- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบเทพสวรรค์จุติกำเนิดใหม่พร้อมเพลิงสุริยัน
- ตอนที่ 352 ข้อเสนอของเย่มู่ ต้องสนิทสนมกลมเกลียวยิ่งกว่าเดิม!
ตอนที่ 352 ข้อเสนอของเย่มู่ ต้องสนิทสนมกลมเกลียวยิ่งกว่าเดิม!
ตอนที่ 352 ข้อเสนอของเย่มู่ ต้องสนิทสนมกลมเกลียวยิ่งกว่าเดิม!
จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยที่ประทับอยู่ในห้องทรงอักษร ดูมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก พระพักตร์ซีดเผือด ลมหายใจดูอ่อนแรง
เมื่อทอดพระเนตรเห็นทุกคนเดินเข้ามาในห้องทรงอักษร พระองค์จึงค่อยเงยพระพักตร์ขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
“ชิงเหอกลับมาแล้วหรือ?”
เชียนเริ่นเสวี่ยยืนตัวตรง ก่อนจะค้อมกายลงกราบ
“ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!”
ส่วนเย่มู่และคนอื่นๆ เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพ ในโลกนี้ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการยกย่องราชทินนามพรหมยุทธ์ เมื่อเผชิญหน้ากับองค์จักรพรรดิ เพียงแค่พยักหน้าก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ส่วนหนิงเฟิงจื้อที่เป็นถึงประมุขหนึ่งในสามสำนักใหญ่ตอนบน ก็มีฐานะสูงส่งยิ่งนัก การพยักหน้าทักทายจึงถือเป็นเรื่องปกติเช่นกัน
“ประมุขหนิง ท่านผู้นำเย่ การเดินทางครั้งนี้คงลำบากพวกท่านแล้ว” จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยตรัสด้วยรอยยิ้มเต็มพระพักตร์
องค์รัชทายาทกลับมาอย่างปลอดภัย พระองค์ก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง มิฉะนั้นคงต้องคอยนั่งกังวลทั้งวันว่าทางฝั่งจักรวรรดิซิงหลัวจะเล่นตุกติกอะไรอีก แม้จะรู้ดีว่ามีเย่มู่และยอดฝีมือเหล่านี้คอยคุ้มกัน เสวี่ยชิงเหอจะไม่มีทางได้รับอันตรายใดๆ แต่ถึงอย่างไร เขาก็คือรัชทายาทแห่งจักรวรรดิ จักรพรรดิในอนาคต คนเป็นพ่ออย่างพระองค์จะไม่อดห่วงได้อย่างไร?
“ชิงเหอ สำหรับความเคลื่อนไหวของจักรวรรดิซิงหลัว เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?” จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยตรัสเข้าประเด็นทันที
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะเปิดศึกสงคราม ทว่าบรรดาขุนนางในตอนนี้กลับมีท่าทีไม่เห็นด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์รัชทายาทก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอันตรายใดๆ การประกาศสงครามในเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งโดยรวมของจักรวรรดิซิงหลัวก็ยังเหนือกว่าจักรวรรดิเทียนโต่ว หากเปิดศึกกันจริงๆ จักรวรรดิเทียนโต่วจะต้องสูญเสียอย่างหนักแน่นอน
เชียนเริ่นเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“เสด็จพ่อ ลูกไม่ได้รับอันตรายใดๆ ร้ายแรงเลยพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งการโจมตีครั้งนี้ จักรวรรดิซิงหลัวเองก็สูญเสียกองกำลังยอดฝีมือและวิญญาจารย์ระดับสูงไปไม่น้อย โดยรวมแล้ว ถือว่าเราได้เปรียบ ดังนั้น ลูกจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปิดศึกสงคราม ราษฎรต้องการจักรวรรดิที่สงบร่มเย็น การก่อสงครามรังแต่จะนำความเดือดร้อนมาสู่ประชาชนพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดนี้ทำให้จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง การรู้จักคำนึงถึงความผาสุกของราษฎร นี่สิถึงจะเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ที่สมบูรณ์แบบ หากได้ผู้สืบทอดที่บ้าสงคราม เกรงว่าทั้งจักรวรรดิคงต้องทนทุกข์ทรมานเป็นแน่
“ที่เจ้ามีความคิดเช่นนี้ ข้ารู้สึกยินดีนัก” จากนั้นพระองค์ก็หันไปหาเย่มู่
“ท่านผู้นำเย่ จักรวรรดิซิงหลัวรังแกกันเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่าพวกท่านพอจะมีวิธีใดที่จะทำให้พวกมันต้องชดใช้บ้างหรือไม่?”
แม้จะไม่ได้ประกาศสงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็ต้องมีการสั่งสอนจักรวรรดิซิงหลัวให้หลาบจำเสียบ้าง ไม่เช่นนั้น ราชวงศ์เทียนโต่วจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
เย่มู่เอ่ยตอบอย่างเด็ดขาด
“หากเพียงแค่ต้องการให้พวกมันชดใช้อย่างสาสมล่ะก็ ข้อเสนอของข้าคือ... ลอบสังหารขุมกำลังวิญญาจารย์ของพวกมัน!”
“โอ้?”
ขุมกำลังวิญญาจารย์ของจักรวรรดิซิงหลัวนั้นอ่อนแอกว่าเทียนโต่วก็จริง แต่ยอดฝีมือระดับสูงของพวกเขาก็มีอยู่ไม่น้อย จักรพรรดิซิงหลัว รวมถึงดยุกวิฬาร์โลกันตร์ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ก็ทำให้พบว่าจักรวรรดิซิงหลัวมียอดวิญญาจารย์ซ่อนอยู่มากมายจริงๆ โดยเฉพาะองครักษ์เงาซิงหลัวนั่น
“เพราะเหตุนี้ ข้าจึงคิดว่าพวกเราควรเริ่มจากการลอบตัดกำลังวิญญาจารย์ของพวกมัน โดยเฉพาะเป้าหมายหลักอย่าง... องครักษ์เงาซิงหลัว!”
ข่าวคราวเกี่ยวกับองครักษ์เงาซิงหลัวได้ถูกส่งกลับมายังเมืองเทียนโต่วแล้ว ตอนที่จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยเพิ่งได้รู้เรื่องนี้ พระองค์ก็ทรงตกตะลึงไม่น้อย เพียงแค่ส่งคนออกมาลอบสังหาร ก็ยังสามารถส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ออกมาได้ถึงสองคน ไม่มีใครรู้เลยว่าองครักษ์เงาซิงหลัวนั้นยังมียอดฝีมือแบบนี้ซุกซ่อนอยู่อีกกี่คน หรืออาจจะถึงขั้นมีระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เลยก็เป็นได้!
เมื่อลองคิดดูแล้ว มันก็มีความเป็นไปได้สูงมากจริงๆ ไม่มีใครสามารถประมาทขุมกำลังของราชวงศ์ซิงหลัวได้ หากประมาทเมื่อใด ก็เตรียมตัวรับความพินาศได้เลย
“เช่นนั้น ท่านผู้นำเย่คิดว่าควรใช้วิธีใดในการลอบตัดกำลังวิญญาจารย์ของพวกมันเล่า?”
จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยทรงใคร่รู้ว่าเย่มู่มีแผนการอันใดอยู่ในใจ การจะลอบสังหารขุมกำลังวิญญาจารย์ของจักรวรรดิซิงหลัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และมีความยากระดับมหาหิน!
เย่มู่ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า “เป้าหมายหลักคือองครักษ์เงาซิงหลัว เราอาจจะล่อพวกมันเข้ามาในเขตแดนของเรา แล้วค่อยลงมือจัดการ หรือไม่ก็... ลอบเข้าไปในจักรวรรดิซิงหลัว แทรกซึมเข้าเมืองซิงหลัว แล้วลงมือลอบสังหารพวกมันถึงถิ่นเลย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อ ลอบเร้นเข้าไปในเมืองซิงหลัวงั้นหรือ? ความเสี่ยงมันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ
ประกายแสงวาบผ่านแววตาของเชียนเริ่นเสวี่ย การที่เย่มู่พูดแบบนี้ เป็นไปได้สูงมากว่าเขากำลังเตรียมตัวจะไปเมืองซิงหลัว ตอนนี้เมืองซิงหลัวกำลังมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้น คนอย่างเขาต้องอยากไปร่วมวงด้วยแน่ หรือบางทีอาจจะถือโอกาสนี้ทำอะไรบางอย่างในเขตแดนของจักรวรรดิซิงหลัวก็เป็นได้ แต่นางก็เลือกที่จะนิ่งเงียบไว้ก่อน รอให้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพังแล้วค่อยซักถามก็ยังไม่สาย
จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตรัสถาม
“แล้วท่านผู้นำเย่คิดว่าควรลอบเข้าไปในเมืองซิงหลัวอย่างไร?”
“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเองเถอะ ครั้งนี้องครักษ์เงาซิงหลัวกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว สมควรที่จะสั่งสอนพวกมันเสียบ้าง”
ดวงตาของจักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยทอประกายวาบ เย่มู่มีระดับพลังฝึกปรืออันลึกล้ำ แม้แต่ถังเฮ่า เขาก็ยังเอาชนะมาได้ หากเขาเป็นคนลงมือลอบเข้าไปในเมืองซิงหลัวด้วยตัวเอง ภารกิจนี้จะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน หากสามารถจัดการกับองครักษ์เงาซิงหลัวได้ ขุมกำลังวิญญาจารย์ของจักรวรรดิซิงหลัวจะต้องอ่อนแอลงอย่างมหาศาล ทั้งยังเป็นการส่งคำเตือนอย่างรุนแรงไปยังจักรวรรดิซิงหลัว ไม่ให้พวกมันกล้ากำเริบเสิบสานอีก แถมยังได้ระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจอีกด้วย! ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวจริงๆ!
“แต่ตอนนี้พันธมิตรสถาบันโรงเรียนวิญญาจารย์ระดับสูง...”
จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ การพัฒนาของพันธมิตรสถาบันในช่วงที่ผ่านมานั้นรวดเร็วมาก หากเย่มู่ต้องออกจากอาณาเขตของจักรวรรดิไป จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของพันธมิตรหรือไม่? การเติบโตของพันธมิตรสถาบันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของจักรวรรดิเทียนโต่ว พระองค์ทรงตั้งความหวังไว้ว่าเย่มู่จะสามารถบริหารจัดการและทำให้พันธมิตรแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เย่มู่หัวเราะฮ่าๆ แล้วตอบว่า “ฝ่าบาททรงกังวลมากเกินไปแล้ว มีท่านผู้อำนวยการฝูหลันเต๋อและคนอื่นๆ คอยดูแลอยู่ ข้าเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะบริหารจัดการพันธมิตรได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
ตอนนี้ฝูหลันเต๋อและพรรคพวกต่างก็เป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า และได้ก้าวเข้าสู่ระดับราชทินนามพรหมยุทธ์กันหมดแล้ว มีพวกเขาคอยประจำการดูแลพันธมิตร รับรองว่าไม่มีปัญหาใดๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีตู๋กูป๋อและหูเหยียนเจิ้นคอยสนับสนุนอีก ปลอดภัยหายห่วง!
ส่วนแนวทางการพัฒนาของพันธมิตรในอนาคต ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการดึงดูดสถาบันโรงเรียนวิญญาจารย์ระดับสูงแห่งอื่นๆ ให้เข้าร่วมระบบพันธมิตร ในเวลานี้มีตัวแทนจากสถาบันโรงเรียนวิญญาจารย์ระดับสูงหลายแห่งกำลังรอพบผู้บริหารของพันธมิตรอยู่ เป้าหมายของพวกเขาก็คือการขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก! การเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองของพันธมิตรสถาบัน ล้วนอยู่ในสายตาของสถาบันโรงเรียนวิญญาจารย์ทั้งหมดในอาณาเขตจักรวรรดิเทียนโต่ว
จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ดี ข้าคงต้องฝากฝังเรื่องนี้ไว้กับท่านผู้นำเย่แล้ว! พรุ่งนี้ค่ำ ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกท่านอย่างสมเกียรติ!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
ทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะเดินออกจากห้องทรงอักษร
เย่มู่เดินตามเชียนเริ่นเสวี่ยมายังตำหนักองค์รัชทายาท ข้าราชบริพารในตำหนักแห่งนี้ล้วนเป็นคนของเชียนเริ่นเสวี่ยที่ถูกส่งตัวมาจากสำนักวิญญาณยุทธ์ทั้งสิ้น เมื่อกลับมาถึงห้องพักผ่อนภายในตำหนัก เชียนเริ่นเสวี่ยก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ ร่างกายของนางผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับปลดเปลื้องการสวมรอยอำพรางตัวออก
“ศิษย์น้องไม่กลับไปที่สถาบันก่อนงั้นหรือ?” เมื่อเห็นเขาเดินตามเข้ามา เชียนเริ่นเสวี่ยก็ชะงักไปเล็กน้อย
เย่มู่ยิ้มกรุ้มกริ่ม พลางหยิบอุปกรณ์วิญญาณชิ้นหนึ่งโยนลงบนพื้น ทันใดนั้นม่านพลังบางๆ ก็แผ่กางออกปกคลุมทั่วทั้งห้องพักผ่อน
“ศิษย์พี่หญิง ข้ามีความคิดดีๆ อยู่อย่างหนึ่งน่ะ”
“ความคิดอะไรของเจ้า?”
เชียนเริ่นเสวี่ยยืดตัวนั่งหลังตรง ท่าทางแบบนี้ คงต้องเป็นเรื่องสำคัญมากๆ แน่!
“เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มาตั้งหลายปี ข้าก็อยากจะเปลี่ยนสถานะของท่านอาจารย์สักหน่อยน่ะ ยกตัวอย่างเช่น... จากอาจารย์เปลี่ยนเป็นแม่ยาย นั่นมันยิ่งกว่าการผูกมิตรสนิทสนมกลมเกลียวเสียอีกนะ ศิษย์พี่หญิงคิดว่ายังไงล่ะ?”
“สนิทสนมกลมเกลียวบ้าบออะไรของเจ้า?”
เชียนเริ่นเสวี่ยถูกคำพูดของเขาทำเอางุนงงไปหมด สมองยังประมวลผลไม่ทัน ทว่าในวินาทีต่อมา เย่มู่ก็ช้อนร่างของนางขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าหญิง แล้วเดินดุ่มๆ ตรงไปยังห้องนอนทันที
“ศิษย์น้อง เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
เชียนเริ่นเสวี่ยร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลดเสียงลง แม้ว่าคนในตำหนักนี้จะเป็นคนของนางทั้งหมด แต่หากมีใครมาเห็นเข้า นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
“ศิษย์พี่หญิงวางใจเถอะ ข้าไล่คนพวกนั้นออกไปหมดแล้ว แถมยังมีอุปกรณ์วิญญาณอยู่อีก ไม่ต้องกลัวว่าใครจะได้ยินหรอก”
ระหว่างที่พูด เขาก็อุ้มนางเข้ามาถึงในห้องนอน แล้ววางร่างบางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล
ใบหน้าของเชียนเริ่นเสวี่ยแดงซ่าน นางไม่ได้เอ่ยปากขัดขืน แววตาลอกแลกไปมา ไม่กล้าสบตากับเขาตรงๆ แม้แต่น้อย...