- หน้าแรก
- ภรรยาข้าคือจอมมารหญิงอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก
- บทที่ 358 ยุ่งวุ่นวาย
บทที่ 358 ยุ่งวุ่นวาย
บทที่ 358 ยุ่งวุ่นวาย
ระเบิด
ยุ่งจนหัวจะระเบิดอยู่แล้ว
ถังอวี่ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นอีกแล้ว กิจการของเมืองกว่างฮั่นมีมากเกินไปจริงๆ เมื่อสะสมรวมกัน ก็ทำให้เขากลายเป็นลูกข่างหมุนติ้วไปโดยปริยาย
เมื่อช่วงเช้าในห้องหนังสือ เขาได้พบกับลู่เยวี่ยและเติ้งหรง เมื่อดูแผนการอันละเอียดของพวกเขาก็พบปัญหามากมาย
"เริ่มจากแผนการของลู่เยวี่ยก่อน โดยรวมถือว่าถูกต้อง แต่ต้องใส่ใจเรื่องสัดส่วนระหว่างทหารราบกับทหารม้า และสัดส่วนระหว่างเกราะหนักกับเกราะเบา"
"โดยรวมแล้วดินแดนสู่มีเนินเขาและเทือกเขาค่อนข้างมาก ส่วนที่ราบมีค่อนข้างน้อย เจ้าจะจัดตั้งทหารม้าและกองกำลังเกราะหนักมากมายไปเพื่ออันใด? ต้นทุนก็สูงขึ้น ม้าก็หาได้ยาก ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน้อยนิด"
"การสร้างกองทัพ ไม่ใช่การสร้างบ้านสร้างวัง ไม่ใช่ว่ายิ่งใหญ่ยิ่งดี ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งดี แต่ต้องมีความเหมาะสมและยืดหยุ่นพลิกแพลงได้"
"ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีไว้เพื่อรับใช้การทำศึก ความใช้งานได้จริงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
"จงไปขบคิดเรื่องนี้ให้ละเอียด เมื่อเผชิญกับอุปสรรคก็อย่าเพิ่งคาดเดาหรือสรุปเอาเองโดยตรง แต่ต้องไปไต่ถาม ไปทำความเข้าใจ สื่อจงสามารถให้คำแนะนำแก่เจ้าได้มากมาย"
"เอากลับไปเขียนมาใหม่!"
ลู่เยวี่ยเดินจากไปอย่างหมดสภาพ อย่างไรเสียเขาก็ยังอายุน้อย จึงยังขาดตกบกพร่องในด้านการปฏิบัติจริงอยู่บ้าง
ส่วนเติ้งหรงก็รู้สึกกระวนกระวายใจราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม เนื่องจากเขาเห็นว่าสีหน้าของถังอวี่ไม่สู้ดีนัก คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ
เป็นดังคาด ถังอวี่วางแผนการของเขาลง ก่อนจะเอ่ยตรงๆ "เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? ตอนที่ข้าประชุม ข้ากล่าวว่าอย่างไร? ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเพื่อความมั่งคั่งและแข็งแกร่ง"
"ความมั่งคั่งและแข็งแกร่งคืออันใด? ราษฎรมั่งคั่ง แว่นแคว้นแข็งแกร่งอย่างไรเล่า!"
"เจ้าทุ่มเทสุดกำลังเพื่อฟื้นฟูการผลิตแร่เหล็ก และเร่งรัดการผลิตอาวุธ เรื่องนี้ไม่ผิด ทว่าเจ้าคิดตื้นเขินเกินไป"
"การเกณฑ์แรงงานจำนวนมหาศาล แล้วการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเล่าจะทำเช่นไร? ราษฎรจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร?"
"ต่อให้ต้องให้ราษฎรทนลำบากสักหน่อยเพื่อภาพรวม แต่ก็ไม่ใช่การกระทำเช่นของเจ้า เพราะตัวเหมืองแร่เหล็กเองก็ต้องการวัฏจักรที่ดีเช่นกัน ปีนี้เกณฑ์แรงงานแล้ว ปีหน้าจะทำเช่นไร? ปีถัดไปเล่าจะทำเช่นไร? จะเกณฑ์แรงงานทุกปีเลยหรือ? นั่นใช่แผนการระยะยาวงั้นหรือ?"
