- หน้าแรก
- อายุยืนคือจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะ
- บทที่ 559-560 เซียนเก้ามังกร จิตมารอันร้ายกาจ
บทที่ 559-560 เซียนเก้ามังกร จิตมารอันร้ายกาจ
บทที่ 559-560 เซียนเก้ามังกร จิตมารอันร้ายกาจ
ฟุ่บ!
ฟู่อวี่และฟู่เซิงเหวินสองคนร่อนลงตรงหน้าถ้ำสถิตที่หลี่ผิงเช่าไว้ สีหน้าของฟู่อวี่เคร่งเครียด ส่วนใบหน้าของฟู่เซิงเหวินเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ
หากพูดกันตามตรง
ทัณฑ์อัสนีจากการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดของหลู่ต๋าผู้นั้นเมื่อครู่มันผิดปกติเกินไป เขาไม่อยากจะมาปรากฏตัวที่นี่เลยสักนิด
ทว่าท่านบรรพบุรุษเป็นผู้ดูแลนครเทียนเต๋า ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ อาจหวาดกลัวจนหนีห่างได้ แต่ท่านบรรพบุรุษมีหน้าที่รับผิดชอบ จึงจำเป็นต้องมาตรวจสอบให้แน่ชัด อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าหลู่ต๋ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ส่วนเรื่องทัณฑ์อัสนีที่แปลกประหลาดนั้น ค่อยเอาไว้พูดคุยกันทีหลัง
"ไปเคาะประตูเถอะ"
เสียงสั่งการเบาๆ ของท่านบรรพบุรุษดังขึ้นข้างหู ฟู่เซิงเหวินกัดฟันเดินก้าวไปข้างหน้า หยิบยันต์สื่อสารออกมาจากถุงเก็บของ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า "ผู้อาวุโสหลู่ ข้าน้อยและท่านบรรพบุรุษมาขอเข้าพบขอรับ"
จากนั้นเขาจึงโยนยันต์สื่อสารเข้าไปในค่ายกล แล้วยืนรออยู่หน้าถ้ำสถิตอย่างเงียบๆ
ดูจากปรากฏการณ์ฟ้าดินที่เกิดจากการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดของหลู่ต๋าก่อนหน้านี้ ตราบใดที่เขายังไม่ตาย ย่อมต้องกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดอย่างแน่นอน
ดังนั้นฟู่เซิงเหวินจึงเปลี่ยนคำเรียกขานสหายเต๋าหลู่ต๋าผู้นั้นจากใจจริง เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเก็บไปผูกใจเจ็บ
ทว่าหลังจากยันต์สื่อสารบินเข้าไป เวลาผ่านไปหลายเค่อ ภายในถ้ำสถิตกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้ฟู่เซิงเหวินอดไม่ได้ที่จะพึมพำในใจ "หลู่ต๋าคงไม่ได้ตายไปแล้วหรอกนะ"
นี่ไม่ใช่การคาดเดาอย่างไร้เหตุผล
โดยทั่วไปแล้ว ทัณฑ์อัสนีหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดจะสลายไปก็ต่อเมื่อเกิดสถานการณ์สองประการ หนึ่งคือผู้บำเพ็ญเพียรผ่านการทดสอบของทัณฑ์อัสนีไปได้ สองคือผู้บำเพ็ญเพียรถูกทัณฑ์อัสนีผ่าจนตาย
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขายืนดูอยู่ไกลๆ เนื่องจากอยู่ห่างเกินไป จึงเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจนนัก
แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือ พวกเขาไม่เห็นหลู่ต๋าผ่านทัณฑ์อัสนีเลย
ส่วนทัณฑ์อัสนีตกลงมาหรือไม่นั้น พวกเขากลับไม่ค่อยแน่ใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ทัณฑ์อัสนีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลกการบำเพ็ญเพียร พวกเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจรูปแบบการตกลงมาของมันเช่นกัน
