- หน้าแรก
- ทะลุโลกไซอิ๋วเป็นพยัคฆ์แนวหน้า เริ่มต้นด้วยมรดกไท่ไป๋จินซิง
- บทที่ 51 ซานเซิ่งหมู่หยางฉาน ปี้เสียหยวนจวินแห่งยอดเขาไท่ซาน
บทที่ 51 ซานเซิ่งหมู่หยางฉาน ปี้เสียหยวนจวินแห่งยอดเขาไท่ซาน
บทที่ 51 ซานเซิ่งหมู่หยางฉาน ปี้เสียหยวนจวินแห่งยอดเขาไท่ซาน
เบื้องบนฟากฟ้า
กลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนหลอมปราณกลุ่มหนึ่งกำลังรุมโจมตีผู้บำเพ็ญวิถีมารผู้นั้น
ระดับการบำเพ็ญเพียรเฉลี่ยของผู้บำเพ็ญเซียนหลอมปราณกลุ่มนี้อยู่ที่ระดับเซียนปฐพีเท่านั้น ห่างไกลจากการเป็นคู่มือของมารบำเพ็ญระดับเซียนสวรรค์ผู้นั้นมาก
ทว่ามารบำเพ็ญผู้นี้กลับซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงของตนเองมาตลอด เพื่อหลอกล่อให้พวกมันมายังเหนือเมืองแห่งนี้
จากนั้นจะหลอมรวมผู้บำเพ็ญหลอมปราณกลุ่มนี้และปุถุชนเบื้องล่างทั้งหมดเข้าไปในธงหมื่นวิญญาณของเขาในคราวเดียว
บัดนี้เป้าหมายบรรลุแล้ว มารบำเพ็ญระดับเซียนสวรรค์ผู้นี้จึงไม่แสร้งทำอีกต่อไป
ตู้ม!
แรงกดดันระดับเซียนสวรรค์ทะลักทะลวงออกมาในชั่วพริบตาโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย มันสะกดข่มทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านของฟ้าดินแห่งนี้ในทันที
เมื่อมองดูผู้บำเพ็ญหลอมปราณฝั่งตรงข้ามที่แต่ละคนล้วนมีสีหน้าเหลือเชื่อและหวาดกลัว มารบำเพ็ญผู้นี้ก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ
แสร้งทำตัวอ่อนแอมาตั้งนาน คิดว่าเขาอ่อนแอจริงๆ หรืออย่างไร ตอนนี้แหละจะหลอมพวกเจ้าเข้าไปในธงหมื่นวิญญาณให้สิ้น รวมทั้งปุถุชนนับล้านคนเบื้องล่างนั่นด้วย!
ถึงเวลานั้น เขาจะสามารถทะลวงขีดจำกัดได้ในคราเดียว เลื่อนขั้นสู่ระดับเซียนสวรรค์ขั้นสูงสุด หรือแม้อาจจะตั้งความหวังถึงระดับเซียนแท้จริงได้เลยทีเดียว
เคล็ดวิชาบำเพ็ญวิถีมารนั้นรวดเร็วถึงเพียงนี้ หากเขาต้องบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากด้วยตนเอง ชาตินี้จะไปถึงระดับเซียนแท้จริงได้หรือไม่ก็ยังเป็นปัญหา
แต่บัดนี้ มันอยู่แค่เอื้อมแล้ว!
เพียงแค่ต้องระมัดระวังให้มากหน่อย ลงมือเสร็จก็หนีไป เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว!
"จงกลายมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้ธงหมื่นวิญญาณของข้าเสียเถิด!"
มารบำเพ็ญระดับเซียนสวรรค์แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ธงหมื่นวิญญาณในมือแผ่ควันดำขโมง เสียงร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายนับหมื่นดังกึกก้อง สะกดขวัญสั่นประสาทผู้คน
ทว่า ในตอนนั้นเอง
ฟ้าดินพลันจมดิ่งสู่ความมืดมิด ราวกับแสงสว่างทั้งหมดถูกกลืนกินหายไป รอบด้านดำมืดสนิท
มารบำเพ็ญระดับเซียนสวรรค์ที่กำลังจะลงมืออดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามอง เขาคิดว่าเป็นปรากฏการณ์สุนัขสวรรค์กลืนตะวันที่ทำให้เกิดนิมิตประหลาด
แต่พอเขาสังเกตดูให้ดี จู่ๆ ทั่วทั้งร่างก็เย็นเยียบขนลุกซู่ เพราะสิ่งที่ทำให้ฟ้าดินมืดมิดนั้นไม่ใช่สุนัขสวรรค์กลืนตะวันแต่อย่างใด หากแต่เป็นฝ่ามือยักษ์ข้างหนึ่ง!
