- หน้าแรก
- จอสวรรค์ทะลุมิติ พาฉางเล่อท่องสุสานจักรพรรดิ
- บทที่ 260 สะพานเดียวพาดผ่านเหนือใต้! ปราการธรรมชาติแยงซีเกียงกลายเป็นทางสัญจร นายท่านโจดูแล้วถึงกับร้องไห้!
บทที่ 260 สะพานเดียวพาดผ่านเหนือใต้! ปราการธรรมชาติแยงซีเกียงกลายเป็นทางสัญจร นายท่านโจดูแล้วถึงกับร้องไห้!
บทที่ 260 สะพานเดียวพาดผ่านเหนือใต้! ปราการธรรมชาติแยงซีเกียงกลายเป็นทางสัญจร นายท่านโจดูแล้วถึงกับร้องไห้!
รอบด้านพลันเงียบสงัดลงในพริบตา
นักศึกษาไม่กี่คนที่เพิ่งจะเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงเมื่อครู่ ต่างจ้องมองหลี่ลี่จื้อด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ผ่านไปหลายวินาที นักศึกษาชายที่สวมแว่นตาก็ตบต้นขาฉาดใหญ่ เสียงสั่นเครือ "เชี่ย! รุ่นพี่! พี่พูดได้สุดยอดมาก! นี่สิถึงจะเรียกว่าการโจมตีลดมิติของแท้!"
เขาดันแว่นตา นัยน์ตาเป็นประกาย ก่อนจะพูดเสียงดังต่อไปว่า "ที่ไท่ป๋อไม่เขียน ก็เพราะไม่ลดตัวลงไปแก่งแย่งชิงดีในทางโลก!"
"วิสัยทัศน์นี้ คำอธิบายนี้ มันยอดเยี่ยมสุดๆ ไปเลย! เอาความรู้สึกอยากเอาชนะแบบชาวบ้านๆ ของพวกเราก่อนหน้านี้ ไปกดถูกับพื้นซะราบคาบเลย!"
นักศึกษาหญิงที่มัดผมหางม้าอีกคนก็ตาเป็นประกายขยับเข้ามาใกล้ "พี่สาวคะ พี่เป็นนักศึกษาปริญญาเอกสาขาภาษาและวัฒนธรรมจีนของมหาวิทยาลัยไหนหรือเปล่าคะ? ภูมิความรู้ทางวรรณกรรมแบบนี้ กลิ่นอายความสูงศักดิ์อันเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาทั้งตัวนี้... พระเจ้า พี่ดูเหมือนองค์หญิงตัวจริงที่ทะลุมิติมาจากราชวงศ์ถังเลยอะ!"
นักท่องเที่ยวรอบๆ ล้วนรับฟังจนเคลิบเคลิ้ม ทันใดนั้น บนระเบียงชมวิวก็มีเสียงปรบมือดังเกรียวกราวและยาวนานไม่ขาดสาย
เมื่อได้ยินคำชมเชยที่ตรงไปตรงมาเหล่านี้ โดยเฉพาะคำว่า 'องค์หญิงตัวจริง' แก้มของหลี่ลี่จื้อก็แดงซ่านขึ้นมาทันที
เฉินซีที่มองดูอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาแอบยกนิ้วโป้งให้หลี่ลี่จื้อ แล้วลดเสียงเบาพูดว่า "ภรรยาจ๋า ร้ายกาจมาก! คุณนี่กู้หน้าให้ราชวงศ์ต้าถังได้แบบจัดเต็มไปเลยนะ!"
ในขณะเดียวกัน
คำพูดเหล่านี้ ก็กำลังดังก้องกังวานไปทั่วทุกมุมของมิติเวลาหมื่นราชวงศ์ ผ่านจอฟ้าข้ามมิติเวลาอย่างชัดเจน
ต้าถัง รัชศกไคหยวน
ภายในร้านสุรา
หลี่ไป๋ที่เดิมทีดื่มจนเมามาย ตอนนี้กลับถือจอกสุราไว้ในมือ จ้องมองจอฟ้าเขม็ง ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัว
วินาทีต่อมา เขาก็ขว้างจอกสุราลงพื้นจนแตกกระจาย แหงนหน้าขึ้นและระเบิดเสียงหัวเราะอย่างห้าวหาญถึงขีดสุดออกมา! "รู้ใจ! สหายรู้ใจในรอบพันปีแท้ๆ——!!!"
หลี่ไป๋หัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด เขาชี้ไปที่จอฟ้า หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง "ข้าหลี่ไท่ป๋อเย่อหยิ่งจองหองมาทั้งชีวิต ผู้คนในโลกต่างคิดว่าการที่ข้าวางพู่กันลงหน้าหอนกกระเรียนเหลือง เป็นเพราะอิจฉาในพรสวรรค์ของชุยเฮ่าผู้นั้น!"
"มีเพียงองค์หญิงบนจอฟ้าในยุคชนรุ่นหลังผู้นี้เท่านั้น ที่เข้าใจจิตใจอันไม่ยอมลดตัวลงไปแก่งแย่งเรื่องทางโลกของข้าหลี่ไป๋!"
กวีเซียนผู้นี้รีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถึงกับประสานมือคารวะไปทางจอฟ้าอย่างลึกซึ้ง ขอบตาแดงระเรื่อเล็กน้อย น้ำเสียงหนักแน่นกังวานราวกับเสียงกระบี่ "เสียงสวรรค์จากเบื้องบน ผลงานชิ้นเอกแห่งโลกมนุษย์... ดี! ดี! ดี!"
"คำพูดขององค์หญิงในวันนี้ประโยคเดียว มีค่ามากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าปัญญาชนคร่ำครึนับหมื่นนับพันบนโลกนี้เสียอีก! หลี่ไป๋ ขอขอบพระทัยองค์หญิงที่ช่วยกอบกู้ชื่อเสียงให้พ่ะย่ะค่ะ!!!"
มิติเวลาต้าถัง รัชศกเจินกวน
ภายในตำหนักไท่จี๋
หลี่ซื่อหมินลุกขึ้นยืนพรวดพราด แหงนหน้ามองจอฟ้า ในดวงตาเต็มไปด้วยความปีติยินดีและความภาคภูมิใจที่ไม่อาจปิดบังได้
"ฮ่าๆๆๆ! ดี! ช่างเป็นเสียงสวรรค์จากเบื้องบนที่ยอดเยี่ยม! ช่างเป็นการไม่ลดตัวลงไปแก่งแย่งชิงดีที่ยอดเยี่ยม!"
เทียนเช่อซ่างเจียงผู้นี้หันขวับกลับมาด้วยความตื่นเต้น ชี้ไปที่จอฟ้า แล้วโอ้อวดเสียงดังลั่นกับเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นบู๊ว่า "เหล่าอ้ายชิงทั้งหลาย! เห็นแล้วหรือไม่? ได้ยินแล้วหรือไม่?!"
"นี่แหละคือบุตรีของเจิ้น! เพียงแค่ใช้คำพูดไม่กี่ประโยค ก็สามารถทำให้พวกเขาศิโรราบได้อย่างหมดจด!"
หลี่ซื่อหมินเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ น้ำเสียงแฝงความหยิ่งผยองเหนือหล้า "ต่อให้ไปถึงยุคของชนรุ่นหลังในอีกนับพันปีให้หลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าบัณฑิตรุ่นหลัง ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย! นี่แหละคือท่วงท่าสง่างามขององค์หญิงแห่งต้าถังของเจิ้น!"
จ่างซุนฮองเฮาที่ประทับอยู่บนบัลลังก์หงส์ก็มีน้ำตาคลอเบ้าเช่นกัน นางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า "ความสง่างามของลี่จื้อนี้ ไม่ทำให้ความน่าเกรงขามของราชวงศ์ต้าถังต้องมัวหมองเลยเพคะ"
โลกปัจจุบัน ระเบียงชมวิวหอนกกระเรียนเหลือง
"รุ่นพี่! ขอแอดเฟรนด์หน่อยครับ! ผมอยากจะขอคำชี้แนะเรื่องบทกวีจากพี่!"
"พี่สาวคะ ขอถ่ายรูปด้วยกันหน่อยได้ไหมคะ?!"
เมื่อต้องเผชิญกับเหล่านักศึกษาที่กรูกันเข้ามา เฉินซีก็รีบปกป้องหลี่ลี่จื้อ แล้วพาเธอแหวกฝูงชนออกมา
หลังจากวิ่งหนีออกมาจากเขตสถานที่ท่องเที่ยวตลอดทาง เฉินซีก็จับเข่าหอบหายใจแฮกๆ "ฟู่—— โชคดีนะที่วิ่งหนีมาได้เร็ว!"
เมื่อเห็นท่าทางของท่านสามีที่คอยปกป้องตนเอง หลี่ลี่จื้อก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา ดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
ทั้งสองคนเดินจูงมือกันมาถึงริมแม่น้ำแยงซีเกียง
ลมแม่น้ำพัดปอยผมของหลี่ลี่จื้อพลิ้วไสว เธอยืนอยู่ริมฝั่ง มองดูผิวน้ำ แล้วดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นในทันใด
เห็นเพียงบนผิวน้ำ มีเรือสินค้าลำยักษ์หลายลำกำลังแล่นแหวกเกลียวคลื่นไปมา
และสิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่า ก็คือสะพานขนาดยักษ์ที่ทอดข้ามสองฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียงซึ่งอยู่ไกลออกไป
"ท่านพี่..." หลี่ลี่จื้ออ้าปากค้างเล็กน้อย ชี้ไปที่แดนไกล "นั่น... สร้างขึ้นมาได้อย่างไรหรือคะ?"
เฉินซีมองตามสายตาของเธอไป มุมปากยกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
"มาถึงอู่ฮั่น ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงแห่งอู่ฮั่นสะพานนี้เลยล่ะ"
เขากระชับมือของหลี่ลี่จื้อแน่น นัยน์ตาแฝงความมั่นใจ "ไปเถอะ! ผมจะพาคุณไปดู ว่าชาวเสินโจวอย่างพวกเรา เปลี่ยนแม่น้ำแยงซีเกียงที่ขวางกั้นเหนือใต้นี้ ให้กลายเป็นถนนเส้นใหญ่ได้อย่างไร!"
พูดจบ ผ่านไปไม่นาน เฉินซีก็จูงมือหลี่ลี่จื้อเดินตามทางลาดขึ้นสะพาน ก้าวขึ้นสู่สะพานใหญ่ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "สะพานแห่งแรกแห่งแม่น้ำแยงซีเกียงหมื่นลี้" ไปทีละก้าว
ทันทีที่เหยียบลงบนพื้นสะพาน หลี่ลี่จื้อก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะจากใต้ฝ่าเท้า พร้อมกับเสียง "ครืนๆ" ดังทุ้มต่ำ
"ว้าย!" หลี่ลี่จื้อกอดแขนเฉินซีไว้ตามสัญชาตญาณ ใบหน้าเล็กซีดเผือดลงเล็กน้อย "ท่านพี่ สะพานนี้... สะพานนี้ทำไมถึงสั่นล่ะคะ? มันกำลังจะถล่มลงมาใช่ไหมคะ?!"
ในยุคต้าถัง แม้จะเป็นสะพานจ้าวโจวที่แข็งแรงทนทาน หากพบเจอกลุ่มคนและม้าฝูงใหญ่สัญจรผ่าน ก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการสั่นคลอน ทว่าความเคลื่อนไหวที่อยู่ตรงหน้านี้ ราวกับแผ่นดินไหวอย่างไรอย่างนั้น!
"ไม่ต้องกลัว ไม่ถล่มหรอก"
เฉินซียิ้มพลางรวบตัวเธอเข้ามากอด ตบหลังเธอเบาๆ แล้วชี้ไปที่พื้นสะพานใต้เท้า "ภรรยาจ๋า คุณฟังเสียงสั่นนี่สิ รู้สึกเหมือนฟ้าร้องไหม?"
หลี่ลี่จื้อพยักหน้ารัวๆ
"นั่นเป็นเพราะข้างใต้เท้าพวกเรา มีขบวนรถไฟที่บรรทุกผู้คนนับพันกำลังวิ่งอยู่ยังไงล่ะ!" ดวงตาของเฉินซีเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจ "สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงแห่งนี้ ไม่ใช่สะพานธรรมดาๆ นะ แต่มันเป็นสะพานสองชั้นสองสาย! ชั้นบนที่พวกเรายืนอยู่ เป็นถนนสำหรับรถยนต์ มีสี่เลนวิ่งสวนทางกัน ส่วนชั้นที่อยู่ใต้เท้าพวกเรา ปูด้วยรางรถไฟ มีไว้ให้รถไฟวิ่ง!"
"สองชั้นบนล่าง?! ให้ทั้งรถยนต์และมังกรเหล็กวิ่งพร้อมกันอย่างนั้นหรือคะ?!"
หลี่ลี่จื้อเบิกตากลมโต ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เธอชะโงกหน้าออกไป เกาะราวสะพานมองลงไปด้านล่าง เห็นเพียงผืนน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งมีความกว้างอย่างน้อยหลักพันเมตร เกลียวคลื่นซัดสาดเชี่ยวกราก ลึกจนมองไม่เห็นก้น
และสะพานเหล็กกล้ายักษ์แห่งนี้ กลับตอกเสาตอม่อขนาดมหึมาลงกลางกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากอย่างดื้อดึง ขีดกั้นปราการธรรมชาตินี้ไว้อย่างแน่นหนา!
"ท่านพี่... กระแสน้ำแยงซีเกียงไหลเชี่ยวกรากถึงเพียงนี้ ผืนน้ำก็กว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ ตั้งแต่โบราณกาลมาจึงถูกขนานนามว่าเป็น 'ปราการธรรมชาติ' ชนรุ่นหลังสามารถตั้งเสาเหล็กกล้านี้ขึ้นมากลางแม่น้ำเช่นนี้ได้อย่างไรกันคะ?"
ภาพเบื้องหน้า ทำให้หลี่ลี่จื้อตกตะลึงอีกครั้ง
"ถามได้ดี!"
เฉินซีพยักหน้า ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยว่า
"ในยุคโบราณ แม่น้ำแยงซีเกียงมีความหมายว่าอย่างไร?"
"มันหมายถึงการแบ่งแยกดินแดนปกครองตามลุ่มน้ำ! หมายถึงการขวางกั้นระหว่างเหนือและใต้! หมายถึงปราการธรรมชาติที่ไม่อาจข้ามผ่านไปได้!"
"คนโบราณกล่าวไว้ว่า: 'ปราการธรรมชาติแยงซีเกียง ขวางกั้นเหนือใต้มาแต่โบราณกาล' เพื่อข้ามแม่น้ำสายนี้ คนโบราณสร้างเรือไม้ สร้างโซ่เหล็ก หรือแม้แต่เพราะพายุลมแรงสักระลอก หมอกหนาทึบสักครั้ง ก็สามารถพรากชีวิตกองทัพนับแสนนายไปได้เลยนะ!"
ตู้ม——!
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา มิติเวลาสามก๊กก็เดือดดาลขึ้นมาในทันที!
ปีเจี้ยนอันที่สิบสาม สมรภูมิโบราณผาแดง
โจโฉที่เพิ่งจะพ่ายแพ้ย่อยยับ กำลังนำทหารที่พ่ายศึกหนีหัวซุกหัวซุนอยู่บนเส้นทางฮัวหยง พลันเงยหน้าขึ้นขวับ จ้องมองสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงสองชั้นที่เปิดให้รถสัญจรบนจอฟ้าอย่างตาไม่กะพริบ
ในดวงตาของจอมคนผู้ผ่านความยากลำบากมาอย่างโชกโชนคู่นั้น พลันมีหยาดน้ำตาสายเลือดแห่งความคับแค้นใจถึงขีดสุดไหลรินออกมาสองสายในพริบตา!
"ปราการธรรมชาติแยงซีเกียง... โซ่เหล็กคล้องเรือรบ..."
โจโฉโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ขว้างแส้ม้าในมือลงบนพื้นโคลนอย่างแรง แหงนหน้าขึ้นฟ้าและคำรามด้วยความโศกเศร้า "หากข้ามีสะพานเหล็กกล้าศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ทอดข้ามแม่น้ำ! กองทัพแดนเหนือแปดแสนนายของข้า ก็จะสามารถบุกทะลวงกังตั๋งได้ราวกับเดินบนพื้นราบ! ไยต้องใช้โซ่เหล็กคล้องเรือรบอันใดอีก?! ไยต้องกลัวเพลิงมารของไอ้เด็กเมื่อวานซืนจิวยี่นั่นด้วยเล่า?!"
"อำนาจอันยิ่งใหญ่ของข้า! ความฝันที่จะรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งของข้า! กลับต้องมาจบสิ้นลงเพราะแม่น้ำสายเดียว! สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม! ชนรุ่นหลังช่างโชคดีเสียจริง!!!"
อัครเสนาบดีโจเสียอาการอย่างหนัก ร้องไห้โฮราวกับคนอ้วนน้ำหนักสองร้อยชั่งอย่างไรอย่างนั้น