- หน้าแรก
- ทะลุโลกไซอิ๋วเป็นพยัคฆ์แนวหน้า เริ่มต้นด้วยมรดกไท่ไป๋จินซิง
- บทที่ 60 เจิ้นหยวนจื่อ ค่ายกลค้ำคอศีลธรรม
บทที่ 60 เจิ้นหยวนจื่อ ค่ายกลค้ำคอศีลธรรม
บทที่ 60 เจิ้นหยวนจื่อ ค่ายกลค้ำคอศีลธรรม
ผู้ที่มาเยือนก็คือเยี่ยอวิ๋นนั่นเอง
เมื่อเขามาถึง ก็ตระหนักได้ว่ามีค่ายกลปกคลุมอยู่ จึงมองไม่เห็นเงาร่างของราชาจิ้งจอกหมื่นปี
ทว่าสำหรับเขาแล้ว ค่ายกลนี้ก็เป็นเพียงเช่นนั้น เขาจึงเรียกกระบี่อมตะออกมา แล้วฟาดฟันทำลายมันด้วยกระบี่เดียว!
จึงเกิดเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ขึ้น
ยามนี้
สายตาที่สองราชาปีศาจมองไปยังเยี่ยอวิ๋นแฝงไปด้วยความสั่นสะท้าน
ความแข็งแกร่งของค่ายกลนี้เป็นเช่นไร พวกมันย่อมรู้ดีแจ่มแจ้ง ต่อให้เป็นตัวพวกมันเอง หากไม่มีธงค่ายกลอยู่ในมือ ก็ยังต้องลงแรงอย่างมากจึงจะสามารถทำลายมันได้
ทว่ากลับถูกชายหนุ่มลึกลับผู้นี้ฟันขาดสะบั้นด้วยกระบี่เดียว!
สิ่งนี้ทำให้พวกมันตระหนักได้ว่า ชายหนุ่มลึกลับผู้นี้มีพละกำลังเหนือล้ำกว่าพวกมันเป็นอย่างมาก
ดังนั้น ทั้งสองราชาปีศาจจึงหันหลังวิ่งหนีไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อมองดูเงาร่างที่หลบหนีไปของพวกมัน ราชาจิ้งจอกหมื่นปีก็รีบกล่าวขึ้น "ข้าจะลงมือขวางไว้ผู้หนึ่ง ส่วนอีกผู้หนึ่งมอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้า"
เขาเชื่อมั่นว่าด้วยพละกำลังของเยี่ยอวิ๋น ย่อมสามารถจัดการคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยกลับมาช่วยเหลือเขา
ท้ายที่สุดแล้วเมื่อครั้งที่ประลองกัน ตัวเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย ก็ไม่ต่างอันใดกับเด็กน้อย
ทว่าเหนือความคาดหมาย เยี่ยอวิ๋นกลับเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้นหรอก"
สิ้นคำกล่าว เพียงเห็นเยี่ยอวิ๋นสะบัดมือเบาๆ ทันใดนั้น ภายใต้สายตาอันตื่นตะลึงของราชาจิ้งจอกหมื่นปี
พลังธาตุน้ำแห่งฟ้าดินก็พวยพุ่งมารวมตัวกันด้วยความเร็วอันสุดแสน ในพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นกายาเวทแห่งวารีที่สูงตระหง่านค้ำฟ้าดิน
ใหญ่โตยิ่งกว่าตอนที่ใช้ออกมาที่แม่น้ำหลิวซามากมายหลายเท่านัก
เนื่องจากในเวลานั้น มรรคาวารีของเยี่ยอวิ๋นเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นเริ่มต้น ทว่ายามนี้กลับก้าวล่วงเข้าสู่ขั้นเชี่ยวชาญแล้ว
ตูม!
กายาเวทแห่งวารีที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารนับหมื่นๆ จั้ง ยื่นมือใหญ่ทั้งสองข้างออกไป หมายจะคว้าจับสองราชาปีศาจที่กำลังหลบหนี
มือทั้งสองยืดออกไปในชั่วพริบตา บดบังพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด กดทับบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง
กายาเวทมังกรดำที่ราชาเจียวทมิฬภาคภูมิใจหนักหนา เมื่ออยู่เบื้องหน้ากายาเวทแห่งวารีนี้ กลับดูต่ำต้อยด้อยค่าไม่ต่างอันใดกับแมลงตัวจ้อย
สองราชาปีศาจส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "พลังแห่งมรรคา!?"
