เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72 เลี้ยงไม่เชื่องก็ฆ่ามันทิ้งซะ!

บทที่ 72 เลี้ยงไม่เชื่องก็ฆ่ามันทิ้งซะ!

บทที่ 72 เลี้ยงไม่เชื่องก็ฆ่ามันทิ้งซะ!


บทที่ 72 เลี้ยงไม่เชื่องก็ฆ่ามันทิ้งซะ!

「แม่ครับ นี่คือลูกของหมาป่าโดดเดี่ยวตัวนั้นครับ ผมอยากจะพากลับมาเลี้ยงดู ดูซิว่าจะสามารถฝึกฝนให้เป็นสุนัขล่าสัตว์ได้ไหมครับ」

จางเหล่ยเลิกผ้าฝ้ายในอ้อมอกออก ลูกจ่าฝูงหมาป่าที่ทั่วทั้งร่างมีขนสีขาวราวกับหิมะตัวหนึ่งกำลังสั่นเทาจัดตาดูสภาพแวดล้อมรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง เมื่อมันมองเห็นเสือดำที่อยู่ข้างเตาไฟแล้ว ก็ตกใจจนหดตัวมุดเข้าไปในอ้อมอกของจางเหล่ยเล็กน้อย

「หมาป่าพวกนี้จะเลี้ยงให้เชื่องได้เหรอ?」 จางเจี้ยนกั๋วมีความกังวลอยู่บ้าง เจ้าหมาป่าตัวน้อยตัวนี้ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนและสัตว์ แต่หลังจากเติบโตขึ้นมาล่ะ? สัญชาตญาณของสัตว์ป่าย่อมมีความโหดเหี้ยมทารุณ

「ฉันคิดว่าอาจางของแกพูดถูกนะ เจ้าหมาป่าตัวน้อยนี้พวกเราอย่าเลี้ยงมันเลยดีไหม?」 หลี่ซิ่วเหลียนก็ช่วยพูดเสริมเช่นกัน

「ไม่เป็นไรครับ ผมก็แค่อยากจะลองดูเฉยๆ หากเลี้ยงไม่เชื่องผมก็ฆ่ามันทิ้งซะครับ」 จางเหล่ยมีสีหน้าท่าทางไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

ชาติก่อนเขาเคยดูสารคดีของพื้นที่ทิเบตเกี่ยวกับการฝึกฝนหมาป่าให้เป็นสุนัข จางเหล่ยจึงคิดอยากจะลองดูสักตั้ง ล้มเหลวไปก็ไม่ได้มีความสูญเสียอะไร แต่ทว่าหากประสบความสำเร็จขึ้นมา ย่อมต้องได้ครอบครองสุนัขล่าสัตว์ระดับสุดยอดตัวหนึ่งเลยทีเดียว!

ลูกหมาป่าสีขาวในอ้อมอกราวกับฟังคำพูดของจางเหล่ยเข้าใจ ตกใจจนทั่วทั้งร่างสั่นเทาพั่บๆ

ทั้งสองคนเมื่อเห็นว่าไม่สามารถพูดจาโน้มน้าวความต้องการของจางเหล่ยได้ ทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลยไป

ในทางกลับกันจางหยางกับจางเสี่ยวฮา ทั้งกลัวขยาดแต่ก็เอาแต่แอบชายตามองดูลูกหมาป่าในอ้อมอกของจางเหล่ยอยู่ตลอดเวลา ทำเอาจางเหล่ยรู้สึกขันอยู่บ้าง

จางเจี้ยนกั๋วมองเห็นกระสอบปุ๋ยยูเรียด้านข้างมีความปูดนูนหนาแน่น มีความสงสัยเล็กน้อยจึงแอบชะโงกหน้าเข้าไปดูด้านใน ผลสุดท้ายกลับถูกสิ่งของด้านในทำให้ตกใจจนตกตะลึงอยู่กับที่

「เหล่าจาง ในกระสอบปุ๋ยยูเรียใบนี้มีอะไรอยู่เหรอคะ? ทำไมถึงทำสีหน้าท่าทางแบบนี้ล่ะ?」 หลี่ซิ่วเหลียนปรายตามองจางเจี้ยนกั๋วทีหนึ่ง จากนั้นก็เดินเข้าไปหาเช่นกัน

เพียงแต่ในตอนที่เธอได้มองเห็นฉากเหตุการณ์ด้านในกระสอบปุ๋ยยูเรียแล้ว ทันใดนั้นก็ตกตะลึงอยู่กับที่ เธอขอสาบานเลยว่า ในชีวิตนี้ไม่เคยพบเห็นหนังหมาป่ามากมายขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ

「พวกแกนี่ไปฆ่าหมาป่ามาตั้งกี่ตัวกันเนี่ย?」 จางเจี้ยนกั๋วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามขึ้น

