- หน้าแรก
- เมื่อผมแต่งหญิงสร้างตำนานในวงการบันเทิง
- บทที่ 203 งานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ!! เหล่าดารารวมตัว!!
บทที่ 203 งานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ!! เหล่าดารารวมตัว!!
บทที่ 203 งานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ!! เหล่าดารารวมตัว!!
คำพูดยังไม่ทันจบ
ผู้ชมด้านล่างก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดี
"ยอดไปเลย เทพธิดาจะออกมาแสดงอีกแล้ว!"
"เทพธิดา เทพธิดา ฉันรักคุณ"
ทั้งๆ ที่เป็นงานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ แต่ภายใต้เสียงเรียกขานของผู้ชมที่กระตือรือร้นเหล่านี้
กลับราวกับเป็นคอนเสิร์ตส่วนตัวก็ไม่ปาน
จูจวินเองก็มีสีหน้าตื่นเต้นเช่นกัน "เห็นเพื่อนๆ ผู้ชมมีความกระตือรือร้นขนาดนี้ ผมก็วางใจแล้วครับ บอกตามตรงว่าผมเองก็เป็นแฟนคลับของเทพธิดาเหมือนกัน ลำดับต่อไปคือช่วงเวลาพิเศษที่ทางทีมงานรายการกาล่าฤดูใบไม้ผลิจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษครับ
ที่เมืองเฟิ่งหยาง มณฑลอาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการสืบทอดวัฒนธรรมทางดนตรีที่พิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า 'งิ้วฮวากู่' แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป คนที่ฟังและดูงิ้วฮวากู่ก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ ไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ลองคิดดูสิครับว่า หากวัฒนธรรมพื้นบ้านที่ดีงามเช่นนี้ต้องเลือนหายไปในสายธารแห่งประวัติศาสตร์ มันจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากขนาดไหน ด้วยเหตุนี้ เทพธิดาจึงได้จับมือกับเซี่ยซือเหวิน ผู้สืบทอดงิ้วฮวากู่ รวมถึงเด็กๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น นำการแสดง 'งิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยาง' มามอบให้กับทุกคน ขอเสียงปรบมือต้อนรับด้วยครับ!"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป
เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องราวกับอสนีบาต
จูจวินเดินลงจากเวที
ม่านเวทีค่อยๆ ถูกดึงเปิดออก
กลางเวทีมีเด็กกลุ่มหนึ่งยืนอยู่
พวกเขาทั้งไร้เดียงสา เรียบง่าย อ่อนโยน และมีรอยยิ้มเปี่ยมล้นบนใบหน้า
ทั้งสองฝั่งมีหลวี่เฟิงและเซี่ยซือเหวินยืนอยู่
ที่นั่งผู้ชมตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที
เวลานั้น ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเป่าซั่วหน่าขึ้นมาเป็นเสียงแรก
ตามมาด้วยเสียงฆ้องและกลองเป็นจังหวะ
บรรยากาศทั่วทั้งงานก็สนุกสนานร่าเริงขึ้นมาทันที
เด็กๆ ร้องเพลงขึ้นพร้อมกัน
"มือซ้ายถือฆ้อง มือขวาถือกลอง
ในมือถือฆ้องและกลองมาร้องเพลง"
ฉากหลังของเวทีได้ฉายภาพทิวทัศน์ของมณฑลอานในช่วงยุค 70 ของศตวรรษที่แล้วสลับกันไปมา
กลุ่มชาวนานับไม่ถ้วน หน้าสู้ดินหลังสู้ฟ้า
เผชิญกับแสงแดดแผดเผา เช็ดหยาดเหงื่อบนหน้าผาก
แต่เมื่อได้ยินเสียงงิ้วฮวากู่ ความเหนื่อยล้ามาทั้งวันก็มลายหายไปสิ้น
ชาวนายึดจอบไว้เป็นที่พึ่ง หลับตาฮัมเพลงอย่างภาคภูมิใจ
พอเปล่งเสียงร้อง
ทุกคนต่างก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปในยุคสมัยนั้น
สู้แสงแดดจ้าออกไปทำงาน
พอมีเวลาว่างก็ฟังสักเพลงของงิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยาง
"เยี่ยม!"
"ร้องได้ดีจริงๆ!"
บนที่นั่งผู้ชม กลุ่มคนรุ่นเก่าพากันลุกขึ้นยืน
แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
แววตาเต็มไปด้วยความเร่าร้อน
"ฉันเป็นคนเมืองเฟิ่งหยาง มณฑลอาน สมัยหนุ่มๆ ฉันยังเคยขึ้นไปร้องบนเวทีด้วยนะ ต่อมายุคสมัยก้าวหน้าไปมาก ก็เลยไม่มีคนร้องแล้ว นึกว่าจะไม่ได้ฟังอีกแล้วซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่าปีนี้ในงานกาล่าฤดูใบไม้ผลิจะยังได้ฟังอยู่"
"ฉันก็เหมือนกัน บ้านเกิดของฉันก็อยู่เฟิ่งหยาง คิดถึงสมัยก่อน งิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยางน่ะ ยอดเยี่ยมมากเลยนะ!"