บางทีความจริงอาจเป็นสายฟ้าอัสนีสวรรค์ที่เคลื่อนย้ายพริบตามาปรากฏอยู่เหนือศีรษะของหลู่ต๋า แล้วผ่าหลู่ต๋าจนกลายเป็นเถ้าธุลีไปในทันที จากนั้นเมฆทัณฑ์ก็สลายตามไปด้วย
"ท่านบรรพบุรุษ?" เมื่อคิดถึงจุดนี้ ฟู่เซิงเหวินก็หันกลับไป ทอดสายตาเป็นเชิงถามไปยังท่านบรรพบุรุษที่อยู่ด้านหลัง
ฟู่อวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยปากเบาๆ "เพื่อป้องกันไม่ให้สหายเต๋าหลู่เกิดเหตุไม่คาดฝันอะไร เจ้าจงเปิดถ้ำสถิตจากด้านนอกเดี๋ยวนี้เลย"
"ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ"
เมื่อได้รับคำสั่งจากท่านบรรพบุรุษ ฟู่เซิงเหวินก็รีบตอบรับทันที เขาหยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ เมื่อกระตุ้นแล้วก็สาดแสงวิญญาณสีครามออกไปในความว่างเปล่า
ไม่นาน บานประตูบานหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ราวกับปากขนาดใหญ่ที่พร้อมจะกลืนกินผู้คน
ฟู่อวี่เห็นภาพนี้ก็พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงสั่งการเรียบๆ "เสี่ยวปา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน เจ้าจงรออยู่ข้างนอกก่อน หากเดี๋ยวมีอันตรายจริงๆ เจ้าก็หนีไปก่อน ไม่ต้องสนใจข้า"
"ท่านบรรพบุรุษ มิสู้ให้ข้าเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ก่อนดีกว่าขอรับ" ฟู่เซิงเหวินรีบเอ่ย
ท่านบรรพบุรุษคือเสาหลักของตระกูล จะให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันไม่ได้
ส่วนตัวเขา อายุขัยที่เหลืออยู่ก็มีไม่มากแล้ว หากมีอันตรายจริงๆ อย่างมากก็แค่ตายเท่านั้น
"ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่ จะมีเหตุผลให้ผู้น้อยเช่นเจ้าต้องไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร" ฟู่อวี่ส่ายหน้า จากนั้นก็พุ่งตัวกลายเป็นแสงเหิน บินทะยานเข้าไปในประตูเพียงลำพังอย่างไม่ลังเล
ฟู่เซิงเหวินถอนหายใจในอก ได้แต่ทำตามคำสั่งของท่านบรรพบุรุษอย่างว่าง่าย คอยเฝ้าอยู่ด้านนอก
ภายในถ้ำสถิต
ฟู่อวี่ยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ จิตสัมผัสอันมหาศาลแผ่กระจายออกไป ตรวจสอบทุกตารางนิ้วภายในถ้ำอย่างละเอียด
ครึ่งเค่อต่อมา คิ้วที่ขมวดมุ่นของเขาก็คลายลงในที่สุด ปากทอดถอนใจแผ่วเบา "ไม่มีร่องรอยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าสหายเต๋าหลู่ต๋าผู้นั้นจะถูกทัณฑ์อัสนีทำลายจนกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้วจริงๆ"
ส่วนเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดสำเร็จแล้วแอบหนีไปเพียงลำพังงั้นหรือ?
เขาคอยคุ้มกันอยู่แถวนี้มาตลอด ประกอบกับนครเทียนเต๋ามีค่ายกลมหาศาลปกคลุมอยู่ ต่อให้เป็นมหาผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหายตัวไปอย่างเงียบเชียบภายใต้สายตาของเขา
"น่าเสียดายนัก!"