เพียงฝ่ามือยักษ์ข้างเดียวก็สามารถบดบังผืนฟ้าไปกี่หมื่นกี่แสนลี้แล้วก็ไม่รู้!?
มารบำเพ็ญเพิ่งจะผุดความคิดนี้ขึ้นมา วินาทีต่อมา ฝ่ามือยักษ์ก็ครอบคลุมลงมา
นิ้วทั้งห้ากางออก ราวกับแผ่นฟ้ากำลังทับถมลงมา มารบำเพ็ญไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืนโดยสิ้นเชิง ธงหมื่นวิญญาณที่เคยมีควันดำพวยพุ่งออกมาก็หยุดพ่นควันในทันที
ส่วนวิญญาณร้ายนับหมื่นที่ร้องโหยหวนอยู่ภายในยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน เงียบสงบราวกับเด็กดี
ท้ายที่สุด นิ้วทั้งห้าก็กำเข้าหากัน บีบขยี้มารบำเพ็ญผู้นั้นจนร่างแหลกเหลว สิ้นชีพมรรคาดับสูญ
รอจนกระทั่งฝ่ามือนั้นเลือนหายไป ผู้บำเพ็ญหลอมปราณกลุ่มนั้นถึงค่อยได้สติกลับมา แต่ละคนต่างตกตะลึงพรึงเพริด
นี่คือตัวตนระดับใดกัน เพียงฝ่ามือเดียวก็สามารถกำราบมารบำเพ็ญระดับเซียนสวรรค์ได้แล้ว!
ทว่าไม่ว่าพวกมันจะค้นหาอย่างไร กลับไม่อาจหาร่องรอยใดๆ พบแม้แต่น้อย
...
ภายในโรงน้ำชา
เยี่ยอวิ๋นมองดูปราณเสวียนฮวงในฝ่ามือ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าตอนที่สังหารปีศาจตะขาบเสียอีก
แม้ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของมารผู้นี้จะเทียบปีศาจตะขาบไม่ได้ แต่การที่มันนำดวงวิญญาณมาหลอมสร้างธงหมื่นวิญญาณ พฤติการณ์นับว่าเลวร้ายกว่าปีศาจตะขาบมากนัก
ท้ายที่สุดแล้ว ปีศาจตะขาบก็เพียงแต่กลืนกินเลือดเนื้อของเผ่ามนุษย์ ไม่ได้กินดวงวิญญาณ
"ไม่เลว หวังว่าวันหน้าจะมีเรื่องดีๆ เช่นนี้อีก"
เยี่ยอวิ๋นเก็บพลังบุญกุศลสายนี้เข้าไปเก็บไว้ในร่าง หลอมรวมเข้ากับของเดิมจนก่อเกิดเป็นพลังบุญกุศลสายหนึ่ง
เขาเบนสายตาไปยังมืออีกข้าง บนนั้นคือถุงเจี้ยจื่อของมารผู้นั้น และธงหมื่นวิญญาณ
ถุงเจี้ยจื่อไม่มีอะไรน่าพูดถึง เขาเลือกหยิบของที่มีประโยชน์ต่อตัวเองออกมาตามเคย ส่วนสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับวิถีมารล้วนทำลายทิ้งทั้งหมด
ส่วนธงหมื่นวิญญาณนั้น ไม่ค่อยสะดวกที่จะทำลายทิ้งโดยตรง
เพราะในนั้นมีดวงวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก
"หากปล่อยออกมาทั้งหมดรวดเดียว เกรงว่าพวกมันคงยากที่จะเข้าสู่ปรโลกได้..."
