- หน้าแรก
- รากปราณขยะห้าธาตุ? ข้าแลกพลังฝึกตนหนึ่งปีได้ด้วยหินวิญญาณเพียงก้อนเดียว!
- บทที่ 10 แย่งตัวศิษย์!
บทที่ 10 แย่งตัวศิษย์!
บทที่ 10 แย่งตัวศิษย์!
“ยังไม่รีบถอยไปพักด้านข้าง รอให้การทดสอบรอบแรกจบลงอีกหรือ?” ผู้อาวุโสหลิวเก็บรอยยิ้มแล้วเอ่ยดุ
หลินเฉินกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ผู้อาวุโส ท่านกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่ารางวัลจะแจกให้ทันทีในที่เกิดเหตุ”
“เจ้าเด็กนี่... เอ๊ะ?”
ผู้อาวุโสหลิวที่กำลังจะสั่งสอนเจ้าเด็กไม่เจียมตัวตรงหน้า จู่ๆ ก็ต้องเบิกตากว้าง
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ สังเกตเห็นความผิดปกติจึงหันมามองหลินเฉินเป็นตาเดียว
ผลที่ได้คือต่างพากันอุทานด้วยความสงสัย
“เจ้าถึงกับเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งแล้วหรือ?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งอดใจไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายถามก่อน
หลินเฉินพยักหน้าโดยไม่ลังเล “เรียนผู้อาวุโส ศิษย์เข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งแล้วขอรับ”
เขาไม่ได้คิดจะปิดบัง และต่อให้คิดก็ปิดบังไม่ได้
สู้ยอมรับออกมาตรงๆ เสียยังจะดีกว่า
ส่วนเรื่องที่ว่าเขาฝ่าด่านมาได้อย่างไร ก็ปล่อยให้พวกผู้อาวุโสจินตนาการกันไปเองเถิด
รากปราณห้าธาตุนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นรากปราณขยะ อย่าว่าแต่ฝึกฝนไปชั่วชีวิตเลย ต่อให้ฝึกมาหลายสิบปี หากโชคไม่ดีจริงๆ ก็ยังอาจไม่สามารถเลื่อนระดับสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณได้
แต่นี่หลินเฉินอายุสิบหกปี มีรากปราณห้าธาตุ แถมยังอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง ทั้งสามปัจจัยนี้เมื่อมารวมกัน จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง
เหล่าผู้อาวุโสสบตากันด้วยความคิดเห็นเดียวกัน
เจ้าเด็กนี่จะเป็นผู้บำเพ็ญวิถีมารหรือไม่?
ผู้อาวุโสหลิวเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เขาพริบกายวูบเดียวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินเฉิน
เขายื่นมือไปคว้าแขนหลินเฉินไว้แล้วเร่งเร้าพลังปราณเพื่อตรวจสอบโดยละเอียด
ครู่หนึ่งเขาก็ค่อยๆ ปล่อยมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกรึ?”
ผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหลังไม่เชื่อ จึงขยับเข้ามาตรวจสอบด้วยตัวเองบ้าง
สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่า หลินเฉินเป็นผู้บำเพ็ญวิถีเซียนปกติ
แม้จะเป็นเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง แต่พลังปราณของเขานั้นบริสุทธิ์และหนาแน่นยิ่งนัก
เส้นลมปราณที่หล่อหลอมขึ้นมานั้นมั่นคงดั่งหินผา
ราวกับผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมานับสิบปีไม่มีผิด
“ช่างแปลกประหลาดนัก!”
เหล่าผู้อาวุโสต่างเดินกลับไปนั่งที่ประจำด้วยความกังขา
พวกเขากระหายอยากรู้ว่าหลินเฉินฝึกฝนมาอย่างไร
แต่ผู้อาวุโสเหล่านี้ล้วนมีทิฐิเกินกว่าจะลดตัวลงไปถามศิษย์ที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือก
แค่กๆ!