แผ่นดินใหญ่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุดเก้าทวีปโคจรล้อมรอบกันเป็นวงกลมลางๆ และที่ใจกลางของเก้าทวีปนี้ คือผืนสมุทรสีครามซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำยากจะข้ามผ่าน
บนทวีปที่ชื่อว่าทวีปซี
ภายในตำหนักสูงใหญ่ทองคำอร่ามตาแห่งหนึ่ง เทวะเกราะทองคำฉีกกระชากมิติร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า พุ่งเข้าไปในร่างของชายวัยกลางคนผู้มีท่าทางน่าเกรงขามที่นั่งอยู่ภายในตำหนัก ชายวัยกลางคนลืมตาขึ้น ริมฝีปากขยับมุบมิบเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเอ่ยสิ่งใด
ไม่นานนัก นอกตำหนักก็มีเสียงเคารพนบนอบดังขึ้น "ท่านผู้สูงส่ง ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดให้รับใช้หรือขอรับ"
"เข้ามาเถอะ" ชายวัยกลางคนเอ่ยปากเรียบๆ
เมื่อได้รับอนุญาต ไม่นานผู้บำเพ็ญเพียรชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีครามซึ่งมีพุงพลุ้ยก็เดินเข้ามาจากนอกตำหนัก หลังจากทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้ว ก็ยืนรออย่างเงียบๆ อยู่ตรงหน้าชายวัยกลางคนผู้นั้น
ชายวัยกลางคนยิ้มแย้มเอ่ยขึ้น "เจี่ยงชวน ข้าสั่งให้เจ้าดูแลงานธุรการของทวีปจิ่วโจว ในช่วงพันปีมานี้มีผู้บำเพ็ญเพียรคนใดเคลื่อนย้ายมาจากทางอิ๋งไห่บ้างหรือไม่"
"ทวีปอิ๋งไห่"
ผู้บำเพ็ญเพียรชายวัยกลางคนที่ชื่อเจี่ยงชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงส่ายหน้ากล่าว "ไม่มีเลยขอรับ ทว่าเมื่อสองร้อยปีก่อน มีศพพิฆาตระดับสี่ตนหนึ่งเดินทางมายังทวีปจิ่วโจวผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามทวีป"
"โอ้? ศพพิฆาตระดับสี่รึ?"
ชายวัยกลางคนประหลาดใจเล็กน้อย
"ขอรับ ศพพิฆาตตนนี้มีสติปัญญาไม่ต่ำ มันอ้างว่าได้รับอนุญาตจากทายาทของเซียนเก้ามังกร จึงสามารถใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายได้" เจี่ยงชวนอธิบาย "ประกอบกับศพตนนี้มีความรู้ความเข้าใจใน 'วิชาพลิกผันหยินหยาง' อยู่บ้าง ท้ายที่สุดจึงถูกวังว่านเซี่ยงแห่งสำนักม่อจื่อรับตัวเข้าไป"
ชายวัยกลางคนพยักหน้า
เขาเพื่อหลบหนีมหาทัณฑ์สวรรค์ที่เกิดทุกสามพันปี จึงจำใจต้องมาซ่อนตัวอยู่ในโลกจิ่วโจว
ทว่าแม้โลกเล็กๆ อย่างจิ่วโจวจะมีกฎเกณฑ์เว้าแหว่ง และเจตจำนงแห่งสวรรค์ก็อ่อนแออย่างยิ่ง แต่การจะปิดกั้นการรับรู้ของเจตจำนงแห่งสวรรค์โดยพึ่งพาพลังของตัวเองเพียงอย่างเดียวก็เป็นเรื่องยาก
หากไม่ต้องการให้สวรรค์ค้นพบ เขาต้องคอยซื้อของวิเศษหลบภัยอันล้ำค่าจากมหาพิภพเหยียนซานเป็นประจำ!
และนี่ก็จำเป็นต้องใช้คะแนนคุณูปการของตระกูลอันมีค่า!
ดังนั้นเพื่อหาคะแนนคุณูปการของตระกูล ในขณะที่หลบภัยทัณฑ์สวรรค์ เขายังควบหน้าที่ประจำการอยู่ในโลกแห่งนี้ เพื่อรับสมัครคนมีความสามารถเข้าสู่ตระกูลด้วย
ความเป็นจริง เนื่องจากไม่กล้าออกจากจิ่วโจวไปทำศึก นี่จึงเป็นวิธีเดียวที่เขาสามารถรับคะแนนคุณูปการของตระกูลได้
ทว่าวิธีการรับคะแนนคุณูปการเช่นนี้ ผลตอบแทนกลับไม่แน่นอนอย่างยิ่ง
อย่างคราวก่อน เขาโชคดีได้รับอัจฉริยะเหนือชั้นอย่างเซียนเก้ามังกรเข้าสู่ตระกูล หลังจากออกจากจิ่วโจว ใช้เวลาบำเพ็ญเพียรเพียงไม่กี่แสนปีก็บรรลุเป็นเซียน
เมื่อเบื้องบนของตระกูลอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่มอบคะแนนคุณูปการจำนวนมหาศาลให้เขาเป็นรางวัลเท่านั้น แต่ยังประทานของวิเศษให้เขาอีกหลายชิ้น
ชำระหนี้ที่ติดค้างตระกูลจนหมดสิ้นในคราวเดียว ทั้งยังเหลือเฟืออีกด้วย
แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขากลับได้รับคะแนนคุณูปการเพียงน้อยนิดจนแทบไม่สลักสำคัญอะไรเลย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปากเบาๆ "ฟางเอ๋อร์เพิ่งหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้ใช่ไหม เจ้าจงจัดสถานที่ทดสอบของนางในครั้งนี้ให้เป็นทวีปอิ๋งไห่"
"ขอรับ ท่านผู้สูงส่ง!" เจี่ยงชวนรับคำอย่างนอบน้อม
"กริ๊งๆๆ~"
เสียงนาฬิกาปลุกดังกวนหูอย่างไม่หยุดหย่อน หลี่ผิงยื่นมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือหัวเตียงด้วยความหงุดหงิด แล้วกดปิดนาฬิกาปลุก
แม้จะนอนหลับไปตื่นหนึ่งแล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซ้ำร้ายในสมองยังรู้สึกปวดหนึบเป็นระลอก
ช่วงนี้วุ่นอยู่กับการนำโปรเจกต์ใหม่ขึ้นระบบ ผู้จัดการโปรเจกต์เวรนั่นก็คอยตามจิกทวงความคืบหน้าทุกวันเหมือนหมาบ้า เขาไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มาครึ่งค่อนปีแล้ว
สัปดาห์ล่าสุด ฝั่งธุรกิจบัดซบนั่นยังมาขอเปลี่ยนความต้องการกะทันหัน ทำให้พวกเขาต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเป็นระวิง
หลังจากอดหลับอดนอนมาหลายคืน ในที่สุดเมื่อคืนนี้ก็ได้ปล่อยเวอร์ชันใหม่ขึ้นสู่สภาพแวดล้อมการทำงานจริงเสียที——
หลี่ผิงยังอยากจะนอนต่ออีกสักหน่อย แต่มองดูเพดานสีขาวแล้ว เขากลับนอนไม่หลับอีกเลย
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ตั้งโหมดปิดเสียงขึ้นมา บนหน้าจอมีสายที่ไม่ได้รับเจ็ดแปดสาย ในกลุ่มทำงานก็มีคนแท็ก ( @ ) เขาไม่หยุด
หลี่ผิงไม่ได้สนใจข้อความเหล่านั้น เขายกสองมือขึ้นตรงหน้า แล้วพิจารณาดูอย่างละเอียด
จากนั้นก็เปิดกล้องหน้า ภาพที่เห็นคือใบหน้าหล่อเหลา ทว่ากลับซีดเซียวอย่างผิดปกติ
แววตาของหลี่ผิงมีความสับสน "ทะลุมิติไปโลกการบำเพ็ญเพียร หลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดสำเร็จ————นั่นเป็นแค่ความฝันงั้นหรือ?"
"ปังๆๆ~"
นอกห้องมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนดังลั่น "พี่ผิง พี่ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม ไม่ได้ใหลตายไปแล้วนะ!"
หลี่ผิงกำลังจะแผ่จิตสัมผัสออกไป แต่ไม่นานเขาก็ได้สติ จิตสัมผัสเป็นสิ่งที่มีแต่ในความฝัน โลกแห่งความเป็นจริงจะมีของแบบนี้ได้อย่างไร?
เขาส่ายหน้า แล้วแยกแยะจากเสียงจนรู้ว่า นี่คือจางเฮ่า หัวกะทิด้านเทคนิคในทีมของเขา
"จางเฮ่า————จางเถี่ย"
หลี่ผิงส่ายหน้าเบาๆ จางเฮ่าก็ปรากฏตัวในความฝันของเขาด้วย แถมยังรับบทเป็นน้องรองจางเถี่ยอีกต่างหาก
ขณะที่กำลังจะลุกไปเปิดประตู สิ่งที่หลี่ผิงไม่ทันสังเกตเห็นคือ ในดวงตาของเขามีแสงสีทองวาบผ่านกะทันหัน ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย
ทว่าเพียงไม่นาน เขาก็เดินมาถึงห้องนั่งเล่นแคบๆ แล้วเปิดประตูให้จางเฮ่าเข้ามา
"พี่ผิง พี่ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว" จางเฮ่าเห็นหลี่ผิงก็อดถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้ "ไต้อี้โทรหาพี่แต่ไม่มีคนรับสายเลย ทำเอาตกใจแทบแย่"
หลี่ผิงดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
ไต้อี้ก็คือผู้จัดการโปรเจกต์บัดซบที่เขาพูดถึง หน้าตาดูมีความกล้าหาญแบบบุรุษ รูปร่างไม่สูง แต่กลับมีนิสัยแข็งกร้าวมาก เคยทะเลาะกับเขาเรื่องความคืบหน้าของโปรเจกต์มาแล้วหลายครั้ง
"ไต้อี้————ไต้ซางอวี๋ นางช่างน่ารำคาญจริงๆ ขนาดในความฝันยังน่ารำคาญขนาดนั้นเลย"
เมื่อค่อยๆ จิบน้ำอุ่นไปครึ่งแก้ว หลี่ผิงก็รู้สึกว่าอาการปวดหัวดีขึ้นมาก
จางเฮ่ายังคงเล่าเรื่องราวในบริษัทให้เขาฟังไม่หยุด อย่างเช่นไต้อี้เรียกประชุมแต่เช้าตรู่ เพื่อหารือเรื่องกำหนดการของเวอร์ชันถัดไป หรือเสียงตอบรับการใช้งานจากฝั่งธุรกิจ หรือ————
หลี่ผิงฟังไปฟังมา ในดวงตาก็มีประกายแสงสีทองวาบผ่านอีกครั้ง
"หืม?"
การเคลื่อนไหวของหลี่ผิงอดชะงักไม่ได้ เขามักจะรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวมีความรู้สึกที่ไม่สมจริง
ทว่าเมื่อเสียงของจางเฮ่าเข้าหูอีกครั้ง ความรู้สึกไม่สมจริงนั้นก็ค่อยๆ สลายตามไปด้วย
"พี่ผิง ในเมื่อพี่ไม่เป็นอะไร ข้าก็ไปก่อนล่ะ ว่างๆ พี่ก็โทรกลับหาไต้อี้บ้างนะ ฮ่าๆ————นางยังคงเป็นห่วงพี่มากนะเว้ย!" จางเฮ่าพูดทิ้งท้าย พลางอดไม่ได้ที่จะขยิบตาหลิ่วตาใส่
เมื่อจางเฮ่าจากไป ในห้องนั่งเล่นแคบๆ ก็เหลือเพียงหลี่ผิงนั่งอยู่บนโซฟาคนเดียว
เขามองไปรอบๆ แล้วถอนหายใจ "อยู่ห้องเล็กแค่นี้ อึดอัดชะมัด มิน่าล่ะในฝันข้าถึงเช่าถ้ำสถิตที่มีขนาดหลายสิบหมู่เป็นขั้นต่ำ"
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เขาหยิบขึ้นมากดรับสายอย่างลวกๆ ปลายสายมีเสียงระมัดระวังตัวดังมา "พี่ผิง พี่ยังโอเคใช่ไหม?"