ในฐานะที่เป็นถึงขั้นเซียนลี้ลับระดับสูงสุด พวกมันทั้งสองก็เพียรพยายามหยั่งรู้มรรคาอย่างยากลำบากทว่าไม่อาจเข้าถึงขั้นเริ่มต้นได้ ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับพลังแห่งมรรคานี้เป็นพิเศษ
ทว่ากลับนึกไม่ถึงเลยว่า ยามนี้จะได้เห็นมันปรากฏขึ้นบนร่างของเยี่ยอวิ๋นผู้อยู่ในขั้นเซียนลี้ลับระดับสูงสุดเช่นเดียวกัน!
สองราชาปีศาจพยายามต่อต้านอย่างสุดชีวิต งัดเอาไพ่ตายทั้งหมดที่มีในตัวออกมาใช้ ทว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้าพลังแห่งมรรคา กลับอ่อนแอราวกับทารกแรกเกิด
ท้ายที่สุด มือใหญ่ทั้งสองข้างของกายาเวทแห่งวารีก็รวบจับสองราชาปีศาจเอาไว้ได้ มรรคาวารีครอบคลุมลงมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน พลังชีวิตของพวกมันก็ดับสูญสิ้น วิญญาณหลุดลอยสู่ยมโลก
หลงเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณอันใหญ่โตสองร่าง และถุงเจี้ยจื่ออีกสองใบ
เวลานี้ใบหน้าของราชาจิ้งจอกหมื่นปียังคงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง เขามองดูกายาเวทแห่งวารีที่สูงตระหง่านค้ำฟ้าดินสลับกับมองดูเยี่ยอวิ๋น เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปากออกมาได้ประโยคหนึ่ง
"เจ้า... เจ้าหยั่งรู้มรรคาวารีแล้วหรือ!?"
"ก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ"
ยังคงเป็นประโยคคุ้นหูเช่นเดิม ทว่าครานี้ราชาจิ้งจอกหมื่นปีกลับรู้สึกทนไม่ไหวจริงๆ
ตัวเขาเองปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทุ่มเทแรงกายแรงใจพยายามหยั่งรู้มรรคามาอย่างเนิ่นนานหลายปี ทว่าท้ายที่สุดกลับเทียบไม่ได้กับเวลาเพียงไม่กี่เดือนของราชาหวงเฟิงผู้นี้!
ต่อให้จะมีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้ใด แต่นี่มันจะไม่ดูหลุดโลกเกินไปหน่อยหรือ!
ราชาจิ้งจอกหมื่นปีได้สัมผัสเป็นครั้งแรกว่าสิ่งที่เรียกว่าปีศาจที่แท้จริงนั้นคืออะไร!