เนื่องจากวิญญาณเหล่านี้ล้วนถูกหลอมสังเวยด้วยเคล็ดวิชามาร แตกต่างจากดวงวิญญาณทั่วไป พวกมันจึงยากที่จะเดินทางเข้าสู่ปรโลกได้ด้วยตนเอง
ส่วนเรื่องที่ตนจะลงไปยังปรโลกเองนั้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่ามีหนทางหรือไม่
ต่อให้มี เขาที่เป็นเพียงปีศาจตนหนึ่งหากลอบเข้าไปในปรโลก ใครจะรู้ว่าจะนำความวุ่นวายใดมาให้บ้าง
อย่ามองแค่ตอนที่พี่ลิงอาละวาดที่ปรโลกแล้วพญายมราชทั้งสิบตำหนักดูอ่อนแอ พวกเขาเพียงแต่เล่นงิ้วตบตาเท่านั้น จริงๆ แล้วคิดหรือว่าพวกตาเฒ่าเหล่านั้นจะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ
อีกทั้งพญายมราชทั้งสิบตำหนักก็เป็นเพียงฉากหน้า เบื้องหลังยังมีมหาเทวะเฟิงตู และเบื้องหลังที่ลึกไปกว่านั้นคือผู้ยิ่งใหญ่โฮ่วถู่
อันตรายเสียยิ่งกว่าศาลสวรรค์อีกนะจะบอกให้
"คงต้องเก็บไว้ก่อน รอให้มีโอกาสค่อยว่ากันใหม่"
เยี่ยอวิ๋นนึกออกอยู่หลายวิธี ทว่าล้วนต้องอาศัยความแข็งแกร่งอันทรงพลังเป็นพื้นฐาน ดังนั้นเขาจึงเก็บมันไว้ชั่วคราว รอจัดการในภายหลัง
เยี่ยอวิ๋นนำธงหมื่นวิญญาณแยกเก็บไว้ในถุงเจี้ยจื่อใบหนึ่ง จากนั้นเขาก็ดื่มน้ำชาในจอกจนหมด จ่ายเงินแล้วเดินจากไป
"ช่วงหลายวันนี้ก็หาช่างฝีมือได้พอสมควรแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะกลับเสียที"
เมื่อออกจากโรงน้ำชา เยี่ยอวิ๋นก็รำพึงในใจ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังแถบชานเมือง
เพราะเขาได้นัดแนะกับช่างฝีมือเหล่านั้นเอาไว้ว่าจะมารวมตัวกันที่แถบชานเมือง
ทว่าในขณะที่เยี่ยอวิ๋นกำลังก้าวเดิน จู่ๆ สายตาของเขาก็หดแคบลง แล้วมองไปยังร่างสองร่างที่กำลังเดินอยู่บนท้องถนน
พวกนางคือสตรีสองนาง แม้แต่ละคนจะสวมผ้าคลุมหน้า แต่ทรวดทรงองค์เอวนั้นอ้อนแอ้นอรชร เส้นผมดุจน้ำตก รวมถึงเสน่ห์ที่แฝงอยู่ระหว่างคิ้วและดวงตา
สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถประเมินได้ว่า สองนางนี้ไม่มีทางเป็นสตรีธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน
ทว่าสิ่งที่เยี่ยอวิ๋นสนใจกลับไม่ใช่เรื่องเหล่านี้ แต่เป็นเพราะสตรีสวมผ้าคลุมหน้าทั้งสองนางกลับทำให้เขารู้สึกถึงความลึกลับประการหนึ่ง
"ลึกลับ แถมยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคาเซียน จะต้องเป็นเซียนหญิงอย่างแน่นอน และไม่ใช่เซียนหญิงธรรมดาๆ ด้วย..."
ในหัวของเยี่ยอวิ๋นพลันปรากฏภาพเซียนหญิงที่มีชื่อเสียงขึ้นมาทันที สาวทอผ้า? ไม่ใช่สิ นางในตอนนี้คงต้องไปพบกับหนุ่มเลี้ยงวัวทุกวัน เหมือนกับมีหน้าที่ต้องทำเป็นประจำ ไม่มีเวลาว่างลงมาหรอก
สามพี่น้องซานเซียว โต่วหมู่หยวนจวินจินหลิงเซิ่งหมู่ หลีซานเหลามู่อู๋ตังเซิ่งหมู่ จินหวงซีหวังหมู่...