"อืม" หลี่ผิงตอบกลับสั้นๆ
เสียงปลายสายอธิบายต่อ "พี่ผิง ช่วงเวลานี้โปรเจกต์มันเร่งด่วนจริงๆ————"
หลังจากพูดคุยตามมารยาทไม่กี่คำ หลี่ผิงก็วางสายไป
เขานั่งเหม่ออยู่บนโซฟาพักหนึ่ง เวลาล่วงเลยมาถึงตอนเที่ยงโดยไม่รู้ตัว
ความรู้สึกหิวโหยดังขึ้นจากในท้อง และสิ่งนี้ก็ทำให้ประกายแสงสีทองปรากฏขึ้นในดวงตาของหลี่ผิงอีกครั้งอย่างไม่ผิดคาด เขาชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเพียงว่าตัวเองคล้ายจะหลงลืมอะไรบางอย่างไป
"ยังไงการบำเพ็ญเพียรก็ดีกว่า นั่งสมาธิรวบรวมปราณก็พอแล้ว"
หลี่ผิงขี้เกียจออกไปข้างนอก จึงเปิดแอปพลิเคชันสั่งอาหารเดลิเวอรี
สิบกว่านาทีต่อมา เขาลงไปรับอาหารจากพนักงานส่งที่ชื่อเหยียนเสี่ยวคุน และแวะทักทายเจ้าของหอที่ชื่อเหมิงสุ่ยฝูไปด้วย
เหมิงสุ่ยฝูเอ่ยเตือน "วัยรุ่นอย่างพวกเธออย่ากินแต่อาหารสั่งบ่อยๆ เลย มันเสียสุขภาพ"
หลี่ผิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูกระอักกระอ่วนแต่ไม่เสียมารยาท คนโสดที่มาอยู่ต่างถิ่นคนเดียวอย่างเขา ไม่กินอาหารสั่งแล้วจะให้กินอะไรล่ะ?
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง ขณะที่กำลังจะกินอาหารมื้อนี้ที่ "พ่อครัวไมโครเวฟ" ปรุงขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ในดวงตาก็มีประกายแสงสีทองวาบผ่านอีกครั้ง อาหารบนโต๊ะกลายเป็นเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ และกะพริบเป็นภาพพิกเซลหลากสีสันอย่างต่อเนื่อง
"เมื่อกี้ข้าตาฝาดไปงั้นเหรอ?" ระหว่างที่คิด หลี่ผิงก็รู้สึกปวดหนึบที่หน้าผากขึ้นมาเป็นระลอก เขาถอนหายใจ "งานเวรนี่มันทำต่อไม่ได้แล้วจริงๆ!"
"ถ้าความฝันเป็นเรื่องจริงก็คงจะดี การบำเพ็ญเพียรจนมีชีวิตเป็นอมตะอยู่ในโลกการบำเพ็ญเพียร ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ไม่ดีกว่าการทำงานแบบ 996 บนโลกหรือไง"
เขาจำได้ว่าในนิยายที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว ตัวเอกบางคนเมื่อทะลุมิติไปแล้ว จะหาทางกลับบ้านอย่างบ้าคลั่ง
บางคนถึงขั้นยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างในต่างโลก เพียงเพื่อกลับมาเป็นคนธรรมดาบนโลกมนุษย์
"ข้ากลับไม่อยากกลับมา เสียดายที่เป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น!"