เขาทอดถอนใจไม่หยุดหย่อน โชคดีที่ตอนหนุ่มๆ ตนเองไม่ได้พบเจอกับเยี่ยอวิ๋น มิเช่นนั้นคงถูกกระเทือนจนจิตใจวิถีแตกสลายและจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ไปนานแล้ว
แม้ยามนี้เขาจะยังคงตื่นตะลึง หรือถึงขั้นทนไม่ไหว ทว่าอย่างน้อยเขาก็เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน จึงสามารถปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้น เยี่ยอวิ๋นก็สลายกายาเวทแห่งวารีไป แล้วมอบซากศพของสองราชาปีศาจให้ราชาจิ้งจอกหมื่นปีจัดการ
ส่วนตัวเองก็รับถุงเจี้ยจื่อทั้งสองใบมา หลังจากตรวจสอบดูรอบหนึ่ง เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย สองราชาปีศาจพวกนี้มีของสะสมไม่เลวเลยทีเดียว
โดยเฉพาะถุงเจี้ยจื่อของเฒ่าประหลาดสิงโตดำ ภายในนั้นกลับมีเคล็ดวิชาที่เกี่ยวกับค่ายกลอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เยี่ยอวิ๋นต้องการพอดี
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งศึกษา จากนั้นเยี่ยอวิ๋นและราชาจิ้งจอกหมื่นปีจึงเดินทางออกจากที่แห่งนั้น มุ่งหน้าไปยังสันเขาหวงเฟิง
ระหว่างทางที่กลับมา พวกเขาก็มองเห็นขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่งที่มีสภาพดั่งเทพดั่งเซียน ราวกับตั้งอยู่ ณ อีกฟากฝั่ง แต่ก็คล้ายกับปรากฏอยู่บนโลกใบนี้
ภายในภูเขามีหมอกหนาทึบ คล้ายกับมีอารามเต๋าลัทธิหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ เลือนรางมองเห็นไม่ชัดเจน
สถานที่แห่งนี้ เยี่ยอวิ๋นเคยเห็นมาก่อนในตอนที่เดินทางมาถึงในตอนแรก ในเวลานั้นเขาพอจะคาดเดาอยู่ในใจบ้างแล้ว เพียงแต่ความสนใจไปจดจ่ออยู่กับราชาจิ้งจอกหมื่นปี จึงไม่ได้มองดูให้ละเอียดนัก
ยามนี้เมื่อเดินทางกลับมา จึงอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองลงไป
เห็นได้ชัดว่าภูเขาใหญ่ลูกนี้ก็คือเขาว่านโซ่ว และอารามเต๋าแห่งนั้นก็คืออารามอู่จวง
ซึ่งก็คือสถานที่บำเพ็ญเพียรของเจิ้นหยวนจื่อ ปรมาจารย์แห่งเซียนปฐพีนั่นเอง
ราชาจิ้งจอกหมื่นปีก็มองเห็นขุนเขาและอารามเต๋าเบื้องล่างเช่นกัน สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปพลางเอ่ยว่า:
"สถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดาเลย ว่ากันว่าเป็นที่พำนักของผู้มีวิชาศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง มิอาจล่วงเกินได้"
เยี่ยอวิ๋นนึกในใจว่า ข้ารู้ดีกว่าเจ้าเสียอีก
อีกทั้งอีกฝ่ายก็มิใช่ผู้มีวิชาศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่จะนำมาเปรียบเทียบได้ นั่นมันระดับจุนเซิ่งเชียวนะ
แม้แต่ปราชญ์ก็ยังไม่กล้าล่วงเกินโดยง่าย ท้ายที่สุดแล้วยอดคนอย่างเจิ้นหยวนจื่อผู้นี้ก็เป็นผู้ครอบครองคัมภีร์ปฐพี ซึ่งเชื่อมต่อกับชีพจรปฐพี
หากทำให้เขาโกรธขึ้นมา เขาอาจจะใช้ค่ายกลค้ำคอศีลธรรมเล่นงานเจ้าได้ หากเจ้ากล้าลงมือ ก็รอให้ปรมาจารย์เต๋ามาจัดการเจ้าได้เลย
ต้องรู้ไว้ว่า ในตอนนั้นปรมาจารย์เต๋าเพียงแค่ทำสงครามกับปรมาจารย์มาร และทำลายชีพจรปฐพีทางทิศประจิมไปเท่านั้น ก็ยังต้องยกตำแหน่งปราชญ์ให้ถึงสองตำแหน่ง แม้กระทั่งเมื่อมาถึงยุคไซอิ๋ว ก็ยังคงต้องชดใช้อยู่
ยามนี้คัมภีร์ปฐพีเชื่อมต่อกับชีพจรปฐพีของโลกทั้งใบ หากถูกทำลาย ปรมาจารย์เต๋ามิระเบิดอารมณ์ออกมาหรอกหรือ