「พี่เหล่ย ขอโทษด้วยนะครับ ปากถุงนี้ผูกมัดไว้ไม่แน่นหนาเองครับ」 เฉินต้าจ้วงเกาหัวด้วยความเกรงใจเล็กน้อย

ระหว่างทางกลับบ้าน จางเหล่ยกำชับตนเองไว้แล้วว่า หลังจากกลับไปแล้วห้ามพูดถึงเรื่องราวบนภูเขาเด็ดขาด จะได้ไม่ทำให้คนในบ้านต้องเป็นห่วง ใครจะรู้ว่ากระสอบปุ๋ยยูเรียผูกไว้ไม่แน่นหนา จนความแตกเสียได้

เมื่อเห็นดังนั้น จางเหล่ยทอดถอนใจคำหนึ่ง ทำได้เพียงสารภาพออกมาตามตรง 「ไม่ได้มากมายอะไรหรอกครับ ฆ่าไปแค่ยี่สิบเจ็ดตัวเท่านั้นเองครับ」

「เท่าไหร่นะ?」 หลี่ซิ่วเหลียนถามด้วยความซื่อบื้อ

「ยี่สิบเจ็ดตัวครับ」 จางเหล่ยทำได้เพียงย้ำความประโยคเดิมอีกรอบหนึ่ง

「พวกแกนี่ไปเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่ามางั้นเหรอ?」 จางเจี้ยนกั๋วเองก็มีความรู้สึกขวัญหนีดีฝ่ออยู่บ้าง เดิมทีคิดว่าเป็นหมาป่าโดดเดี่ยว ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นฝูงหมาป่าซะงั้น!

ในตอนที่จางเจี้ยนกั๋วยังเป็นเด็ก หมาป่าบนภูเขายังคงมีจำนวนค่อนข้างมาก แต่ทว่าเนื่องจากสาเหตุหลากหลายประการ ฝูงหมาป่าจึงค่อยๆ หายสาบสูญไปจากภูเขาใหญ่ เดิมทีเขาคิดว่าฝูงหมาป่านี้คงจะสูญพันธุ์ไปจากเขตพื้นที่ก้านหนานแล้วซะอีก ใครจะรู้ว่ากลับต้องมาถูกลูกชายของตนเองเผชิญหน้าเข้าจนได้

「ใช่ครับ แต่ว่าในมือของพวกเรามีปืนล่าสัตว์อยู่ ก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรมากมายนักหรอกครับ」 จางเหล่ยยักคิ้วยิ้ม 「ก็แค่เสื้อนวมบนร่างกายนี้มีความน่าเสียดายไปหน่อยครับ」

จางเหล่ยเองก็นึกไม่ถึงเลยว่าดวงของตนเองกับเฉินต้าจ้วงจะดีขนาดนี้ ในภูเขาใหญ่ของก้านหนานมีคำกล่าวขานมาโดยตลอดว่า หนึ่งหมีสองหมูป่าสามหมาป่า พูดให้ชัดเจนก็คือสัตว์สามชนิดนี้มีภัยคุกคามต่อคนเราสูงที่สุด ใครจะรู้ว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วันมานี้ จางเหล่ยทั้งสองคนจะได้เผชิญหน้ากันจนครบถ้วนหมดสิ้น

「เอาล่ะ คนไม่เป็นอะไรก็ดีที่สุดแล้ว รีบจับเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมารับประทานข้าวเถอะ」 หลี่ซิ่วเหลียนอุ้มเสื้อผ้าออกมาสองชุด

คนไม่เป็นอะไร นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว เพียงแต่มองดูลูกชายของตนเองเพิ่งจะอายุสิบแปดปี ก็ต้องมาแบกรับภาระหน้าที่ทุ่มเทเพื่อบ้านหลังนี้ตั้งมากมายขนาดนี้ เธอมีความปวดใจเป็นอย่างยิ่ง

「แม่ครับ ช่วยผมไปรีดน้ำนมแกะในคอกแกะมาหน่อยสิครับ」 จางเหล่ยชี้ไปที่ลูกหมาป่าในอ้อมอก

ลูกหมาป่าตัวนี้เพิ่งจะลืมตาดูโลก ทำได้เพียงใช้น้ำนมแกะมาทดแทนน้ำนมแม่ลองดูสักตั้งแล้ว สามารถรอดชีวิตมาได้ย่อมดีที่สุด รอดชีวิตไม่ได้ก็ไม่มีหนทางอื่นแล้ว

「เดี๋ยวแม่มาป้อนให้แล้วกันนะ?」 หลี่ซิ่วเหลียนต้องการจะยื่นมือมารับลูกหมาป่าสีขาวตัวน้อยตัวนี้ไป ผลสุดท้ายกลับได้รับการปฏิเสธจากจางเหล่ย