รายชื่อของเซียนหญิงเหล่านี้สว่างวาบขึ้นมาดั่งโคมไฟม้าหมุน แต่ความจริงแล้วเยี่ยอวิ๋นล้วนอิงจากความรู้ในชาติก่อน เขาไม่เคยพบเจอตัวจริงเลยสักครั้ง
ดังนั้น เขาจึงไม่อาจคาดเดาถึงที่มาที่ไปของเซียนหญิงทั้งสองเบื้องหน้าได้
"หากมีวิชาศักดิ์สิทธิ์เนตรสีทองของพี่ลิงก็คงดี ต่อให้มองไม่ทะลุถึงร่างที่แท้จริง แต่ขอเพียงสามารถมองเห็นกลิ่นอายได้บ้างก็คงจะพิจารณาออก"
เยี่ยอวิ๋นรำพึงในใจ ตอนนั้นเอง เซียนหญิงทั้งสองนางก็สังเกตเห็นเยี่ยอวิ๋นเช่นกัน
เยี่ยอวิ๋นมองพวกนางไม่ทะลุ ทว่าทั้งสองนางกลับสามารถมองเห็นร่างที่แท้จริงของเยี่ยอวิ๋นได้
"ท่านพี่ปี้เสีย ท่านดูสิ ที่แท้ก็เป็นเสือตัวโตนี่เอง"
สตรีที่อายุน้อยกว่าเล็กน้อยส่งเสียงผ่านปราณไปยังสตรีที่อายุมากกว่าซึ่งอยู่ข้างๆ
"อืม น้องหยางฉาน ข้าพบมาตั้งนานแล้ว ทว่าแม้เขาจะเป็นปีศาจ แต่บนร่างกลับแผ่ซ่านไปด้วยปราณเซียนอันบริสุทธิ์ เห็นได้ชัดว่ามิใช่เผ่าปีศาจทั่วไปจะเทียบได้"
หากเยี่ยอวิ๋นได้ยินบทสนทนาของพวกนาง เขาคงจะรู้ตัวตนของพวกนางแล้ว
พวกนางก็คือซานเซิ่งหมู่หยางฉาน และเทพธิดาแห่งยอดเขาไท่ซาน ปี้เสียหยวนจวิน
ซานเซิ่งหมู่หยางฉานนั้นไม่ต้องพูดให้มากความ เรียกได้ว่าเป็นผู้มีเส้นสายแข็งแกร่งที่สุดในไซอิ๋ว ท่านลุงคือเง็กเซียนฮ่องเต้ พี่รองคือเจินจวินผู้ถือมรรคาล้ำเลิศแห่งชิงหยวน เทพผู้คุมกฎสวรรค์หยางเจี่ยน
โคมดอกบัววิเศษของวิเศษระดับเซียนเทียนขั้นสุดยอดที่นางครอบครอง ก็มาจากพระแม่หนี่วา
ด้วยฐานะและภูมิหลังเช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าตอแยอย่างแน่นอน
ส่วนปี้เสียหยวนจวิน มาจากยอดเขาไท่ซาน เป็นเทพธิดาใต้บังคับบัญชาของมหาเทวะตงเยว่
หน้าที่ความรับผิดชอบคล้ายคลึงกับเทพธิดาแห่งยอดเขาฮว๋าซานอย่างหยางฉาน ล้วนเป็นผู้คุ้มครองมวลมนุษย์ แผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ และคอยตรวจสอบความดีความชั่วในโลกมนุษย์
การที่พวกนางมาเยือนที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่เพื่อมาเดินเล่นเฉยๆ หากแต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของวิถีมาร
ประจวบเหมาะกับที่ปี้เสียหยวนจวินมาเป็นแขกที่ยอดเขาฮว๋าซานพอดี พวกนางจึงได้เดินทางมาด้วยกัน
ทว่ากลับมาช้าไป กลิ่นอายวิถีมารนั้นได้จางหายไปจนหมดสิ้นแล้ว