เมื่อความคิดเหล่านี้แล่นผ่านเข้ามาในหัว เยี่ยอวิ๋นก็ดึงสายตากลับมา แล้วพากันอ้อมเขาว่านโซ่วไปพร้อมกับราชาจิ้งจอกหมื่นปี เลือนหายไปในกลางอากาศ
……
ภายในอารามอู่จวง
เบื้องหน้าโต๊ะเตี้ย มีนักพรตผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ลักษณะเป็นชายวัยกลางคน สวมชุดนักพรตสีเหลืองสว่าง ให้ความรู้สึกว่ามีคุณธรรมอันสูงส่งและลึกซึ้ง
ในมือของเขาถือคัมภีร์อยู่เล่มหนึ่ง กำลังตั้งใจอ่านอย่างใจจดใจจ่อ
ด้านข้างมีเด็กรับใช้นักพรตสองคนนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ท่าทีคล้ายกำลังบำเพ็ญเพียร ทว่าดูจากลักษณะของทั้งสองแล้ว เห็นได้ชัดว่ากำลังแอบอู้งาน และทำเป็นแสร้งทำไปอย่างนั้นเอง
ในเวลานั้น นักพรตวัยกลางคนก็ทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าครู่หนึ่ง จากนั้นจึงดึงสายตากลับมา
"การสืบทอดมรรคาของเจ้าไท่ไป๋ กลับไปตกอยู่กับลูกเสือตัวหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวิชาหลอมโอสถของเหลาจวินอยู่อีก ช่างน่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ"
นักพรตวัยกลางคนย่อมต้องเป็นเจิ้นหยวนจื่อผู้นั้น เดิมทีเขาไม่ใส่ใจปีศาจน้อยสองตัวนี้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าผลลัพธ์กลับนึกไม่ถึงว่า หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นปีศาจเสือน้อย กลับมีทั้งการสืบทอดมรรคาของไท่ไป๋จินซิง และเคล็ดวิชาหลอมโอสถของไท่ซั่งเหลาจวิน
สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของเขาขึ้นมา จากนั้นเมื่อลองพิจารณาดู ก็พบว่าปีศาจเสือน้อยผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
อายุยังน้อยแต่ระดับบำเพ็ญเพียรกลับบรรลุถึงขั้นนี้ได้ อีกทั้งยังสามารถหยั่งรู้มรรคาได้อีก แม้ว่าสำหรับเจิ้นหยวนจื่อแล้วจะไม่นับเป็นสิ่งใด ทว่าในยุคสมัยนี้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่งยวดแล้ว
สิ่งที่หาได้ยากยิ่งกว่าก็คือ ในด้านการหลอมโอสถ ยังมีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้
จากนั้นสายตาของเจิ้นหยวนจื่อก็ทอดมองไปยังเด็กรับใช้นักพรตทั้งสองที่อยู่ด้านข้างโดยสัญชาตญาณ เห็นพวกเขากำลังแสร้งทำเป็นขยันขันแข็ง ทว่าความจริงแล้วกลับกำลังแอบอู้งาน
เขาส่ายหน้าถอนหายใจเบาๆ มองดูลูกเสือผู้นั้นสิ แล้วกลับมามองดูพวกเจ้าบ้าง
เมื่อเด็กรับใช้นักพรตอย่างชิงเฟิงและหมิงเยวี่ยถูกสายตาของเจิ้นหยวนจื่อกวาดตามองมา ก็พลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบตั้งใจทำท่าทีขึงขังขึ้นมาทันที
เจิ้นหยวนจื่อยิ่งถอนหายใจหนักขึ้น "เอาล่ะ เลิกเสแสร้งได้แล้ว ในเมื่อพวกเจ้าไม่ชอบบำเพ็ญเพียร เช่นนั้นก็จงไปคัดลอกคัมภีร์เสีย คัดมาให้ครบหนึ่งแสนจบ"
"เอ๋??"
ชิงเฟิงและหมิงเยวี่ยรู้สึกราวกับว่าฟ้าถล่มลงมาตรงหน้าในทันที พวกเขาทั้งสองรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง ปกติพวกเขาก็อู้งานกันอยู่แล้ว ไม่เห็นท่านอาจารย์จะลงโทษถึงเพียงนี้เลย
พวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นมาจากลูกเสือที่ขยันขันแข็งอย่างบ้าคลั่งผู้หนึ่ง
ประสบการณ์เช่นนี้ จินเจี่ยวและหยินเจี่ยวก็คงมีเรื่องอยากจะระบายให้ฟังเช่นกัน