"ต้องยอมรับเลยว่า เด็กๆ พวกนี้ร้องได้ดีจริงๆ"
"เพลงอื่นฉันก็ร้องไม่เป็น
แต่ก็ร้องเพลงเฟิ่งหยางเป็น"
ในตอนนั้นเอง
จู่ๆ ก็มีเสียงซอเอ้อร์หูดังขึ้นมาอีกครั้ง
ฉินเฟยปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ เขาได้เปลี่ยนชุดกี่เพ้าบนตัวออกไป
แต่กลับสวมเสื้อคอจีนผ่าหน้า และโพกผ้าขนหนูไว้บนศีรษะ
ดูเป็นชุดแต่งกายของชาวนามณฑลอานอย่างเต็มรูปแบบ
"แม่เจ้าโว้ย เพิ่งเคยเห็นคนที่ใส่ชุดแบบนี้แล้วยังดูหล่อขนาดนี้เป็นครั้งแรก!"
"เทพธิดาหล่อมากจริงๆ"
"ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหม? ซอเอ้อร์หูยังสีแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?"
"นั่นสิ การแสดงเมื่อกี้ฉันนึกว่าฉินเฟยสีได้ดีพอแล้วซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้จะเซอร์ไพรส์ยิ่งกว่า!"
"เขาสามารถนำซอเอ้อร์หูกับงิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยางมาผสมผสานเข้าด้วยกันได้ อัจฉริยะชัดๆ!"
ที่นั่งผู้ชมระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้ง!
แทบจะทุกคนต่างลุกขึ้นยืน
ต่างกำลังชื่นชมงิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยางที่มีกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์เพลงนี้
ที่บ้านของหลินเยว่
คนทั้งครอบครัวต่างตกตะลึงกันไปหมด แต่ละคนจ้องมองหน้าจอโทรทัศน์ตาไม่กะพริบโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ดวงตาของปู่หลินเยว่พร่ามัวไปนานแล้ว แต่ปากกลับพึมพำไม่หยุดว่า "ดี ดีจริงๆ ประเทศเซี่ยมีความหวังแล้ว!"
และที่บ้านตระกูลเซี่ย
ท่านผู้เฒ่าเซี่ยและเหล่าผู้อาวุโสของวงการงิ้วฮวากู่ที่เฝ้ารออยู่หน้าโทรทัศน์มาเป็นเวลานาน
แต่ละคนต่างจ้องมองหน้าจอ ไม่ยอมละสายตาไปไหนแม้แต่วินาทีเดียว
จู่ๆ
ท่านผู้เฒ่าเซี่ยก็ถึงกับก้มหน้าร้องไห้ออกมา
"พี่ใหญ่ ร้องไห้ทำไมล่ะ? เด็กๆ แสดงได้ดีขนาดนี้ พวกเราไม่ควรจะดีใจเหรอ งิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยางของพวกเราอยู่มาหลายปี ในที่สุดก็ได้ก้าวออกมาเสียที"
"ใช่แล้วล่ะ ต่อไปถึงพวกเราจะหลับตา ก็จะได้ตายตาหลับ ถึงจะลงไปข้างล่าง ก็ยังมีหน้าไปพบกับบรรพบุรุษ"
"พวกนายจะไปรู้อะไร?"
ท่านผู้เฒ่าเซี่ยถอนหายใจ "ฉันกำลังดีใจ ฉันดีใจน่ะสิ!"