พอคิดแบบนี้ หลี่ผิงก็หมดความอยากอาหารไปเลย
เขาเปิดแอปพลิเคชันวิดีโอขึ้นมาดูเล่นๆ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชายวัยกลางคนในชุดฝึกวิทยายุทธ์หลวมๆ กำลังไลฟ์สดสอนศิลปะการต่อสู้ บัญชีของเขามีชื่อว่า 'จอมยุทธ์ใหญ่เยี่ยนกระบี่ฮั่น'
ชื่อหัวข้อไลฟ์คือ 'โดเนทกระบี่ชิงเหลียนหนึ่งเล่ม' สามารถเข้ากลุ่มเพื่อเรียนกระบี่ฮั่นกับจอมยุทธ์ใหญ่เยี่ยนผู้นี้ได้
หลี่ผิงส่ายหน้า แล้วปัดหน้าจอเลื่อนลงไป
ในห้องไลฟ์ถัดมาที่ปรากฏขึ้น มีนักพรตชราหนวดเคราและเส้นผมขาวโพลนนั่งอยู่ บัญชีชื่อ 'นักพรตจี้แห่งอารามเหมยซาน' ส่วนหัวข้อคือ 'โปรดเฉพาะผู้มีวาสนา'
มีคนถามว่ามีวาสนาคืออะไร
นักพรตจี้ตอบว่า: โดเนทไอเทมเซียนเหินกลางวันก็ถือว่ามีวาสนาแล้ว
"มีแต่พวกหลอกลวงทั้งนั้น" หลี่ผิงพึมพำเสียงเบา แล้วปัดเลื่อนผ่านไป
ห้องไลฟ์ที่โผล่มาหลังจากนั้น ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจมากขึ้นอีกสักหน่อย
นี่คือหญิงสาวแสนสวยสวมกางเกงโยคะรัดรูป กำลังโพสท่ายั่วยวน
ชื่อบัญชีคือ 'อาหลิงปั้นหุ่นสวย (ไม่อ่านข้อความส่วนตัว)'
ขณะที่หลี่ผิงปัดหน้าจอเลื่อนไปเรื่อยๆ ห้องไลฟ์สดอีกมากมายก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาทีละห้อง
ในดวงตาของหลี่ผิงมีประกายแสงสีทองวาบผ่านเป็นระยะ และความถี่ก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งในท้ายที่สุด ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็แทบจะกลายเป็นสีทองไปจนหมด บริเวณหว่างคิ้วยิ่งส่งความรู้สึกคันยิบๆ เป็นระลอก
ตู้ม!
ในขณะที่หว่างคิ้วของหลี่ผิงคล้ายกับมีบางสิ่งกำลังจะพุ่งทะลุออกมานั้นเอง แสงเพลิงสีชาดสายหนึ่งก็พวยพุ่งขึ้นฟ้าจากใต้ฝ่าเท้าของเขา ครอบคลุมร่างของเขาไว้ทั้งหมด
ตัวเขาอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสีชาดโดยไม่ได้รับอันตรายแม้แต่น้อย ทว่าทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นโซฟา โต๊ะ โทรศัพท์มือถือ อาหารสั่ง พื้น ผนังห้อง————
ทั้งหมดล้วนลุกไหม้อยู่ในเปลวเพลิงสีชาด
ป๊อป!
ดวงตาแนวตั้งตรงหว่างคิ้วของหลี่ผิงก็เบิกกว้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ในจังหวะนี้ ลำแสงสีทองสาดส่องความว่างเปล่าเบื้องหน้าประหนึ่งไฟฉายค้นหา หมอกควันสีดำกลุ่มใหญ่ที่มีรูปร่างไม่แน่นอนถูกบีบให้ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า
มันยังคิดจะหลบหนี แต่แสงสีทองสายหนึ่งก็ตามติดไป ล็อกมันไว้อย่างแน่นหนาจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้
ฉากทัศน์รอบตัวของหลี่ผิงพังทลายลงมาราวกับโดมิโน ในท้ายที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นตำหนักใต้ดินอันมืดมิด ส่วนตัวเขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางตำหนักใต้ดิน ทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มเปลวเพลิงที่ลุกโชน ดวงตาแนวตั้งตรงหว่างคิ้วเบิกกว้าง สาดส่องแสงสีทองออกมา
ตรงจุดไป่ฮุ่ยเหนือศีรษะของเขา วิญญาณแรกกำเนิดที่มีขนาดเพียงหนึ่งนิ้วครึ่งกำลังคลานออกมา เผยให้เห็นเรือนร่างท่อนบน
"ฟุ่บ!"
เมื่อตื่นขึ้นมาในเสี้ยววินาทีแรก วิญญาณแรกกำเนิดก็หดกลับเข้าไปในร่างกายอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
หลี่ผิงลืมตามองไปยังหมอกควันสีดำกลุ่มใหญ่ที่ถูกแสงสีทองตรึงไว้เบื้องหน้า บนใบหน้ามีสีหน้าหวาดหวั่นพาดผ่าน "ช่างเป็นจิตมารที่ร้ายกาจนัก ถึงกับให้ข้ากลับไปทำโอทีบนโลกมนุษย์!
โชคดีที่การทะลุมิติมาอยู่ในโลกการบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน"