เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 85 การเล็งเห็นจากฉุนเย่ และวาสนา

ตอนที่ 85 การเล็งเห็นจากฉุนเย่ และวาสนา

ตอนที่ 85 การเล็งเห็นจากฉุนเย่ และวาสนา


ตามที่ในหนังสือบันทึกไว้ เขาเข้ากับเหล่าศิษย์ชายในสำนักได้ดีเยี่ยมนัก หากอารมณ์ดีและเห็นใครถูกชะตา ไม่ว่าฐานะใด เขาก็จะนำสุราเลิศรสที่บ่มไว้นานปีออกมาดื่มสังสรรค์ด้วย นับเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตมหาเถระที่เข้าถึงง่ายที่สุดในสำนัก

ในหนังสือยังระบุอีกว่า เขาได้รับฉายาว่าเทพแห่งรัก เคยประกาศกร้าวว่าจะเชยชมมวลบุปผานับล้านทั่วหล้า เหลียวกลับมาจึงค่อยไปเป็นเซียน

ทว่าจนถึงยามนี้ก็ยังมิอาจเสาะหาคู่บำเพ็ญได้แม้เพียงคนเดียว ช่างเป็นบุพเพที่ยังมามิถึงเสียจริง

หยางจี๋รู้สึกขบขันนัก จึงได้กล่าวตอบไปว่า “ใต้หล้าที่ใดมิมีมวลบุปผา ไยต้องอาวรณ์เพียงหนึ่งบุปผา ผู้อาวุโสโปรดอย่าได้โศกเศร้าเลยขอรับ”

“นั่นสิ นั่นสิ เสียกิริยาแล้ว เสียกิริยาแล้ว...” ฉุนเย่ส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามกะทันหัน “หืม? เจ้าเป็นศิษย์ผู้ใดกัน?”

“ศิษย์หยางจี๋ มาเพื่อรับเคล็ดวิชาขอรับ” พวกหยางจี๋ประสานมือคำรบอย่างนอบน้อม

“อ้อ! มา ๆ ๆ นั่งก่อน นั่งก่อน”

ฉุนเย่ในฐานะผู้อาวุโสสืบทอดกลับมิถือตัวแม้แต่น้อย เขานุ่มนวลประดุจหยก แฝงความสง่างามของบัณฑิตและความเป็นอิสระของคนจร เมื่อมีสุราในมือก็เข้ากับศิษย์ชายทุกคนได้ดี หลายคนจึงคุ้นชินกับนิสัยใจคอของเขา

หยางจี๋เพิ่งเคยพบครั้งแรก ย่อมมิอาจต้านทานความกระตือรือร้นของเขาได้ ทว่ายังคงมิกล้าทำตัวล่วงเกิน “ศิษย์ยืนอยู่ก็พอแล้วขอรับ”

“เจ้าศิษย์คนนี้ เพิ่งมาใหม่สินะ สั่งให้เจ้านั่งก็จงนั่งเสีย”

ฉุนเย่หัวเราะร่า เขาฉุดรั้งหยางจี๋ให้นั่งลงอย่างผ่าเผย ก่อนจะหยิบจอกสุราประณีตออกมาจอกหนึ่งแล้วรินสุราเลิศรสจนเต็ม ก่อนจะยื่นให้หยางจี๋อย่างช้า ๆ “นี่คือสุราดอกท้อ ดื่มสักจอกจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งยังช่วยให้เจ้าได้พบพานกับเนื้อคู่ด้วยนะ”

พบพานเนื้อคู่รึ?

หยางจี๋ได้ยินดังนั้นก็ลังเล แอบหวาดหวั่นที่จะดื่มลงไป เพราะคนตรงหน้าขึ้นชื่อว่าเป็นเทพแห่งรักแท้ ๆ ทว่าเวลาผ่านไปนานปีกลับมิอาจหาคู่บำเพ็ญได้สักคน

หากดื่มสุราของเขาเข้าไป เกรงว่า...