"อันที่จริง ความเป็นอยู่ของราษฎรอำเภอเหยี่ยกวานล้วนผูกติดกับเหมืองแร่เหล็ก เคยคิดเรื่องการจ้างงานแทนการแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์บ้างหรือไม่? เคยคิดที่จะนำการทำเหมืองเหล็กและการผลิตอาวุธมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อจัดตั้งเป็นหน่วยงานเฉพาะ แล้วเปิดรับสมัครจากราษฎร เพื่อให้พวกเขากลายเป็นช่างฝีมืออาชีพหรือไม่?"
"เช่นนี้ก็สามารถรักษาเสถียรภาพของการผลิตและการสร้างอาวุธ ทั้งยังเป็นการปกป้องราษฎร และพัฒนาความเป็นอยู่ของพวกเขาไปพร้อมกันด้วยใช่หรือไม่?"
"อย่าได้กลัวที่จะต้องทุ่มเงินในระยะแรก! บิดามีเงินถมเถไป! ห้าตระกูลใหญ่ก็มีเงินเช่นกัน!"
"เมื่อผลิตอาวุธออกมาได้แล้ว ในภายภาคหน้าพวกเราย่อมได้กำไรมหาศาล ยุคสมัยนี้มีการทำศึกอยู่ทั่วทุกหนแห่ง พวกเรายังต้องกลัวว่าจะไม่ได้ทุนคืนอีกงั้นหรือ?"
"การทำเหมืองเหล็กและการผลิตอาวุธไม่ใช่เรื่องทางทหาร แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ เจ้าไปจัดการลำดับความคิดและทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ให้กระจ่างเสียก่อน แล้วค่อยเขียนมาให้ข้าใหม่อีกฉบับ"
เติ้งหรงรีบพยักหน้า เขารับแผนการของตนเองกลับมาอย่างระมัดระวัง แล้วค้อมกายเดินออกไป
เสี่ยวเหลียนเดินเข้ามา นางนวดไหล่ให้ถังอวี่พลางกล่าว "ทางฝั่งเสินเชวี่ยได้ย้ายจุดศูนย์กลางไปยังเจี้ยนเวยจวิ้นแล้วเจ้าค่ะ หากมีความเคลื่อนไหวใดของศัตรูพวกเราล้วนมองเห็นได้ทั้งหมด คุณชายไม่ต้องกังวลในจุดนี้หรอกนะเจ้าคะ"
"อีกอย่าง พี่หวังกำลังไตร่ตรองเรื่องการควบคุมระดับรากหญ้าที่คุณชายเสนอแล้ว เมืองกว่างฮั่นของเราต้องทำการแบ่งเขตย่อยให้ชัดเจนโดยใช้หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจวิ้นเป็นหน่วยการปกครอง ในแต่ละระดับจะมีการแต่งตั้งขุนนางและโหย่วเจี่ยว เพื่อสร้างระบบการปกครองขั้นพื้นฐานเจ้าค่ะ"
"เพียงแต่รายละเอียดบางอย่างยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา อย่างเช่นการก่อตั้งสถานศึกษาเอกชนและสถานศึกษาของรัฐ..."
