เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - คืนดี

บทที่ 29 - คืนดี

บทที่ 29 - คืนดี


บทที่ 29 - คืนดี

"มีธุระอันใดก็รีบว่ามา ข้ายุ่งมากนะ" ผู้มาเยือนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ใบหน้าบูดบึ้งตึงเครียด หนำซ้ำยังยืนเอียงข้างไม่ยอมหันมามองสวีชิวเฉี่ยน

สวีชิวเฉี่ยนเห็นแล้วก็นึกขำอยู่ในใจ

ยุ่งมากนักแล้วเหตุใดถึงรีบแจ้นมาหานางไวปานนี้เล่า?

"ยังโกรธอยู่อีกหรือเสี่ยวเว่ยเว่ย?"

"ใครคือเสี่ยวเว่ยเว่ย ห้ามเรียกข้าว่าเสี่ยวเว่ยเว่ยนะ!" ใบหน้าของเฉินเว่ยดำทะมึนลงในพริบตา คำว่าเสี่ยวเว่ยเว่ยสามพยางค์นี้ ฟังแล้วเหมือนเขายังเป็นเด็กไม่หย่านมอย่างไรอย่างนั้น!

สวีชิวเฉี่ยนกลั้นขำสุดฤทธิ์

"ตกลง ไม่เรียกแล้ว เจ้าเข้ามาข้างในก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย"

เฉินเว่ยไม่ใช่คนที่เก็บงำอารมณ์เก่ง เขาแสดงความกราดเกรี้ยวออกมาอย่างเปิดเผย

"สวีชิวเฉี่ยน เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ยามที่ต้องการก็ปั้นหน้ายิ้มแย้มต้อนรับ ยามที่หมดประโยชน์ก็ตีหน้ายักษ์ไล่ข้าไสหัวไป ข้าเป็นสัตว์วิญญาณรับใช้ของเจ้าหรือไร ถึงได้เรียกใช้ก็มาไล่ก็ไปเช่นนี้!"

สวีชิวเฉี่ยนตีหน้าเศร้าด้วยความจนใจ

"ข้าเคยไล่เจ้าไสหัวไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?"

"เจ้าไม่ได้พูด แต่คำพูดและสีหน้าของเจ้าในวันนั้น มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเจ้ารังเกียจที่ข้าแส่ไม่เข้าเรื่อง คิดว่าข้าสำคัญตัวผิดไปเอง และสั่งห้ามไม่ให้ข้าเข้ามายุ่งย่ามมิใช่หรือ!"

เมื่อนึกถึงคำพูดและสีหน้าเย็นชาของสวีชิวเฉี่ยนในวันนั้น อารมณ์ของเฉินเว่ยก็พุ่งปรี๊ดจนไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาเอาแต่ครุ่นคิด คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ว่าเหตุใดสวีชิวเฉี่ยนจึงต้องปฏิเสธความหวังดีของเขาด้วย!

ผลลัพธ์ก็คือยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ยิ่งโมโหก็ยิ่งเอาแต่คิด!

จากนั้นเขาก็ตั้งปฏิญาณกับตนเอง ว่าภายภาคหน้าจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของนางอีก จะทำตัวประหนึ่งคนแปลกหน้า และจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกเป็นอันขาด

ทว่าคาดไม่ถึงว่าสวีชิวเฉี่ยนจะส่งคนไปตามตัวเขา บอกว่ามีธุระอยากจะพบ

น่าขันสิ้นดี!

เขาคือคุณชายเฉินเว่ยแห่งสายเลือดหลักตระกูลเฉินผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ เป็นคนที่ใครอยากจะสั่งซ้ายหันขวาหันก็ทำได้อย่างนั้นหรือ?

นางบอกว่าอยากพบเขา แล้วเขาจำเป็นต้องมาพบตามคำสั่งหรือไร?

ดังนั้นที่เขามาในวันนี้ ไม่ใช่เพื่อมาพบสวีชิวเฉี่ยน แต่มาเพื่อดูหน้าว่าคราวนี้นางจะงัดเอาข้ออ้างอันใดมาตบตาหลอกลวงเขาอีก!