“ทำไม? กลัวรึ?” ฉุนเย่ชำเลืองมองด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า “มรรคาของข้าต่างกับพวกเจ้า เจ้าจงดื่มไปเถิด อย่าได้กลัวไปเลย ข้าจะแกล้วใครก็ได้แต่จะกล้าแกล้วศิษย์ในสำนักตนเองได้อย่างไร” ฉุนเย่แปรเปลี่ยนรอยยิ้มเป็นความโศกเศร้า กล่าวจบก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดสิ้น

“เช่นนั้นศิษย์ขอลิ้มรสสุราบุพเพของท่านผู้อาวุโสดูสักคราขอรับ” เมื่อพูดถึงขั้นนี้ หยางจี๋ที่ยังลังเลอยู่จึงยกขึ้นดื่มตามลงไป

“ข้าดูว่าโฉมหน้าของเจ้านั้นมิน้อยหน้า กลับมีส่วนหล่อเหลาถึงเจ็ดส่วนของข้าเชียวนะ เจ้าอย่าได้ทำให้รูปลักษณ์นี้ต้องเสียเปล่าเล่า บรรดาสตรีศักดิ์สิทธิ์ในนิกายเต๋าไท่ชู นิกายเต๋าฉางเซิง นิกายเต๋าเซียนอี และนิกายเต๋าฉุนหยาง แต่ละนางล้วนผุดผ่องงดงามนัก ด้วยโฉมหน้าของเจ้า อย่างน้อยต้องพากลับมาให้ได้สักสามนางจึงจะคุ้มค่า เพื่อมาช่วยเพิ่มสีสันให้สำนักเรา”

“โอ้? จริงสิ ได้ยินว่าเจ้าหนูเสวียนจงเพิ่งจะไปคว้าสตรีศักดิ์สิทธิ์จากนิกายเต๋าฉุนหยางมาได้คนหนึ่ง ช่างใช้ชีวิตได้สำราญใจนัก เจ้าเองก็มิเลว ต้องพยายามหามาสักคนเพื่อเสริมสร้างความเกรียงไกรให้สำนักเรา”

ฉุนเย่กล่าวพลางรินสุราให้เขาอีกจอกด้วยความชื่นชม

หยางจี๋ได้แต่ยกจอกรับด้วยความประหม่า พลางกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า “ท่านผู้อาวุโสกล่าวล้อเล่นแล้วขอรับ ศิษย์พี่เสวียนจงคือหนึ่งในสิบทายาทมรรคาของสำนักเรา พรสวรรค์ไร้ผู้เปรียบ พละกำลังเหนือชั้น ผู้น้อยมิบังอาจไปเปรียบเทียบกับท่านได้หรอกขอรับ”

“อืม นั่นก็จริง! เจ้าที่เป็นเพียงศิษย์สายนอก นอกจากเรื่องโฉมหน้าแล้ว เรื่องอื่นดูเหมือนจะมิอาจเทียบกับเสวียนจงได้เลย”

“เจ้าหนูเสวียนจงนั่นโดดเด่นจริง ๆ อายุยังน้อยก็บรรลุขอบเขตผสานสภาวะแล้ว นอกจากหน้าตาจะดูเรียบง่ายกว่าพวกเราไปบ้าง ก็แทบมิมีข้อบกพร่องอันใดเลย นับเป็นวาสนาของสำนักแท้ ๆ” ฉุนเย่กล่าวพลางกรอกสุราเข้าปากอีกคำ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า “อ้อ จริงด้วย พวกเจ้ามาที่หอเต๋าทำไมกัน?”

“ท่านผู้อาวุโส ศิษย์ผ่านการทดสอบครั้งแรกแล้ว จึงมาเพื่อขอรับเคล็ดวิชาบำเพ็ญขอรับ” หยางจี๋ตอบ

“โอ้? ผ่านการทดสอบครั้งแรกแล้วรึ? เช่นนั้นข้าต้องยินดีด้วยนะ ก้าวเข้าใกล้การได้พำนักในนิกายมรรคาถาวรไปอีกขั้นแล้ว เรื่องนี้ต้องร่วมฉลองกันหน่อย มา พวกเรามาดื่มกันอีกจอก”

ฉุนเย่รินสุราจนเต็ม ทั้งสองดื่มกันอีกจอก จากนั้นเขาจึงหันมามองหยางจี๋แล้วกล่าวว่า “อืม ข้ายังต้องตรวจสอบป้ายคำสั่งนิกายเต๋าของพวกเจ้าเสียก่อนเพื่อเป็นการยืนยัน”

“ท่านผู้อาวุโส นี่คือป้ายคำสั่งขอรับ” พวกหยางจี๋ต่างก็นำป้ายคำสั่งออกมา แล้วส่งมอบให้เบื้องหน้าด้วยความเคารพ

