายถังเชิญมาเป็นการส่วนตัว ถ้าแกไม่เชื่อก็ลองเข้าไปหาเรื่องดูสิ อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ เขาเป็นคนของตระกูลฉินแห่งเมืองหลวง ตระกูลฉินที่ออกข่าวภาคค่ำเมืองหลวงอยู่บ่อยๆ นั่นแหละ"
ซี้ด...
ทายาทเศรษฐีรุ่นสองที่เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปหาเรื่องถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
ตระกูลฉิน?
ตระกูลฉินของท่านผู้นั้นที่ปรากฏตัวในข่าวภาคค่ำเมืองหลวงน่ะเหรอ?
บัดซบเอ๊ย!
เทพเจ้าระดับนี้มาโผล่ที่เมืองเทียนไห่ได้ยังไง?
มารังแกไก่อ่อนงั้นเหรอ?
เมืองเทียนไห่แม้จะเจริญรุ่งเรือง แต่หากนำไปเทียบกับมหานครระดับนานาชาติอย่างย่านจิง ก็ดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ตระกูลเศรษฐีระดับท็อปจากเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ จะมาเยือนเมืองเทียนไห่ทำไม?
ต่อให้เป็นคนที่พ่ายแพ้ในศึกชิงตำแหน่งทายาทของตระกูลอย่างคุณชายถัง เมื่อมาถึงเมืองเทียนไห่ ก็ไม่ใช่คนที่พวกเขาสามารถไปล่วงเกินได้อยู่ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอย่างฉินหลางเลย?
ทายาทเศรษฐีรุ่นสองหลายคนที่มีใจให้กับมู่หยูเยียน แม้จะไม่กล้าเข้าไปหาเรื่อง แต่ภายในใจก็แอบด่าทอฉินหลางไปไม่รู้กี่รอบ
สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ฉินหลางไม่เพียงแต่เป็นคนของตระกูลฉินเท่านั้น แต่ยังเป็นทายาทสายตรงเพียงคนเดียว และเป็นผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวในอนาคตของตระกูลฉินอีกด้วย
หากรู้ความจริงข้อนี้เข้า มีหรือที่จะยังกล้ามีความคิดหาเรื่องแบบนี้? เกรงว่าคงจะรีบคลานเข่าเข้าไปเลียแข้งเลียขาตั้งนานแล้ว!