"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย"

"แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

"ที่เจ้าคอยเป็นห่วงเป็นใยข้า ข้าซาบซึ้งใจมาก ทว่าก่อนหน้านี้ข้าก็เคยบอกไปแล้ว ว่าข้าเห็นเจ้าเป็นสหาย ดังนั้นข้าจึงไม่อยากหลอกลวงเจ้า ตอนนั้นร้านของข้ามีปัญหาเรื่องแหล่งจัดส่งสินค้า สินค้าในร้านจึงขาดแคลน ทั้งยังไม่รู้ว่าจะสั่งสินค้ามาเติมได้เมื่อใด ตอนที่เจ้าบอกว่าจะช่วยโปรโมทร้านให้ข้า ข้าดีใจมากจริงๆ

ทว่าร้านของข้าไม่มีสินค้า ต่อให้โปรโมทไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด? หากข้าตอบตกลงรับความหวังดีของเจ้า แล้วลูกค้าแห่กันมาที่ร้านแต่กลับพบว่าไม่มีสินค้า พวกเขาย่อมต้องโวยวายเอาแน่ ร้านของข้าจะเสื่อมเสียชื่อเสียงก็ไม่เป็นไร ทว่าข้าไม่อยากให้เจ้าและตระกูลเฉินต้องมาแปดเปื้อนถูกผู้คนครหาไปด้วย"

เฉินเว่ยหรี่ตามองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย "แล้วเหตุใดตอนนั้นเจ้าจึงไม่บอกความจริงแก่ข้า?"

"ตอนนั้นข้าคิดว่าหากโชคดี ปัญหาเรื่องสินค้าอาจจะคลี่คลายลงได้ภายในสองสามวัน แล้วหลังจากนั้นข้าค่อยไปหาเจ้าเพื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่าง เจ้าเห็นหรือไม่ พอข้าจัดการปัญหาเรื่องสินค้าเสร็จสิ้น ข้าก็รีบส่งคนไปตามเจ้ามาเพื่ออธิบายความจริงให้ฟังทันทีเลยนี่ไง"

"จริงหรือ?"

"จริงแท้แน่นอน" สวีชิวเฉี่ยนตีหน้าขรึมจริงจัง "เจ้าเรียกข้าว่าพี่ชิวเฉี่ยน ข้าย่อมเห็นเจ้าเป็นน้องชาย ข้าจะเมินเฉยต่อความหวังดีของเจ้าได้อย่างไร ดังนั้นเสี่ยวเว่ย เจ้าเลิกโกรธข้าเถอะนะ?"

เห็นเขาเป็นน้องชาย

เฉินเว่ยกระแอมไอเบาๆ พยายามเกร็งใบหน้าเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่มุมปาก ทว่าก็ไม่อาจปกปิดความเบิกบานใจไว้ได้ รอยยิ้มของเขากว้างจนแทบจะฉีกไปถึงหูอยู่แล้ว

"ขะ... ข้าไม่ใช่คนใจจืดใจดำคิดเล็กคิดน้อยเสียหน่อย! เอาล่ะๆ ข้ารู้สึกคอแห้งนิดหน่อย ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เจ้ารินชาปราณอันใดก็ไม่รู้ให้พวกเซี่ยจื่ออี้ดื่ม รสชาติล้ำเลิศนัก ข้าอยากดื่มบ้าง!"

สวีชิวเฉี่ยนกลั้นขำสุดชีวิต "ได้สิ เข้ามาเถอะ ข้าจะรินให้เจ้าดื่มเอง"

นางมองออกจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ว่าการรับมือกับเฉินเว่ยนั้น ไม่อาจใช้เหตุผลตรงไปตรงมาได้ เพราะต่อให้พูดความจริงไป เฉินเว่ยก็ไม่มีวันเข้าใจ

ในสายตาของเฉินเว่ย เขารับรู้เพียงว่านางเปิดร้าน ย่อมต้องการลูกค้า และต้องการหาเงินศิลาวิญญาณ

ดังนั้นเขาจึงคิดหาวิธีที่เขาคิดว่าดีที่สุดมามอบให้ เขาเชื่อว่าขอเพียงสามารถดึงดูดลูกค้ามาได้ นั่นแหละคือเรื่องที่สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องอื่นล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ

คำว่าอิสระเสรี หรือความไม่ปรารถนาจะเป็นขุมกำลังย่อยของตระกูลใดนั้น สำหรับคุณชายที่ถูกประคบประหงมปกป้องมาอย่างดีเยี่ยงเฉินเว่ย ย่อมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเกินกว่าเขาจะทำความเข้าใจได้

แทนที่จะพร่ำอธิบายในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ สู้ใช้วิธีพูดจาหว่านล้อมเอาอกเอาใจเขาเสียยังจะดีกว่า

เมื่อชาปราณชิงหลิงไหลล่วงลงคอ พลังปราณบริสุทธิ์อันเข้มข้นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เฉินเว่ยรีบนั่งขัดสมาธิโคจรพลังในทันที

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายเจิดจ้า

"ว้าว! ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะเลื่อนขั้นเลย พี่ชิวเฉี่ยน ชาปราณชิงหลิงนี่ร้ายกาจเกินไปแล้ว ข้าขออีกแก้ว!"

"พลังปราณในชานี้เข้มข้นจนเกินไป เจ้าไม่ควรดื่มมากนัก วันละหนึ่งจอกก็เพียงพอแล้ว" สวีชิวเฉี่ยนเอ่ยเตือน

เฉินเว่ยเบ้ปาก ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม "ก็ได้ เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่ อ้อ จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าพี่ชิวเฉี่ยนอยากจะร่วมมือกับตระกูลใหญ่ในเมืองของเราหรือ?"

"อืม ถูกต้อง"

"เหตุใดต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า ร่วมมือกับตระกูลเฉินของเราตระกูลเดียวก็พอแล้วนี่นา ถึงเวลาข้าจะบอกให้ท่านพ่อนำป้ายชื่อร้านของท่าน ไปแขวนไว้ในกิจการทุกแห่งของตระกูลเฉินเลย!" พูดจบเขาก็พึมพำกับตนเองเสียงเบา "หากให้ทำทุกร้าน ท่านพ่อจะยอมหรือไม่นะ? ช่างเถอะ หากท่านพ่อไม่ยอม ข้าก็จะไปปีนแขวนเองเลย!"

สวีชิวเฉี่ยนถูกคำพูดของเฉินเว่ยทำให้ขบขันอีกครา ทว่าในใจกลับรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก

"เพราะข้าไปล่วงเกินตระกูลจ้าวเข้าน่ะสิ" นางไม่ปิดบังความจริง ถึงอย่างไรด้วยความสัมพันธ์อันซับซ้อนของตระกูลเหล่านี้ เพียงแค่ไปสืบเสาะดูสักหน่อยก็ย่อมรู้ความจริงอยู่ดี

"หา? เกิดอันใดขึ้นกันแน่?"

สวีชิวเฉี่ยนจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เฉินเว่ยฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

"ว่าอย่างไรนะ?! เพียงเพราะพวกมันอยากรู้ตัวตนของผู้บำเพ็ญเพียรที่ครอบครองเพลิงปรโลก ถึงกับกล้าข่มขู่ท่าน ซ้ำช่วงหลายวันมานี้ยังส่งคนมาดักซุ่มอยู่ที่หน้าร้าน คอยขับไล่ลูกค้าไม่ให้ท่านทำมาค้าขายงั้นหรือ?!"

เฉินเว่ยโกรธเกรี้ยวจนเลือดขึ้นหน้า เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนพรวด "ข้าจะไปคิดบัญชีกับพวกมันเดี๋ยวนี้แหละ!"

"ไม่ต้องหรอก ข้าคิดหาวิธีจัดการได้แล้ว" สวีชิวเฉี่ยนดึงตัวเฉินเว่ยให้นั่งลง

"วิธีใดหรือ?"

"แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องช่วยหาเลือดของคนตระกูลจ้าวมาให้ข้าสักหยดก่อน จะเป็นเลือดของผู้ใดก็ได้ ขอเพียงเป็นคนของตระกูลจ้าวก็พอ"

เฉินเว่ยตกปากรับคำอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ไม่มีปัญหา เรื่องแค่นี้วางใจข้าได้เลย ว่าแต่พี่ชิวเฉี่ยนจะเอาเลือดของคนตระกูลจ้าวไปทำอันใดหรือ?"