ผู้อาวุโสฉุนเย่รับป้ายคำสั่งของหยางจี๋ไปเป็นคนแรก เพียงกวาดสายตามอง นัยน์ตาก็ฉายประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกล่าวด้วยความสนใจว่า “เจ้าศิษย์คนนี้มิเลวนี่นา ถึงขั้นสามารถสังหารร่างแยกของทายาทมรรคาสำนักมารได้ ยอดเยี่ยมจริง ๆ ยอดเยี่ยมนัก ร้ายกาจกว่าข้าในอดีตเสียอีก”

“ท่านผู้อาวุโสกล่าวเกินไปแล้วขอรับ ศิษย์มิบังอาจนำตนเองไปเปรียบเทียบกับท่านได้หรอกขอรับ” หยางจี๋กล่าวถ่อมตัว

“เจ้ามิต้องถ่อมตนไปหรอก ผู้ที่สังหารร่างแยกของทายาทมรรคาได้ย่อมมิใช่คนธรรมดา” ผู้อาวุโสฉุนเย่จ้องมองเขาด้วยสายตาชื่นชม พลางพิจารณาเขาอีกรอบ ก่อนจะก้มลงมองป้ายคำสั่งต่อ

เขาอุทานชมมิขาดปาก “เพลงกระบี่กุยฉางทั้งสี่วิถีบรรลุขั้นสมบูรณ์ วิชาเคลื่อนย้ายครอบจักรวาลก็บรรลุขั้นสมบูรณ์ ปัญญาญาณของเจ้าศิษย์คนนี้มิธรรมดาเลยจริง ๆ มิน่าเล่าถึงสังหารร่างแยกทายาทมรรคาสำนักมารได้ มิน่าเล่า...”

ทว่าขณะที่มองดูอยู่นั้น ผู้อาวุโสฉุนเย่กลับขมวดคิ้วแน่น เงยหน้าขึ้นมองหยางจี๋แล้วถามว่า “เจ้ามีเพียงรากฐานชั้นกลางรึ?”

“ถูกต้องขอรับท่านผู้อาวุโส ศิษย์มีเพียงรากฐานชั้นกลางเท่านั้น” หยางจี๋ตอบตามจริง

ฉุนเย่กรอกสุราลงคอคำใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว “ช่างเป็นสวรรค์ที่กลั่นแกล้งอัจฉริยะแท้ ๆ เบื้องบนคงมิอยากเห็นสำนักเราได้ดีสินะ อุตส่าห์ส่งอัจฉริยะที่มีปัญญาญาณยอดเยี่ยมมาให้คนหนึ่ง แต่พระเจ้ากลับยังกรีดมีดตัดทอนรากฐานของเจ้าไปเสียได้”

“บางทีนี่อาจเป็นบททดสอบที่สวรรค์มอบให้ศิษย์กระมังขอรับ” หยางจี๋ยิ้มตอบอย่างสงบ

“อืม เจ้าศิษย์คนนี้สภาพจิตใจมิเลวนัก บททดสอบย่อมสร้างเซียนแท้ได้ นี่อาจมิใช่เรื่องแย่เสมอไป ผ่านพ้นหุบเหวแห่งความขมขื่นได้ จึงจะก้าวสู่จุดสูงสุดเพื่อถามหาความเป็นเซียนได้ ยอดเยี่ยมมาก”

ฉุนเย่ปรายตามองเขาคราหนึ่ง “ข้ามองออกว่าเจ้าบ่มเพาะเคล็ดวิชามรรคาเจินกังซึ่งเป็นวิชาระดับมรรคาชั้นเลิศของสำนักเรา วิชาแขนงนี้มีทั้งหมดแปดม้วน เจ้าผ่านการทดสอบครั้งแรกแล้ว ย่อมมีสิทธิ์เลือกรับม้วนหนึ่งไปครอบครอง ครานี้เจ้ามาเพื่อรับม้วนที่สี่ของวิชานี้ใช่หรือไม่?”

“ถูกต้องขอรับ ยามนี้ศิษย์บรรลุถึงขอบเขตแก่นทองคำระยะสูงสุดแล้ว จำต้องใช้ม้วนที่สี่เพื่อควบแน่นร่างจำแลงฟ้าดิน ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขอรับ” หยางจี๋กล่าว

“ก็นับว่าดี เคล็ดวิชามรรคาเจินกังนี้คือหนึ่งในสิบยอดวิชาระดับมรรคาชั้นเลิศของสำนักเรา อานุภาพร้ายกาจนัก เป็นรองเพียงพระสูตรเซียนอู๋จี๋ซึ่งเป็นวิชาระดับสูงสุดของเราเท่านั้น ด้วยปัญญาญาณของเจ้า การบ่มเพาะวิชานี้ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว”

ผู้อาวุโสฉุนเย่พลิกฝ่ามือ แสงปราณสว่างวาบขึ้น หยกบันทึกวิชาสองแผ่นก็มาปรากฏอยู่บนมือทันที

“ภายในนี้คือเคล็ดวิชามรรคาเจินกังม้วนที่สี่และม้วนที่ห้า เพียงพอให้เจ้าบ่มเพาะไปจนถึงขอบเขตหลอมสูญ เจ้าจงรับไปทั้งสองม้วนเลย”

ฉุนเย่ส่งหยกวิชาให้ สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง แสร้งทำเป็นสั่งกำชับอย่างจริงจังว่า “ทว่าเจ้าห้ามไปป่าวประกาศข้างนอกเด็ดขาด การที่ข้ามอบม้วนพิเศษให้เจ้าเช่นนี้ถือเป็นการล่วงละเมิดกฎของสำนัก ข้ามิต้องการให้เกิดข่าวลือเสียหายตามมาในภายหลัง”

พูดจบ เขาก็มองหยางจี๋อย่างลึกซึ้งพลางทอดถอนใจ “เฮ้อ... คนที่เคร่งครัดในกฎเกณฑ์อย่างข้า กลับต้องมายอมทำผิดระเบียบเพราะเจ้าเสียนี่ แต่มันก็ช่วยมิได้ล่ะนะ คาดว่าเป็นเพราะเจ้ากับข้าล้วนรูปงามเหมือนกัน สง่าราศีจึงสอดประสานถูกชะตากันเป็นพิเศษ”

“คราวนี้ถือเป็นข้อยกเว้น ห้ามมีครั้งต่อไปเชียวนะ!”

“ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสยิ่งนักขอรับ!” หยางจี๋ยินดีในใจ เขารีบลุกขึ้นประสานมือคำรบอย่างสุดซึ้ง มีหรือเขาจะมิรู้ว่าผู้อาวุโสท่านนี้กำลังแอบเปิดทางลัดให้เขาอยู่?

“อืม” ฉุนเย่พยักหน้า หลังจากมอบหยกวิชาเสร็จเขาก็หันไปทางพวกฉงหยวน “แล้วพวกเจ้าเล่า อยากได้เคล็ดวิชาระดับใด? มิว่าระดับใดพวกเจ้าก็สามารถเลือกไปได้คนละม้วน”

“ท่านผู้อาวุโส พวกเราขอเลือกเคล็ดวิชาระดับมรรคาชั้นต่ำก็พอขอรับ” พวกฉงหยวนสบตากันแล้วตอบ วิชาระดับมรรคาชั้นเลิศแม้จะดีเลิศทว่าหากมิอาจหยั่งรู้ได้ การรับไปก็รังแต่จะเสียเปล่า

“ได้ ในนี้ล้วนเป็นเคล็ดวิชาระดับมรรคาชั้นต่ำ พวกเจ้าจงเลือกเอาเถิด” ฉุนเย่สะบัดมือวูบเดียวกลางเวหา พลันปรากฏม่านแสงที่แสดงรายชื่อเคล็ดวิชาระดับมรรคาชั้นต่ำนับสิบแขนง พร้อมคำอธิบายโดยละเอียด

พวกฉงหยวนพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเลือกวิชาของแต่ละคนจนเสร็จสิ้น

เมื่อเลือกเคล็ดวิชาเรียบร้อยแล้ว หยางจี๋และพวกพ้องก็โน้มตัวคำรบเตรียมจะถอยออกจากวิหาร

ในตอนนั้นเอง ฉุนเย่ที่จ้องมองหยางจี๋อยู่ ก็พลันเอ่ยปากขึ้นว่า “อ้อ จริงสิ เห็นหน้าเจ้าแล้ว ข้าก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้พอดี”

“เมื่อก่อนยามที่ข้ายังอยู่ในขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด ในระหว่างที่ออกไปฝึกฝน ณ ลานฝึกนรกที่สำนักเปิดขึ้น ข้าเคยพบต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จื่อหยางอยู่ต้นหนึ่ง”

“ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จื่อหยางนี้ หนึ่งร้อยปีผลิดอก หนึ่งร้อยปีออกผล และอีกหนึ่งร้อยปีจึงสุกงอม ผลจื่อหยางที่ได้นั้นมีสรรพคุณในการยกระดับรากฐานร่างกาย”

“ยามที่ข้าพบมันคราวนั้น ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ยังมิทันได้ผลิดอกด้วยซ้ำ หลังจากนั้นข้าก็หลงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท”

“ข้าจะมอบแผนที่นำทางให้เจ้า เจ้าลองไปสำรวจดูเสียหน่อยเป็นไร หากวาสนาดีพอจนได้พบผลจื่อหยางสักสองสามผล เมื่อนั้นรากฐานของเจ้าก็น่าจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นมาได้บ้าง”

พูดจบ เขาก็จิ้มนิ้วไปที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วของหยางจี๋ ประทับแผนที่คร่าว ๆ ลงในห้วงสำนึกของเขาโดยตรง

วาสนาครั้งนี้ทำเอาหยางจี๋ยินดีจนเกินบรรยาย เขารีบคำรบขอบคุณทันที “ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสมากขอรับ!”

“อืม มิจำเป็นต้องขอบคุณหรอก เจ้าจงไปเถอะ หากหาพบย่อมถือเป็นวาสนาของเจ้าเอง ผลจื่อหยางน่ะมิมีประโยชน์อันใดต่อข้าแล้ว ข้าจึงมิได้ใส่ใจนักในตอนนั้น” ฉุนเย่ยิ้มบาง ๆ กล่าว

หยางจี๋สงบจิตใจลงและคำรบอีกครั้ง ก่อนจะพาพวกฉงหยวนก้าวเดินออกจากหอเต๋าไป

เมื่อเห็นกลุ่มของหยางจี๋เดินพ้นประตูหอเต๋าไปแล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากส่วนยอดของหอเต๋า กระซิบอยู่ที่ข้างหูของฉุนเย่

“เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานเพียงนี้ มิรู้ว่าต้นไม้จื่อหยางต้นนั้นจะยังอยู่หรือไม่?”

“ข้าเองก็มิอาจทราบได้ หากมันยังอยู่ ย่อมถือเป็นโชคชะตาของเจ้าเด็กนั่นเอง”

ฉุนเย่ยิ้มตอบอย่างนุ่มนวล “ศิษย์คนนี้มีปัญญาญาณมิเลวนัก ข้าจึงถือโอกาสนี้มอบสวัสดิการให้เขาเสียหน่อย เขาน่ะมีศักยภาพแฝงอยู่ สภาพจิตใจก็มิแย่ หากวาสนาเกื้อหนุนอีกสักนิด การจะก้าวขึ้นเป็นศิษย์สืบทอดก็ใช่ว่าจะเป้นไปมิได้”

“ด้วยปัญญาญาณระดับนี้ ย่อมมีโอกาสเป็นศิษย์สืบทอดจริง ๆ นั่นแหละ ทว่าเขายังต้องการการเคี่ยวกรำอีกมิน้อย ช่วงเวลาก่อนจะได้เป็นศิษย์สืบทอด คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่เขาจะต้องสลัดคราบร่วงโรยเพื่อกลายเป็นผีเสื้อ ทั้งคุณธรรม ทิศทางการบำเพ็ญ วาสนา และโชคลาภ ล้วนกำลังเติบโตและหลอมรวมกัน พวกเรามิอาจเข้าไปแทรกแซงได้มากนัก หากเขาฝ่าฟันมาจนได้เป็นศิษย์สืบทอด เมื่อนั้นทรัพยากรของสำนักย่อมเปิดต้อนรับเขาอย่างเต็มที่ การจะยกระดับรากฐานให้ถึงขั้นสูงสุดก็ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ” เสียงจากยอดหอเต๋าดังแว่วมาอีกครั้ง

“นั่นสิ... หากมิได้เป็นศิษย์สืบทอด ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาความเพียรของตนเอง ทว่าการจะได้รับทรัพยากรหลังก้าวขึ้นเป็นศิษย์สืบทอดได้นั้น มิใช่ผลลัพธ์จากความเพียรพยายามหรอกรึ?” ฉุนเย่ยิ้มกล่าว

จบบทที่ ตอนที่ 85 การเล็งเห็นจากฉุนเย่ และวาสนา

คัดลอกลิงก์แล้ว