ถังอวี่พูดแทรกขึ้น "ยังไม่ถึงเวลาอันสมควร ตอนนี้สิ่งที่ราษฎรคำนึงถึงคือเรื่องปากท้อง ทุกๆ ฤดูหนาวมีคนหนาวตายและอดตายตั้งมากมาย จะไปอ่านตำราบ้าบออันใดกัน ต้องคำนึงถึงการเอาชีวิตรอดเป็นอันดับแรก"
"ในด้านอุดมการณ์ ช่วงแรกคงทำได้เพียงพึ่งพาการบอกเล่าปากต่อปากอย่างต่อเนื่อง ใช้ความเป็นจริงและกิจการต่างๆ ในการสร้างความสามัคคี เพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่น"
"เดี๋ยวข้าจะไปบอกคุณหนูหวังเสียหน่อย"
เสี่ยวเหลียนรีบดึงเขาไว้ พลางยิ้มกล่าว "อย่าเลยเจ้าค่ะ ไม่อาจให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยคอยจัดการทุกเรื่องได้ เดี๋ยวข้าจะไปถ่ายทอดให้พี่หวังฟังเอง"
"ทว่าตอนนี้ทางฝั่งคังเจี๋ยกำลังพบกับปัญหาหนัก เขาเล่ากำลังรอคุณชายอยู่หน้าประตู ท่านไปพบเขาก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
ถังอวี่จิบชาอึกหนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าว "ให้เขาเข้ามา"
ครู่ต่อมา คังเจี๋ยก็เดินเข้ามา
เขาประสานมือคารวะพลางกล่าว "ท่านถังกง การปกครองและการทำศึกทั้งหมดล้วนไม่อาจหลีกเลี่ยงเรื่องเงินและเสบียงได้ ข้าต้องการคำนวณภาษีเงินและเสบียงรายปีของเมืองกว่างฮั่น จากนั้นจึงค่อยวางแผนการใช้จ่ายอย่างละเอียดขอรับ"
"แต่เห็นได้ชัดว่า พวกเราแทบจะเก็บภาษีและเสบียงไม่ได้มากนัก ทว่ารายจ่ายกลับมากมายจนน่าตกใจ"
"ยามนี้หลี่โซ่วทำการปิดล้อมพวกเราแล้ว ต่อให้มีเงินก็ไม่อาจซื้อเสบียงจากจวิ้นอื่นได้ ประเด็นสำคัญคือเสบียงของจวิ้นอื่นก็ไม่พอประทังชีวิตเช่นกัน..."
"ต้องหาวิธีนะขอรับ!"
ถังอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า "พรุ่งนี้เช้าเจ้าให้ผู้นำของห้าตระกูลใหญ่มาพบข้า เพื่อหารือเรื่องที่ดินและภาษี"
"เรื่องนี้ข้าจะจัดการด้วยตนเอง เจ้าไปจัดการโครงสร้างทางการเมืองขั้นพื้นฐานให้เสร็จสิ้นก่อน ทั้งเรื่องทะเบียนสำมะโนครัวและประชากร และเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่อยู่อาศัย"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ถังอวี่ก็เอ่ยอย่างจนใจว่า "คังเจี๋ย เจ้าจำไว้ให้ดี! ยามนี้เจ้าคือผู้ช่วยเจ้าเมืองของเมืองกว่างฮั่น! เป็นบุคคลอันดับสองอย่างแท้จริง!"
"เจ้าควรจะแสดงความน่าเกรงขามของเจ้าออกมา! ห้าตระกูลใหญ่จะกล้าต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างกับเจ้าได้อย่างไร?"
"ฟังให้ดี สิ่งที่พวกเราจะทำ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจขัดขวาง หากผู้ใดกล้าขวาง ข้าจะล้างตระกูลมันเสีย"
"ในเวลาเช่นนี้ ไม่ใช่เวลามาถกเถียงเรื่องถูกผิด แต่เป็นเวลาที่ต้องพูดถึงจุดยืน"
"จุดยืน คือชีวิตและรากฐานของการเมือง เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยเลือดอย่างแน่นอน"
"หากมองปัญหาข้อนี้ไม่ออก และไม่กล้าพอที่จะทำให้เลือดตกยางออก แล้วเจ้าจะเป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองได้อย่างไร? พึ่งพาแค่สมองและสติปัญญาของเจ้างั้นหรือ? เจ้าคิดว่าห้าตระกูลใหญ่จะยอมฟังเพียงแค่ลมปากของเจ้างั้นหรือ?"
"ก่อนฟ้าสางในวันพรุ่งนี้ จงนำคำตอบเรื่องการเก็บภาษีที่เหมาะสมมาให้ข้า"
คังเจี๋ยเหงื่อท่วมหัว รีบกล่าวทันที "ขอรับๆ ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจแล้ว ข้าจะใช้ข้อมูลที่ดินของเมืองกว่างฮั่น เพื่อคำนวณผลผลิตต่อหมู่และผลผลิตรวม จากนั้นจะอาศัยประสบการณ์จากแคว้นอื่นและในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อหาอัตราการเก็บภาษีที่สมเหตุสมผลมาให้ขอรับ"
เมื่อคนจากไปแล้ว ถังอวี่จึงเอนกายลงบนเก้าอี้ พรูลมหายใจยาวออกมา
เขาหันกลับไปมอง ก็เห็นจู้เยว่ซียังคงนั่งอยู่ตรงมุมห้องหนังสือ กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างจดจ่อ
"เจ้ากำลังทำอันใด?"
ถังอวี่อดที่จะสงสัยไม่ได้
จู้เยว่ซีสะดุ้งราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว "เวลา... เวลาที่ท่านทำงานทำการ ช่างแตกต่างจากยามปกติเสียจริง"
ถังอวี่ยิ้มกล่าว "เจ้าคิดว่าเจ้าไม่มีงานต้องทำแล้วงั้นหรือ?"
"ตอนนี้เมืองกว่างฮั่นเพิ่งจะเริ่มต้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมากระจุกรวมอยู่ที่พวกเราไม่กี่คน จำต้องสร้างระบบให้สมบูรณ์เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินงานไปได้ด้วยดี"
"ยามนี้ข้ากำลังขาดแคลนผู้มีความสามารถ ขาดแคลนทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊"
"ข้าจะเขียนประกาศรับสมัครผู้มีความสามารถ เพื่อดึงดูดผู้มีปัญญาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ และรับสมัครผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังตกที่นั่งลำบาก"
"จะต้องมีคนตอบรับอย่างแน่นอน เพราะข้าให้ค่าตอบแทนสูงมาก"
"แต่หลี่โซ่วจะต้องขัดขวางอย่างแน่นอน เขาอาจจะส่งคนไปปิดถนน หรือไม่ก็ส่งทหารไปไล่ล่า"
"เจ้าต้องช่วยข้าติดต่อกับวังจ้งเหิง พวกเขารู้ว่าที่ใดมีผู้มีความสามารถ และรู้ว่าจะปกป้องคนเหล่านั้นให้เดินทางมายังเมืองกว่างฮั่นได้อย่างไร"
"ความสัมพันธ์ของเจ้ากับหวังป้านหยางก็ไม่เลวไม่ใช่หรือ? ได้ใช้งานพอดีเลย"
จู้เยว่ซีเอ่ยด้วยความสงสัย "แต่ท่านก็มีคนของวังจ้งเหิงอยู่ใต้บังคับบัญชาไม่ใช่หรือ? เนี่ยชิ่งและเสี่ยวเหลียนก็ใช่ทั้งคู่"
ถังอวี่กล่าว "หลังจากศึกเฉิงตู ศิษย์พี่เนี่ยก็มุ่งหน้าไปยังนครเจี้ยนคังทันที ส่วนเสี่ยวเหลียนอันที่จริงก็แยกตัวออกจากวังจ้งเหิงมานานแล้ว นางไม่มีสิทธิ์มีเสียงอันใด"
"ฐานะของเจ้าสูงส่ง มีน้ำหนักมากพอ สามารถทำให้วังจ้งเหิงยอมทุ่มเทอย่างสุดกำลังได้"
"ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ข้าขาดแคลนน้อยที่สุดในยามนี้ก็คือทองคำ"
จู้เยว่ซีพยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าว "ตกลง ข้าจะไปที่หุบเขาแม่น้ำมั่วสุ่ยสักรอบ"
สิ้นเสียง ประตูห้องหนังสือก็ถูกผลักเปิดออก
เสี่ยวเหอวิ่งหน้าตั้งเข้ามา พลางร้องตะโกน "คุณชาย แย่แล้วเจ้าค่ะ พี่ซีเอ๋อร์ไปที่ห้าตระกูลใหญ่ นางบอกว่าจะมัดตัวผู้นำตระกูลเหล่านั้นมา หากไม่ยอมก็จะฆ่าทิ้งให้หมดเจ้าค่ะ"
คราวนี้ถังอวี่ถึงกับชะงักงัน จากนั้นเขาก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก พลางร้องเสียงหลง "ฆ่าไม่ได้นะ ฆ่าไม่ได้! ข้ายังไม่ถึงขั้นที่ต้องเป็นศัตรูกับตระกูลใหญ่ทั่วทั้งใต้หล้านะ!"
"เร็วเข้า! รีบไปห้ามนางไว้!"