สวีชิวเฉี่ยนยิ้มพราย "ถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง" จากนั้นนางก็ทำหน้าลังเลเล็กน้อย "ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเฉินกับตระกูลจ้าวเป็นอย่างไรบ้าง?"

"ก็ถือว่าพอใช้ได้กระมัง เพราะเมื่อครั้งอดีต บรรพบุรุษของตระกูลเฉินกับบรรพบุรุษของตระกูลจ้าวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตระกูลทั้งสองจึงไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ทว่าในช่วงหลายชั่วอายุคนหลังมานี้ ความสัมพันธ์ก็เริ่มจืดจางลงไปบ้าง คงไว้เพียงความปรองดองแต่เปลือกนอกเท่านั้นแหละ"

"เจ้ายังรู้จักคำว่าปรองดองแต่เปลือกนอกด้วยหรือ" สวีชิวเฉี่ยนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกระเซ้า

เฉินเว่ยเพียงแต่อ่อนต่อโลกและขาดประสบการณ์ในบางเรื่องเท่านั้น หาใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาไม่ เมื่อฟังความนัยในคำพูดของสวีชิวเฉี่ยนออก เขาก็ชักสีหน้าบึ้งตึงในทันที

"พี่ชิวเฉี่ยน ท่านหมายความว่าอย่างไร! ในสายตาท่าน ข้าดูเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่นขนาดนั้นเลยหรือ!"

"เปล่าๆ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย" สวีชิวเฉี่ยนพยายามกลั้นขำพลางเอ่ยปลอบใจ

เฉินเว่ยแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้น "พี่ชิวเฉี่ยนคอยดูฝีมือข้าเถิด ข้าจะออกไปลากคอคนตระกูลจ้าวมาเอาเลือดให้ท่านเดี๋ยวนี้แหละ"

สิ้นคำ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากร้านไป

ยังไม่ทันถึงสองนาที เฉินเว่ยก็เดินกลับเข้ามาในร้านอีกครั้ง ทว่าครานี้เขาลากร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกมัดจนแน่นหนาเป็นตังเมเข้ามาด้วย

"พี่ชิวเฉี่ยน ข้าลากตัวมาให้แล้ว!"

สวีชิวเฉี่ยนประหลาดใจยิ่งนัก "เหตุใดจึงไวปานนี้?"

"ก็ใช่น่ะสิ ข้าเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากร้าน ก็เห็นไอ้พวกตระกูลจ้าวด้อมๆ มองๆ อยู่แถวนี้ พอพวกมันเห็นข้าก็วิ่งหนีกันป่าราบ ข้าเลยจับตัวมาได้แค่คนเดียว แค่นี้พอหรือไม่?"

"พอแล้วล่ะ" นางต้องการเลือดแค่หยดเดียวเท่านั้น "ว่าแต่เจ้าแน่ใจนะ ว่าเจ้านี่คือคนของตระกูลจ้าว?"

"แน่นอนสิ"

เฉินเว่ยเตะชายผู้นั้นไปหนึ่งที "เจ้าอยู่สายรองที่เท่าใด?"

"สายรองที่สิบเจ็ด นามว่าจ้าวชุนฮุย คุณชายเฉิน ตระกูลจ้าวกับตระกูลเฉินผูกมิตรไมตรีต่อกันมาเนิ่นนาน ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะ" จ้าวชุนฮุยเอ่ยปากดิ้นรน

เฉินเว่ยแค่นเสียงหัวเราะหยัน

"ข้าอยากจะทำอันใดก็ย่อมได้ ตระกูลจ้าวจะผูกมิตรกับตระกูลเฉินแล้วมันเกี่ยวส้นตีนอันใดกับข้า!"

จากนั้นเขาก็หันไปหาสวีชิวเฉี่ยนพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พี่ชิวเฉี่ยน ขั้นตอนต่อไปต้องทำอันใดต่อหรือ?"

สวีชิวเฉี่ยนล้วงป้ายประกาศออกมาจากถุงเก็บของ เฉินเว่ยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวอักษรที่จารึกอยู่บนนั้น

สุนัขและคนตระกูลจ้าวห้ามเข้า

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 29 - คืนดี

คัดลอกลิงก์แล้ว