ชายชราภาคภูมิใจกับงิ้วฮวากู่มาทั้งชีวิต และก็ต้องวิ่งเต้นลำบากมาทั้งชีวิตเช่นกัน
คิดถึงตอนนั้น
งิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยางเป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ
เคยผ่านช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์มามากมายเพียงใด
เห็นอยู่ว่าการพัฒนากำลังไปได้สวย แต่แล้วงิ้วฮวากู่กลับเริ่มตกต่ำลงอีกครั้ง
ท่านผู้เฒ่าเซี่ยมองเห็นอยู่กับตา และร้อนรนอยู่ภายในใจ
"ฉินเฟย ฉันมองนายไม่ผิดจริงๆ นายคือผู้กอบกู้งิ้วฮวากู่ ต่อไปงิ้วฮวากู่ที่อยู่ในมือนาย จะมีแต่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ"
บนเวที
จังหวะดนตรียิ่งเร่งเร้าและสนุกสนานมากขึ้น
เดิมทีซอเอ้อร์หูและซั่วหน่าก็มักจะถูกนำมาเล่นคู่กันเป็นประจำอยู่แล้ว
แต่กลับไม่เคยถูกนำมาบรรเลงคู่กันในทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานขนาดนี้มาก่อน
ในครั้งนี้
เครื่องดนตรีทั้งสองชนิดสอดประสานกันได้อย่างเป็นธรรมชาติไร้ที่ติ
ทันใดนั้น
ท่วงทำนองยิ่งทวีความรวดเร็วและเร้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้ฟังดนตรีเพลงนี้ อารมณ์และพละกำลังของทุกคนต่างก็พลุ่งพล่านขึ้นมา
ตรงหน้าคล้ายกับมีภาพของชาวนาในยุคที่พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ปรากฏขึ้น
บนใบหน้าที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนดำคล้ำ เผยให้เห็นรอยยิ้ม
"บทเพลงเฟิ่งหยางเอย อั๊ยย่าฮาอา
เต๋อร์ติงตังเพียวอีเพียว
เต๋อร์ติงตังเพียวอีเพียว
เต๋อร์เพียว เต๋อร์เพียว
เต๋อร์เพียว เต๋อร์เพียวเพียวติงตัง
เพียวเพียวเพียวอีเพียว"
เนื้อเพลงที่น่าสนใจ ประกอบกับรอยยิ้มอันไร้เดียงสาของเด็กๆ
ผู้ชมกลับพากันหัวเราะจนตัวงอ
"ฮ่าๆๆ เพลงนี้น่าสนใจเกินไปแล้ว"
"คิดไม่ถึงเลยว่า เพลงพื้นบ้านของพวกเราจะร้องออกมาได้น่าสนใจขนาดนี้"
"นั่นสิ เหมือนได้ย้อนกลับไปในอดีต ฉันรู้สึกเหมือนได้กลับไปในยุค 70 เลย"
"พอเถอะ ยุค 70 แกลืมตาดูโลกหรือยังล่ะ?"
……
ที่แถวแรก ชายหน้าเหลี่ยมฟังแล้วก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน
คุณปู่ยิ่งมีสีหน้าเพลิดเพลิน
"เสี่ยวเฟยเอ๋ย เธอคือขุมทรัพย์ของประชาชนพวกเราจริงๆ ถ้าตาเฒ่าฟักทองคนนั้นยังอยู่ ไม่รู้ว่าจะดีใจขนาดไหนนะ รอฉันลงไปข้างล่างก่อน จะได้มีเรื่องไปคุยโม้กับหมอนั่นด้วย!"
เมื่อชายหน้าเหลี่ยมได้ยินดังนั้น ก็รีบพูดขึ้นว่า "พ่อ พูดอะไรน่ะ พ่อต้องอายุยืนเป็นร้อยปีแน่นอนอยู่แล้ว"
"เหอะ พูดแต่เรื่องดีๆ มาหลอกฉัน ฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปี ฉันจะไม่รู้ตัวเชียวเหรอ? ล่องลอยมาทั้งชีวิต แค่นี้ก็คุ้มทุนแล้ว ตอนนี้กลับเป็นเสี่ยวเฟยนี่แหละที่ทำให้ฉันยังวางใจไม่ลง"
"วางใจเถอะครับพ่อ เสี่ยวเฟยสบายดีจะตายไป!"
คุณปู่เขกหัวเขาไปหนึ่งที "ตอนแกอายุเท่าเขา ลูกก็มีตั้งสองคนแล้ว เสี่ยวเฟยยังไม่เห็นแม้แต่เงาว่าจะได้แต่งงาน จะไม่ให้ฉันร้อนใจได้ยังไง?"
ติงซืออวี่คอยส่งรูปภาพการแสดงลงในกลุ่มแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง
"แม่เจ้าโว้ย เทพธิดาเก่งกาจมากเลย!"
"ฉันภูมิใจมาก นี่คือวัฒนธรรมงิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยางของพวกเรา!"
"เทพธิดาเป็นเด็กหนุ่มผู้เป็นดั่งขุมทรัพย์จริงๆ ไม่มีอะไรที่เขาไม่ถนัดเลย"
"คอมเมนต์บนน่ะ หมดปีใหม่แล้วพาฉันไปฟังงิ้วฮวากู่ที่เมืองเฟิ่งหยางของพวกนายหน่อยสิ!"
"ฉันก็จะไปด้วย!"
"+1!"
และที่บนที่นั่งผู้ชม
ผู้ชมจำนวนไม่น้อยต่างพากันหลั่งน้ำตาให้กับเรื่องนี้
ทั้งๆ ที่กำลังฟังเพลงงิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยางอันแสนร่าเริงสนุกสนานแท้ๆ
แต่ความรู้สึกและสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขา
กลับไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น
ในสายตาของพวกเขา
ฉินเฟยในเวลานี้ ก็เปรียบเสมือนดั่งเทพเจ้าผู้หนึ่ง
เป็นเขา
ที่กอบกู้ดนตรีพื้นบ้านมามากมายเหลือเกิน
กอบกู้งิ้วฮวากู่แห่งเฟิ่งหยาง
กอบกู้งิ้ว
และยิ่งไปกว่านั้นคือ เผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศเซี่ยให้โด่งดัง
เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่เนี่ย!