ท้ายที่สุด ผู้อาวุโสหลิวก็กระแอมแก้เก้อพลางหยิบถุงใบเล็กออกมา “หลินเฉิน นี่คือรางวัลของเจ้า รับไปเถอะ”
หลินเฉินรับถุงใบนั้นมาด้วยสองมือแล้วฉีกยิ้มกว้าง “ขอบพระคุณผู้อาวุโสขอรับ”
พูดจบเขาก็เปิดถุงออกแล้วเทหินวิญญาณออกมานับทีละก้อนจนครบถ้วนก่อนจะเก็บเข้าถุงใหม่
ผู้อาวุโสหลิวเห็นดังนั้นถึงกับหน้ากระตุก อยากจะประเคนฝ่ามือใส่สักที
หลินเฉินเก็บถุงเข้าอกเสื้อแล้วเงยหน้ามองผู้อาวุโสหลิว
“ผู้อาวุโส ท่านไม่ต้องแปลกใจไปหรอกขอรับ พรสวรรค์รากปราณของข้าน่ะต่ำต้อย แต่ข้าเป็นคนหัวไว หลายสิ่งหลายอย่างแค่ชี้แนะเพียงนิดเดียว ข้าก็เข้าใจในทันที”
“อืม ไปรออยู่ด้านข้างเถอะ”
แววตาของผู้อาวุโสหลิวเป็นประกายขึ้นเล็กน้อยพลางพยักหน้า
เรื่องความเข้าใจหรือไหวพริบนั้น เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้
ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว สิ่งนี้สำคัญยิ่งนัก
ยิ่งพลังปราณสูงส่ง ความสำคัญของไหวพริบย่อมยิ่งเด่นชัดขึ้น
เจ้าเด็กหลินเฉินนี่ถือว่าหัวหมอไม่เบา ดูแล้วคงมีไหวพริบดี อาจจะได้รับวาสนาบางอย่างมาก็ได้
ส่วนเรื่องความเข้าใจที่เจ้าตัวอวดอ้างนั้น เขาคงแค่คิดไปเองเสียมากกว่า
หลินเฉินย่อมไม่รู้ความคิดของอีกฝ่าย เมื่อได้ประโยชน์สมใจเขาก็รีบชิ่งไปหลบมุมอย่างรู้ความ
เขาไม่กล้าแลกเปลี่ยนพลังปราณที่นี่หรอก นั่นมันรนหาที่ตายชัดๆ
อีกอย่าง ระดับพลังปราณก็ไม่ควรเพิ่มเร็วเกินไป
การที่ผู้อาวุโสผลัดกันมาตรวจเมื่อครู่ก็เป็นบทเรียนที่ดีแล้ว
หากมัวแต่พุ่งเป้าไปที่การเลื่อนระดับด้วยรากปราณขยะห้าธาตุเช่นนี้ เขาต้องถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด และอาจจะถึงขั้นถูกฆ่าทิ้งเสียด้วยซ้ำ
แต่การที่เขาเพิ่งจะปล่อยข่าวว่าตัวเองเป็นคน "หัวไว" ออกไปนั้น คือการสร้างเกราะกำบังชั้นดี
หากอยากเพิ่มพลังปราณให้เร็วขึ้น นอกจากต้องมีหินวิญญาณแล้ว เขายังต้องหาวิธีปิดบังร่องรอยพลังปราณด้วย
หากฝึกวิชานั้นจนถึงขั้นสูงสุด ต่อให้เป็นเซียนเทวดาลงมาก็ไม่อาจล่วงรู้พลังที่แท้จริงของเขาได้
ในขณะที่หลินเฉินกำลังวาดฝันถึงอนาคตที่สวยงาม การทดสอบรอบแรกก็จบลงพอดี
จำนวนผู้เข้ารับการทดสอบแปดร้อยยี่สิบเจ็ดคน ผ่านไปสี่ร้อยแปดคน
คัดออกไปเกินครึ่งในทันที
“การทดสอบรอบที่สองคือการตรวจวัดพรสวรรค์รากปราณ”
ตอนที่ผู้อาวุโสหลิวประกาศ เขาตั้งใจปรายตามาทางหลินเฉิน “เห็นศิลาวัดปราณข้างหน้านั่นหรือไม่? พวกเจ้าเข้าแถวให้เรียบร้อย เพียงแค่วางมือลงบนนั้นก็พอ”
“รากปราณสี่ธาตุระดับต้น เป็นได้เพียงศิษย์นอกสำนัก”
“รากปราณสามธาตุระดับกลาง เป็นได้เพียงศิษย์ในสำนัก”
“รากปราณคู่ระดับสูง จะได้รับเลือกเป็นศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนัก”
“หากใครมีรากปราณเดี่ยวระดับสุดยอด ผู้อาวุโสสูงสุดจะสั่งสอนด้วยตนเอง”
กล่าวถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสหลิวเว้นจังหวะ “ขอเพิ่มอีกนิด ในหมู่รากปราณยังมีพวกกลายพันธุ์ เช่น ธาตุทองคำกระบี่ ธาตุเหมันต์ หรือธาตุพฤกษา เป็นต้น คุณสมบัติพิเศษเหล่านี้เมื่อตื่นขึ้นจะเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ถือเป็นพรสวรรค์ระดับปฐพี”
“และยังมีพวกที่ประกอบด้วยต้นกำเนิดแห่งฟ้าดิน เมื่อตื่นขึ้นสามารถสื่อสารกับฟ้าดินได้ เช่น ธาตุลม ธาตุสายฟ้า แสง ความมืด กาลเวลา และมิติ เหล่านี้เรียกว่ารากปราณสวรรค์”
ผู้อาวุโสหลิวหัวเราะเยาะตัวเอง “บอกตามตรงนะ สำนักเราคงรักษาคนที่มีรากปราณระดับนั้นไว้ไม่ได้หรอก และยังมี...”
“พวกเจ้าอาจจะสงสัยว่า คนที่ถูกคัดออกไปเมื่อครู่ก็มีบางคนที่มีรากปราณระดับต้น หรือระดับกลาง เหตุใดจึงไม่รับไว้?”
ผู้อาวุโสหลิวสอดส่ายสายตาคมกริบไปทั่วสนาม
“เส้นทางวิถีเซียนต้องอาศัยความเพียรและมานะ ต่อให้มีพรสวรรค์ดีเลิศ แต่หากขาดความเพียร ก็ยากที่จะไปได้ไกล บางคนอาจหลงผิดเข้าสู่เส้นทางสายมาร การให้พวกเขาจากไปคือทางเลือกที่ดีที่สุด เอาล่ะ เริ่มทดสอบรากปราณตามลำดับได้...”
สิ่งที่ผู้อาวุโสหลิวสาธยายมามากมาย ทำให้หลินเฉินได้เปิดหูเปิดตา
และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ารากปราณห้าธาตุของเขานั้นมัน "ขยะ" ขนาดไหน
แต่ระบบบอกไว้ว่ารากปราณแบบเขาน่ะ ในยุคบรรพกาลเป็นที่ต้องการของตลาดเชียวล่ะ
“เจียงฮ่าว รากปราณสี่ธาตุทองไม้พืนไฟระดับต้น ผ่าน!”
“เริ่นชิวสุ่ย รากปราณสามธาตุไฟไม้ดินระดับกลาง ผ่าน!”
“หานเจียงสุ่ย รากปราณสี่ธาตุน้ำดินไม้ไฟระดับต้น ผ่าน!”
ทดสอบไปกว่าสองร้อยคน มีแต่ระดับกลางและต่ำทั้งนั้น
เหล่าผู้อาวุโสบนอัฒจันทร์ต่างพยักหน้าถี่ๆ
ดูท่าพวกเขาน่าจะพึงพอใจกันอยู่ไม่น้อย
หลินเฉินเพิ่งตระหนักได้ว่าสำนักชิงซานซึ่งเป็นสำนักชั้นสามแห่งนี้คงไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่
แต่แบบนี้สิดี ต่อไปเขาจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ที่นี่ได้ง่ายๆ
ฮิฮิฮิ...
“จินหยวนเป่า รากปราณคู่ธาตุทองและดิน... รากปราณคู่ระดับสูง ผ่าน—”
ในขณะที่หลินเฉินกำลังวาดฝันถึงอนาคต จู่ๆ ก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้น
แม้แต่ผู้อาวุโสบนอัฒจันทร์ยังลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นดีใจ
อาจเป็นเพราะโชคดีของจินหยวนเป่าที่เป็นจุดเริ่มต้น การทดสอบถัดจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงไคลแมกซ์
“หวงหมิงยวน รากปราณคู่ไม้ไฟระดับสูง ผ่าน!”
“หลิวหรูเยียน รากปราณคู่ทองไฟระดับสูง ผ่าน!”
“หานปิงเสวี่ย รากปราณธาตุเหมันต์ระดับปฐพี ผ่าน—”
สิ้นเสียงตะโกนก้องฟ้าของศิษย์ผู้ทำหน้าที่ประกาศ บรรยากาศสนามทดสอบก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที
ในชั่วพริบตา รัศมีสิบเมตรโดยรอบร่างของหานปิงเสวี่ยปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง
ไอเย็นเยือกพุ่งทะลุขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับต้องการฉีกกระชากข้อจำกัดของฟ้าดิน
ภายในสำนักชิงซานเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น รัศมีพลังอันทรงพลังสายหนึ่งพุ่งเข้ามา
ผู้อาวุโสในสำนัก รองเจ้าสำนัก เหล่าบุคคลระดับสูงที่ปกติหาตัวจับได้ยากต่างพากันปรากฏตัว
ในขณะที่พวกเขายังไม่ทันยืนนิ่งดี เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้งภายในสำนัก
เจ้าสำนักได้ติดตามผู้อาวุโสสูงสุดลงมาด้วยตัวเอง
“ฮ่าฮ่าฮ่า... คนอยู่ไหน?”
ผู้อาวุโสสูงสุดเพิ่งถึงพื้นก็เตะเจ้าสำนักที่กำลังจะเอ่ยปากเปิดทางให้ล้มคะมำ ก่อนจะพุ่งเป้าไปที่หานปิงเสวี่ย
“แม่หนู เจ้าเต็มใจจะรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”
“ศิษย์เต็มใจเจ้าค่ะ!” สิ้นเสียงหานปิงเสวี่ย นางก็ถูกผู้อาวุโสสูงสุดหอบร่างหายวับไปจากจุดนั้นในทันที
จนถึงตอนนั้น เจ้าสำนักถึงเพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยสภาพมอมแมมพลางด่ากราด
“ไอ้แก่ตัวแสบ เจ้าตุกติกนี่หว่า บอกว่าจะแข่งกันอย่างยุติธรรมไง!”
พู่!
หลินเฉินเห็นฉากนี้แล้วพลันรู้สึกว่าสำนักชิงซานก็ไม่เลว
แค่บรรยากาศแบบนี้ก็คุ้มค่าที่จะให้เขาอยู่ต่อแล้ว
(จบบท)