「แม่ครับ ให้ผมเป็นคนป้อนเองจะดีกว่าครับ ตอนนี้ผมจำเป็นต้องให้ลูกหมาป่าตัวนี้คุ้นเคยกับกลิ่นอายบนร่างกายของผมครับ」

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาขั้นวิกฤตที่สำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบ่าว การป้อนอาหารลูกหมาป่าจำเป็นต้องให้จางเหล่ยลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น

「ได้สิ ถ้างั้นแม่ไปรีดมาให้แกชามหนึ่งแล้วกันนะ」 หลี่ซิ่วเหลียนพยักหน้า เดินมุ่งหน้าไปยังคอกแกะ

แพะภูเขาตัวนี้ยังคงเป็นตัวที่จางเหล่ยพากลับมาคราวก่อนนู้น เพราะเป็นแม่แกะที่เพิ่งจะตกลูกออกมา หลี่ซิ่วเหลียนจึงเอาแต่ทำใจฆ่าไม่ลงมาโดยตลอด เวลานี้นับว่าได้นำมาใช้ประโยชน์แล้ว

จางเหล่ยลากเฉินต้าจ้วงมาถึงห้องนอนของตนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า สำรวจดูบาดแผลของซึ่งกันและกัน พบว่าล้วนเป็นบาดแผลภายนอกเท่านั้น หลังจากนั้นก็เทน้ำมันดอกคำฝอยลงไปเล็กน้อย เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค

ทว่าน้ำมันดอกคำฝอยนี้พอเทลงบนบาดแผล ความรู้สึกนี้ช่างตื่นเต้นเร้าใจเหลือเกิน ความเจ็บปวดทำเอาทั้งสองคนต้องแยกเขี้ยวร้องครางออกมา แแถมยังไม่กล้าส่งเสียงดังอีกด้วย กลัวพวกจางเจี้ยนกั๋วที่อยู่ด้านนอกจะเกิดความเป็นห่วง

「พี่เหล่ย เสื้อผ้าชุดนี้มีความน่าเสียดายไปหน่อยนะครับ」 เฉินต้าจ้วงมองดูเสื้อนวมบนพื้นที่มีสภาพราวกับเศษผ้าขาดรุ่งริ่ง มีความปวดใจอยู่บ้าง

「ไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอก สองวันมานี้พวกเราค่อยไปตลาดมืดอีกสักเที่ยว หาตั๋วผ้ามาสักหน่อย พวกเราค่อยไปที่ร้านสหกรณ์จัดซื้อและจำหน่ายตัดผ้ากลับมาสักสองสามพับ ให้แม่ทำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้สักสองสามชุด」 จางเหล่ยปลอบโยน

ระยะเวลาห่างจากช่วงปีใหม่เหลืออยู่อีกเพียงยี่สิบกว่าวันแล้ว ย่อมต้องเตรียมเสื้อผ้าสำหรับช่วงปีใหม่รวมถึงของกินของใช้ช่วงปีใหม่ให้กับคนในบ้านบ้างแล้ว อีกอย่างเสื้อนวมที่ขาดคร่ำคร่าเหล่านี้ พอดีนำมาทำเป็นรังนอนให้กับลูกหมาป่าตัวนี้รวมถึงเสือดำได้ ดีเลยทีเดียว

「พวกแกเสร็จเรียบร้อยหรือยัง? ออกมารับประทานข้าวได้แล้วนะ เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมดซะก่อน」 นอกประตูส่งเสียงของหลี่ซิ่วเหลียนมา

「มาแล้วครับ!」 จางเหล่ยขานรับคำหนึ่ง วางลูกหมาป่าไว้ในห้องชั่วคราว เดินมาถึงห้องโถงพร้อมกันกับเฉินต้าจ้วง

「อาจางครับ ผมเดินทางกลับไปกินข้าวที่บ้านดีกว่าครับ พ่อคาดว่าคงกำลังรอผมกลับไปกินอยู่น่ะครับ」 ดึกดื่นขนาดนี้แล้ว เฉินต้าจ้วงกลัวพ่อแม่จะเกิดความเป็นห่วง

「ไม่เป็นไรหรอก เมื่อกี้ตอนที่พวกแกกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้ากันอยู่ ฉันไปบอกกล่าวกับเหล่าเฉินเรียบร้อยแล้ว กินข้าวเสร็จค่อยกลับไปก็พอแล้วล่ะ」 จางเจี้ยนกั๋วลากเขานั่งลงข้างโต๊ะสี่เหลี่ยม

「ถ้างั้นก็ขอบคุณอาจางมากครับ」 เฉินต้าจ้วงยิ้มซื่อๆ นั่งลงอย่างเชื่อฟัง

กับข้าวในค่ำคืนนี้ก็นับว่ามีความอุดมสมบูรณ์ดีอยู่ มันฝรั่งน้ำแดง กระเทียมโทนผัดเนื้อหมูป่า หน่อไม้ฤดูหนาวตุ๋นเนื้อแกะ แแถมยังมีผักกาดเขียวผัดไฟแดงอีกอย่างหนึ่ง ในถังไม้บนชั้นวางไม้ของโต๊ะสี่เหลี่ยมยังมีข้าวสวยที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอยู่อีกด้วย

นี่คือข้าวถังไม้ของแท้ดั้งเดิม อร่อยกว่าข้าวที่หุงมาจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้าในยุคหลังตั้งกี่เท่าก็ไม่รู้เลยทีเดียว

จางเหล่ยกับเฉินต้าจ้วงสองคนวุ่นวายกันมาทั้งวัน นอกเหนือจากช่วงเช้ามืดได้ดื่มสับปะรดต้มข้าวสารไปสองชามรวมถึงกินซาลาเปาไส้เนื้อที่ตัวอำเภอไปไม่กี่ลูกแล้ว ก็ไม่ได้กินสิ่งของอะไรเข้าไปอีกเลย ตอนบ่ายยังต้องมาเปิดฉากต่อสู้อย่างดุเดือดกับฝูงหมาป่าในภูเขาใหญ่อีกระลอกหนึ่ง เวลานี้ทั้งสองคนย่อมต้องหิวโซจนทนไม่ไหวตั้งนานแล้ว

หลังจากจางเจี้ยนกั๋วขยับตะเกียบแล้ว จางเหล่ยทั้งสองคนต่างก็เริ่มต้นกินกันอย่างสวาปามลนลาน

อย่างรวดเร็ว กับข้าวส่วนใหญ่บนโต๊ะก็เข้าไปอยู่ในท้องของทั้งสองคนเรียบร้อย

หลังจากกินข้าวเสร็จ เฉินต้าจ้วงก็เดินทางกลับบ้านของตนเองไป ส่วนจางเหล่ยกลับประคองชามน้ำนมแกะมาถึงห้องนอน

บนเศษผ้าขาดรุ่งริ่งตรงมุมห้อง ลูกจ่าฝูงหมาป่าสีขาวดูเหมือนจะมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก

เมื่อเห็นดังนั้น จางเหล่ยจึงรีบวางชามน้ำนมแกะไว้ข้างๆ ตัวมันทันที

ลูกจ่าฝูงหมาป่าสีขาวหิวโซจนแทบแย่ตั้งนานแล้ว เมื่อเห็นมีอาหาร หัวทั้งหัวก็มุดเข้าไปด้านในชามใบเล็กที่บรรจุน้ำนมแกะ เริ่มต้นกินคำโตทันที

จางเหล่ยเมื่อเห็นลูกจ่าฝูงหมาป่าสีขาวตัวนี้สามารถกินอาหารได้เองตามสัญชาตญาณแล้ว ในใจก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาโดยสิ้นเชิง

ตอนนี้ลูกจ่าฝูงหมาป่าสีขาวตัวนี้เพิ่งจะลืมตาดูโลก จะมาสวมรอยกินข้าวเหลือกับข้าวเหลือเหมือนอย่างเสือดำที่เกิดมาได้สัปดาห์กว่าไม่ได้หรอกนะ ย่อยไม่ได้ ทำได้เพียงดื่มน้ำนมแกะเท่านั้น

น้ำนมแกะชามโตหมดเกลี้ยงลงในระดับที่เห็นก้นชามได้อย่างรวดเร็ว

จางเหล่ยลูบไปที่หัวของมัน พูดด้วยรอยยิ้มตาหยีว่า 「วันข้างหน้าชื่อของแกก็คือเสี่ยวป๋ายแล้วกันนะ!」

「อิงๆ!~」 ลูกจ่าฝูงหมาป่าสีขาวที่กินอิ่มหนำสำราญแล้วราวกับมีความพึงพอใจในชื่อนี้มาก ยื่นลิ้นเล็กๆ สีชมพูออกมาเลียไปที่อุ้งมือของจางเหล่ย

「จางเหล่ย ยุ่งเสร็จแล้วก็ออกมาหน่อยสิลูก แม่มีเรื่องบางอย่างอยากจะพูดกับแกหน่อยน่ะ」 นอกห้องส่งเสียงของหลี่ซิ่วเหลียนมา

จางเหล่ยเมื่อเห็นดังนั้น จึงเดินก้าวออกไปด้านนอก

จบบทที่ บทที่ 72 เลี้ยงไม่เชื่องก็ฆ่ามันทิ้งซะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว