- หน้าแรก
- ชีวิตบำเพ็ญเซียนฉบับคนมีหน้าต่างสถานะ
- ตอนที่ 87 ร่างจำแลงฟ้าดินรูปแบบใหม่ ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นหนึ่ง
ตอนที่ 87 ร่างจำแลงฟ้าดินรูปแบบใหม่ ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นหนึ่ง
ตอนที่ 87 ร่างจำแลงฟ้าดินรูปแบบใหม่ ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นหนึ่ง
หลอมรวมวิชามนุษย์ศัสตราเข้าสู่รูปลักษณ์ธรรมเจินกัง!
ความคิดนี้เพียงผุดขึ้นมา ก็ลามเลียไปทั่วประดุจประกายไฟกลางทุ่งหญ้าแห้ง หยางจี๋ยากจะสะกดข่ม ยามนี้ในสมองเขาเต็มไปด้วยความคิดนี้
ความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใต้สำนึกรุนแรงยิ่งนัก หยางจี๋มิรอช้า รีบลงมือกระทำตามทันที
ทันทีที่วิชามนุษย์ศัสตราเริ่มทำงาน อักขระทองคำรูปทรงลูกอ๊อดก็นำพวยพุ่งเข้าสู่รูปลักษณ์ธรรมเจินกังอย่างต่อเนื่อง
ความลี้ลับสองสายเริ่มสอดประสาน แม้ในเบื้องต้นจะบังเกิดแรงต่อต้าน ทว่าภายใต้การชี้นำและแก้ไขจุดบกพร่องจากสูตรโกง กระบวนการนี้จึงยังคงดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า
ท่ามกลางการหลอมรวมแก่นแท้ของยอดวิชาทั้งสองแขนง รูปลักษณ์ธรรมรูปแบบใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ
เวลาหนึ่งปีผ่านพ้นไป
วูบ!
เมื่ออักขระทองคำลูกอ๊อดตัวสุดท้ายหลอมรวมเข้ากับรูปลักษณ์ธรรมเจินกัง เสียงสั่นสะเทือนแผ่วเบาก็ดังขึ้น มหาอำนาจแห่งฟ้าและดินพลันสั่นสะท้าน มวลอากาศโดยรอบบังเกิดระลอกคลื่นม้วนตลบที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ยามนี้ร่างจำแลงฟ้าดินสวมใส่ชุดเกราะทั่วร่าง ดูสง่างามประดุจเทพเซียน บารมีที่แผ่ออกมาทรงพลังกว่าเดิมนับสิบเท่า
หากพินิจดูให้ดี จะพบว่าชุดเกราะทองคำที่ถักทอร้อยเรียงกันอย่างแน่นหนานั้น แท้จริงคืออักขระทองคำที่หลอมรวมอยู่ภายในรูปลักษณ์ธรรมเจินกังนั่นเอง
นี่มิใช่เพียงชุดเกราะทองคำธรรมดา หยางจี๋รู้ดีว่ามันหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับรูปลักษณ์ธรรมเจินกัง มหาอำนาจแห่งฟ้าดินที่สามารถชักนำมาได้นั้นยิ่งใหญ่ไพศาลกว่าเดิมนัก
เพียงแค่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ห้วงมิติโดยรอบก็สั่นสะเทือนปั่นป่วน มวลพลังแห่งโลกธาตุต่างหลั่งไหลเข้าหาด้วยตนเอง ช่างมิธรรมดายิ่งนัก
แม้หยางจี๋จะมิเคยเห็นร่างจำแลงฟ้าดินที่กลั่นกรองมาจากเคล็ดวิชามรรคาขั้นสูงสุด ทว่าจิตใต้สำนึกบอกเขาว่า รูปลักษณ์ธรรมใหม่นี้ย่อมมิด้อยไปกว่าของพวกนั้นแน่นอน
หยางจี๋จ้องมองรูปลักษณ์ธรรมเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
ในจังหวะที่ร่างจำแลงฟ้าดินเริ่มมั่นคงสมบูรณ์ ทันใดนั้น ท่ามกลางความว่างเปล่า แรงกดดันที่ชวนให้ใจสั่นสะท้านก็ถาโถมมาจากส่วนลึกของดวงวิญญาณ
หวืด หวืด หวืด ——
ภายในห้วงสำนึก พลันบังเกิดวายุคลั่งพัดกระหน่ำ เป็นพายุที่มีแรงฉีกกระชากมหาศาล มีอานุภาพพัดพาผืนดินลึกร้อยเซียะ บดขยี้ขุนเขาให้กลายเป็นธุลีได้ในพริบตา
“ทัณฑ์วายุ!”
หยางจี๋ล่วงรู้ดีว่า ทัณฑ์เทวะด่านแรกของเขามาถึงแล้ว
หากวิญญาณต้นกำเนิดก้าวข้ามทัณฑ์นี้ได้ เขาจะทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด และครอบครองอายุขัย 1,200 ปี
ทัณฑ์วายุคือมหาภัยพิบัติแห่งฟ้าดินที่มุ่งเป้าไปที่วิญญาณต้นกำเนิดโดยเฉพาะ ร้ายกาจยิ่งนัก
หากดวงวิญญาณอ่อนแอ เพียงชั่วพริบตาอาจถูกพัดจนกลายเป็นละอองวิญญาณ ดับสูญไปจากมรรคาตลอดกาล
ผู้บำเพ็ญระดับขอบเขตแก่นทองคำจุดสูงสุดบางคน แม้จะสั่งสมปราณแท้จนเพียงพอจะควบแน่นร่างจำแลงฟ้าดินแล้ว ทว่ากลับมิกล้าทะลวงระดับ เพราะหวาดเกรงว่าจะมิอาจข้ามผ่านทัณฑ์วายุไปได้
สมคำที่ว่า ร่างกายคือเรือ และดวงวิญญาณคือคนในเรือ
แม้การควบแน่นร่างจำแลงฟ้าดินจะชักนำทัณฑ์วายุมา ทว่าในขณะเดียวกัน ร่างจำแลงฟ้าดินก็คือเรือที่คอยปกป้องวิญญาณต้นกำเนิดจากภยันตรายของพายุ
หยางจี๋มิมีโอสถทัณฑ์วายุ และมิคิดจะพึ่งพามัน เพราะเขาบ่มเพาะวิชามนุษย์ศัสตรา ทำให้ดวงวิญญาณกล้าแข็งกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปหลายเท่าตัว
โดยปกติแล้ว เมื่อข้ามผ่านทัณฑ์วายุ วิญญาณต้นกำเนิดจะเปลี่ยนจากสภาวะกึ่งโปร่งแสง กลายเป็นดวงจิตวิญญาณหยินที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แม้ดวงจิตวิญญาณหยินจะมองเห็นได้ ทว่ามันยังคงเบาบางประดุจอากาศธาตุ มิอาจสัมผัสได้ด้วยมือเปล่า
จนกว่าจะข้ามผ่านทัณฑ์อัคนี ดวงจิตวิญญาณหยินจึงจะแปรสภาพเป็นดวงจิตวิญญาณหยาง
ดวงจิตวิญญาณหยางแข็งแกร่งกว่าดวงจิตวิญญาณหยินมหาศาล ยามนี้สามารถสัมผัสได้ด้วยมือเปล่า มอบความรู้สึกที่จับต้องได้มิต่างจากร่างกายมนุษย์
เมื่อผ่านพ้นทัณฑ์อสนี ดวงจิตวิญญาณหยางจะผลัดเปลี่ยนเป็นวิญญาณต้นกำเนิดบริสุทธิ์หยาง ซึ่งสามารถแยกออกจากร่างมาดำรงชีพได้โดยลำพัง
วิญญาณออกจากร่าง หนึ่งความคิดเหินเวหานับพันลี้ สังหารศัตรูได้โดยไร้ร่องรอย
ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดที่แข็งแกร่งในระดับนี้ สามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์แยกจิต สร้างร่างแยกนอกกาย หนึ่งคนสองชีวิต ร้ายกาจนักเชียวล่ะ
และการจะก้าวสู่ขอบเขตแปลงวิญญาณได้นั้น วิญญาณต้นกำเนิดบริสุทธิ์หยางถือเป็นกุญแจสำคัญที่ขาดมิได้
เพราะมีเพียงเจตจำนงของวิญญาณต้นกำเนิดบริสุทธิ์หยางเท่านั้น ที่จะสามารถเดินทางไปยังสุดขอบโลกเพื่อสัมผัสแดนเซียน และชักนำปราณมรรคาที่บรรจุความลับแห่งมรรคาลงมาสู่โลกได้
ปราณมรรคาคือพลังงานที่ใช้ในการหลอมสร้างกายาอมตะของขอบเขตแปลงวิญญาณ และใช้ในการควบแน่นโลกจำลองระยะเริ่มต้น มีเพียงร่างกายที่เปลี่ยนเป็นกายามหามรรคาโดยสมบูรณ์เท่านั้น จึงจะสามารถแบกรับมรรคาที่หยั่งรู้มาได้
กล่าวได้ว่า ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดคือการฝึกจิต ขอบเขตแปลงวิญญาณคือการฝึกกาย
วิญญาณต้นกำเนิดบริสุทธิ์หยางผสานกับกายามหามรรคา จึงจะถือว่าเข้าถึงวิถีแห่งมรรคา และมีคุณสมบัติในการสดับธรรม
ยามนี้ความแข็งแกร่งของวิญญาณต้นกำเนิดหยางจี๋เข้าสู่ระดับจุดสูงสุดของดวงจิตวิญญาณหยินนานแล้ว เพื่อความก้าวหน้าและการผลัดเปลี่ยนที่สมบูรณ์แบบ เขาจึงเลือกที่จะมิใช้โอสถทัณฑ์วายุ
เพราะทัณฑ์สวรรค์นั้นแม้จะเป็นเคราะห์ ทว่าก็เป็นวาสนาแห่งการสรรค์สร้างเช่นกัน
การมิพึ่งพาเครื่องป้องกัน แต่เผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ด้วยตนเองเพื่อการเลื่อนระดับที่สมบูรณ์ คือวิถีทางที่อัจฉริยะเกือบทุกคนยึดถือ
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น หยางจี๋ก็มิกล้าประมาท สีหน้าเขาเคร่งขรึมลง มิต้องการให้ความเพียรพยายามต้องมาสูญเปล่าในที่นี่
ท่ามกลางวายุคลั่งกังฟงที่อาละวาดในห้วงสำนึก เขาควบคุมวิญญาณต้นกำเนิดให้มุดเข้าไปภายในมหาเทวะธรรมกาทันที
วิง ——
หวืด หวืด หวืด!
วายุคลั่งแผดคำราม โหมกระหน่ำพัดพาสาดซัดเข้าใส่ร่างจำแลงฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง
ด้วยการปกป้องจากร่างจำแลงฟ้าดิน วายุคลั่งส่วนใหญ่ที่พุ่งมาจากห้วงสำนึกจึงถูกสกัดกั้นไว้ได้ทันควัน
ทว่ายังคงมีเศษเสี้ยวส่วนน้อยที่เล็ดลอดเข้าไปถึงภายใน และพุ่งเข้าปะทะกับวิญญาณต้นกำเนิดโดยตรง
หยางจี๋มีวิญญาณต้นกำเนิดที่แกร่งกล้า เขาจึงมิขยับเขยื้อนสิ่งใด ปล่อยให้วายุคลั่งเหล่านั้นเข้าพัดพาเพื่อเป็นการชำระล้างและผลัดเปลี่ยนดวงวิญญาณให้สมบูรณ์
วายุคลั่งพัดกระหน่ำต่อเนื่องนานถึงสามสิบอึดใจ จนกระทั่งพลังงานเหือดแห้งไปและค่อยๆ สลายตัวลง
ทว่ามิทันที่หยางจี๋จะได้เคลื่อนไหวใดๆ
หวืด หวืด หวืด ——
เสียงวายุคลั่งพลันดังกึกก้องขึ้นอีกครา
เขาเพ่งสายตามองไป พบว่ามวลอากาศธาตุได้ควบแน่นกลายเป็นหอกวายุเล่มหนึ่ง ทั่วทั้งตัวหอกมีรัศมีวิญญาณสีขาววนเวียน แผ่ซ่านกลิ่นอายทำลายล้างที่ดูราวกับจะทิ่มแทงความว่างเปล่าให้ทะลุได้ มันแปรเปลี่ยนเป็นสายแสงพุ่งเข้าหาวิญญาณต้นกำเนิดภายในร่างจำแลงฟ้าดินด้วยความเร็วสูง
“ทัณฑ์วายุมิใช่ผ่านพ้นไปแล้วหรอกรึ? เหตุใดจึงยังมีอีก?”
หยางจี๋แววตาไหววูบ เมื่อเห็นหอกวายุพุ่งเข้ามาอย่างดุดัน เขาก็มิกล้าออมมือ รีบควบคุมร่างจำแลงฟ้าดินให้ซัดฝ่ามือเข้าใส่ทันที
เฟี้ยว!
ร่างจำแลงฟ้าดินปะทะกับหอกวายุ แม้จะช่วยลดทอนพลังงานลงได้บ้าง ทว่าทัณฑ์สวรรค์กลับดูราวกับไร้ผู้ต้าน มันทะลวงผ่านร่างจำแลงและพุ่งตรงเข้าหาวิญญาณต้นกำเนิดมิลดละ
หยางจี๋เห็นดังนั้นจึงเริ่มเร่งเร้าวิญญาณต้นกำเนิดเข้าต้านทาน
หอกวายุและวิญญาณต้นกำเนิดปะทะกัน ระลอกคลื่นพลังงานอันเจิดจ้าพวยพุ่งออกมา ภายในร่างจำแลงฟ้าดินพลันสว่างไสวไปด้วยแสงสีระยิบระยับ
ท่ามกลางความงดงามนั้น กลับซ่อนไว้ด้วยความมานะอดทนของหยางจี๋ เขาใช้ดวงวิญญาณรับแรงกระแทกจากหอกวายุโดยตรง เพื่อขัดเกลาตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น
หอกวายุและวิญญาณต้นกำเนิดปะทะกันอยู่นานสามอึดใจ สุดท้ายพลังงานก็มอดไหม้จนสลายหายไป
มิทันที่หยางจี๋จะถอนหายใจโล่งอก วินาทีต่อมา ประสาทสัมผัสของเขาก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
หวืด หวืด หวืด ——
พายุคลั่งปั่นป่วนระหว่างฟ้าดิน ทัณฑ์วายุในครานี้กลับรุนแรงยิ่งกว่าสองครั้งแรกมหาศาลนัก
เพียงพริบตา เบื้องหน้าร่างจำแลงฟ้าดินปรากฏร่างของยักษ์วายุขนาดมหึมาขึ้นตนหนึ่ง มันมีดวงตาที่ดุดันประดุจเทวะจินกังผู้พิโรธ สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึม ในมือถือดาบวายุขนาดยักษ์ ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างออกมา
หยางจี๋สีหน้าเคร่งขรึมถึงขีดสุด เขาคาดมิถึงเลยว่าจะมีทัณฑ์วายุระลอกที่สามตามมาอีก
ตามสามัญธรรมเนียม ทัณฑ์วายุควรจะมีเพียงรอบเดียว ทว่าเขากลับต้องเผชิญถึงสามรอบ
หรืออาจเป็นเพราะวิญญาณต้นกำเนิดและร่างจำแลงฟ้าดินของเขาแข็งแกร่งเกินไป จึงทำให้ต้องรับทัณฑ์เพิ่มอีกสองรอบกันแน่?
มิทันให้ได้ครุ่นคิดนานนัก
สิ่งที่ตอบกลับความสงสัยของเขาคือดาบวายุที่จามลงมา
หยางจี๋มิมีความขลาดกลัว ในใจกลับเริ่มบังเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง ทัณฑ์วายุสามระลอกช่างหาได้ยากยิ่ง แม้จะน่าสยดสยอง ทว่าหากผ่านไปได้ เขาจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน
“เข้ามา! ให้วิญญาณต้นกำเนิดของข้าได้ผลัดเปลี่ยนอีกคราเถิด”
หยางจี๋ควบคุมร่างจำแลงฟ้าดินเข้าต้านทาน
ทว่าดาบเล่มนี้ที่จามลงมา กลับแฝงไว้ด้วยอำนาลับที่มิอาจขัดขวางได้ มันทะลวงผ่านร่างร่างจำแลงและฟันลงบนวิญญาณต้นกำเนิดโดยตรง
ใบหน้าของหยางจี๋พลันปรากฏร่องรอยความเจ็บปวดขึ้นมาทันที
ดาบวายุจามลง แม้จะมิอาจสับวิญญาณต้นกำเนิดให้แยกออกเป็นสองเสี่ยง ทว่าวายุคลั่งกัดกร่อนวิญญาณกลับแทรกซึมเข้าสู่ภายในดวงวิญญาณได้สำเร็จ
วายุคลั่งอาละวาดอย่างบ้าคลั่งภายในดวงวิญญาณ เพียงอึดใจเดียว ผิวของวิญญาณต้นกำเนิดก็เริ่มปรากฏรอยร้าวขึ้นทั่วทิศทาง
ทว่าหยางจี๋มิมีความหวาดกลัวหรือลนลาน เขาฝืนทนรับความเจ็บปวดนั้นไวอย่างเด็ดเดี่ยว
สามสิบอึดใจต่อมา ทัณฑ์วายุสลายไป วิญญาณต้นกำเนิดของเขายามนี้มิต่างจากเครื่องปั้นดินเผาที่แตกราน เต็มไปด้วยรอยปริแตก
ทว่าในวินาทีถัดมา กลิ่นอายแห่งมรรคาอันลี้ลับสายหนึ่งกลับพรั่งพรูออกมาจากภายในดวงวิญญาณ และเข้าห่อหุ้มวิญญาณต้นกำเนิดไว้ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ภายใต้การหล่อเลี้ยงจากกลิ่นอายมรรคา รอยปริแตกบนผิววิญญาณต้นกำเนิดก็เริ่มสมานตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เพียงสามอึดใจสั้นๆ วิญญาณต้นกำเนิดก็กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์อีกครั้ง
หลังจากการชำระล้างจากทัณฑ์วายุและการซ่อมแซมด้วยกลิ่นอายมรรคา วิญญาณต้นกำเนิดยามนี้กลับใสกระจ่างไร้รอยราคี แฝงไว้ด้วยสง่าราศีแห่งมรรคาอันยิ่งใหญ่ ผิวนอกมีรัศมีวิญญาณนวลตา ดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามขึ้นกว่าเดิมมิน้อย
ในวินาทีนี้ คำสองคำพลันผุดขึ้นมาในหัวของหยางจี๋ —— ดวงจิตวิญญาณหยาง
ใช่แล้ว ยามนี้วิญญาณต้นกำเนิดแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล และได้ผลัดเปลี่ยนกลายเป็นดวงจิตวิญญาณหยางเรียบร้อยแล้ว
“เป็นจริงดังที่ตำราว่าไว้ ทัณฑ์วายุคือเคราะห์ร้าย ทว่าก็คือวาสนาแห่งการสร้างสรรค์” หยางจี๋จ้องมองวิญญาณต้นกำเนิดพลางบังเกิดความเข้าใจแจ้ง พึมพำกับตนเองว่า “จากนี้ไป... ข้าก็คือราชันวิญญาณตัวจริงเสียงจริงแล้วสินะ”
หลังจากการทะลวงระดับ เขา รู้สึกได้ว่าทั้งดวงวิญญาณและรูปลักษณ์ธรรมของเขาล้วนได้รับการยกระดับและผลัดเปลี่ยนให้สูงส่งขึ้น
ท่ามกลางความว่างเปล่า เขาสัมผัสได้ว่าอายุขัยเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล โดยมีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่ 1,200 ปี
หนึ่งพันกว่าปี
ฟังดูเหมือนน้อย ทว่าในสายธารแห่งกาลเวลา ช่วงเวลาพันกว่าปีนี้ มิล่วงรู้ว่าราชวงศ์ในโลกปุถุชนจะต้องผลัดเปลี่ยนเวียนวนไปกี่ครั้งกี่หน
ต้องรู้ว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกขุดค้นพบในโลกเก่าก็มีเพียง 5,000 กว่าปีเท่านั้น เพียงเท่านี้ย่อมเห็นได้ว่าเวลาหนึ่งพันกว่าปีนี้มีน้ำหนักมหาศาลเพียงใด
หยางจี๋ยินดียิ่งนัก ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดบรรลุผลสำเร็จ ก้าวเข้าใกล้ความเป็นอมตะไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
ในยามนี้ หลังจากสัมผัสถึงตบะที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างละเอียด เขาก็หันกลับมาตรวจสอบสถานะของตนเอง
【ชื่อ: หยางจี๋】
【รากฐาน: ชั้นกลาง】
【อายุขัย: 124/1200】
【ขอบเขตพลัง: ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นหนึ่ง (0/27648000)】
【วิชาหลัก: เคล็ดวิชาวารีเหิน (ระดับต่ำ), เคล็ดวิชามรรคาเจินกัง (ระดับมรรคา)】
【มหาอิทธิฤทธิ์: มนุษย์ศัสตรา [ม้วนที่หนึ่ง] (สมบูรณ์), [ม้วนที่สอง] (ขั้นใหญ่)】
【มหาอิทธิฤทธิ์: โคจรย้ายฟ้า (สมบูรณ์)】
【มหาอิทธิฤทธิ์: เพลงกระบี่กุยฉาง [วิถีกระบี่เพลิง (วิญญาณกระบี่สมบูรณ์)], [วิถีกระบี่อัสนี (วิญญาณกระบี่สมบูรณ์)], [วิถีกระบี่วายุ (วิญญาณกระบี่สมบูรณ์)], [วิถีกระบี่บึง (วิญญาณกระบี่สมบูรณ์)]】
【ทักษะยุทธ์: เพลงกระบี่คล้อยวารี (สมบูรณ์), วิชาตัวเบา (สมบูรณ์)】
สำหรับยามนี้ การจะทะลวงสู่ขอบเขตถัดไป จำต้องอาศัยค่าตบะอีกกว่ายี่สิบล้านหน่วย หากมีโอสถแก่นทองคำเก้าจารึกให้เสพกินอย่างต่อเนื่อง คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 100 ปีเศษ
เวลาหนึ่งร้อยกว่าปีนี้ จะว่ายาวก็นาน จะว่าสั้นก็เพียงครู่เดียว
ทว่าหยางจี๋มิคิดจะปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปเฉยๆ เขาตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าสู่ลานฝึกนรกสักครา หากสามารถเสาะหาผลจื่อหยางมาเพื่อยกระดับรากฐานได้ เมื่อนั้นความเร็วในการบำเพ็ญย่อมพุ่งทะยานขึ้น และมิเท่ากับเป็นการชิงอายุขัยกลับคืนมาได้หลายสิบปีหรอกรึ
เรื่องของอายุขัย มิมีผู้ใดมิจัดให้ความสำคัญ และหยางจี๋เองก็มิใช่ข้อยกเว้น