เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 158 กลุ่มนักแสดง

บทที่ 158 กลุ่มนักแสดง

บทที่ 158 กลุ่มนักแสดง


"หรือว่าแขกผู้มีเกียรติจะดูแคลนอาหารของพวกเราที่นี่หรือ? ก็ถูกละนะ พวกเรามันบ้านนอกคอกนา ท่านมาจากที่เจริญรุ่งเรือง จะดูแคลนก็เป็นเรื่องปกติ" อวิ๋นเกอถอนหายใจพลางส่ายหน้า ราวกับว่ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก

"เฮ้อ ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติได้ไม่ดีพอ เป็นความผิดของพวกเราจริงๆ" อิ๋งเยว่ชิงที่สมควรให้ความร่วมมือในการแสดงของเขาก็ร่วมเล่นละครสดด้วยเช่นกัน

"ไม่ๆๆ จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าชอบมากต่างหาก" อวิ๋นไห่รีบเอ่ยปาก

เขาเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง แต่ไม่ได้โง่

เขารู้ดีว่าจุดประสงค์ที่ตนเองมาที่นี่คืออะไร

เขาต้องการให้อวิ๋นเกอมอบข้ออ้างในการเปิดศึกใส่มือพวกเขา ไม่ใช่ให้เขามอบจุดอ่อนไปอยู่ในมือของอวิ๋นเกอเสียเอง

รังเกียจที่พวกเขาเป็นพวกบ้านนอกคอกนาอย่างนั้นหรือ? เขารังเกียจจริงๆ นั่นแหละ แต่เรื่องนี้ทำได้ ทว่าพูดออกไปไม่ได้

หากคำพูดนี้หลุดรอดออกไป แล้วถูกปั่นกระแสอีกสักหน่อย ตระกูลอวิ๋นของพวกเขาจะต้องถูกผลักไปอยู่ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเป็นแน่

สมรภูมิหมื่นเผ่าพันธุ์มีขุมกำลังขนาดใหญ่อยู่มากมาย แต่สิ่งที่มากที่สุดก็ยังคงเป็นเจ้านครระดับล่างธรรมดาทั่วไปอยู่ดี

เดิมทีพวกเขาก็มีความรู้สึกเกลียดชังคนรวยอยู่แล้ว หากเจ้าถูกปั่นกระแสขึ้นมาอีก ภาพเหตุการณ์ที่ตามมาคงจะงดงามจนเกินคำบรรยายทีเดียว

นี่ต่างหากคือเหตุผลที่เขาปฏิเสธเสียงแข็ง สำหรับขุมกำลังระดับตระกูลแล้ว ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หลายครั้งต่อให้ต้องยอมสละผลประโยชน์บางส่วน ก็ยังต้องรักษาชื่อเสียงเอาไว้

อ้อ พวกที่ไม่สนใจชื่อเสียงเลยก็มีเช่นกัน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อย อย่างเช่นเผ่ามารสวรรค์นั่นประไร

อวิ๋นเกอไม่พูดอะไร เพียงแค่มองอวิ๋นไห่ด้วยสีหน้าที่ดูน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย

ท่านไม่ได้บอกว่าชอบมากหรอกหรือ? เช่นนั้นท่านก็กินสักหน่อยสิ ท่านไม่กินแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านชอบ?

กินเสร็จแล้ว หากท่านยังมีปัญญาพูดจาได้ตามปกติ ข้าจะขอคารวะว่าท่านเป็นลูกผู้ชายตัวจริง

อืม การเจรจาน่ะ มันก็ต้องเจรจากันใช่หรือไม่? หากท่านแม้แต่จะพูดยังพูดไม่ได้ แล้วจะไปเจรจาหาอะไรล่ะ

สิ่งนี้เรียกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

"นี่... พ่อบ้านจ้าว ตลอดทางที่ผ่านมาท่านก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว ท่านก็นั่งลงแล้วกินด้วยกันสักหน่อยเถิด" จู่ๆ อวิ๋นไห่ก็หันไปมองพ่อบ้านจ้าวแล้วเอ่ยขึ้น

พ่อบ้านจ้าว: "..."

ข้าล่ะอยากจะขอบคุณตระกูลท่านเสียจริงๆ!

แน่นอนว่าเขารู้ความหมายของเจ้านี่ดี เพียงแค่พ่อบ้านอย่างเขากินอาหารจนหมด นายน้อยผู้นี้ก็ไม่ต้องกินแล้ว แถมยังไม่ตกเป็นขี้ปากผู้ใดอีก

สมบูรณ์แบบจริงๆ

สมบูรณ์แบบกับผีสิ! พ่อบ้านจ้าวแทบจะร้องไห้ให้กับความโง่เขลาของเจ้านี่แล้ว

เขาคือแกนหลักในการเจรจานะ พอเริ่มปุ๊บเจ้าก็ตัดแขนตัวเองทิ้งไปข้างหนึ่งเลย นี่มันหมายความว่าอย่างไร?

อ้อ สองข้างต่างหาก อีกข้างหนึ่งคือฮูหยินเมิ่ง ซึ่งกลับบ้านเดิมไปแล้ว

ช่างเถอะ นี่เป็นสิ่งที่เจ้าจัดแจงเอง ถึงเวลาเจ้าก็ไปหาวิธีอธิบายเอาเองก็แล้วกัน เขาเป็นข้ารับใช้นี่นา ข้ารับใช้ก็ต้องแบ่งเบาภาระของผู้เป็นนายไม่ใช่หรือ?

ถ้าอย่างนั้นก็กินสิ

ด้วยสภาพร่างกายของเขา ก็แค่ความเผ็ดเพียงเล็กน้อยไม่ใช่หรือ? เขาไม่เชื่อหรอกว่าของพรรค์นี้จะทำให้เขาเผ็ดได้

ทว่าวิธีการที่แหวกแนวของอวิ๋นเกอนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

การเจรจาตามปกตินั้น ล้วนต้องคิดหาสารพัดวิธีเพื่อโน้มน้าวอีกฝ่าย แต่อวิ๋นเกอกลับดีเหลือเกิน คิดจะทำให้พวกเขาอ้าปากพูดไม่ได้โดยตรงเลย

สำหรับอวิ๋นเกอแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องไปโน้มน้าวตระกูลอวิ๋นในเรื่องใด เพียงแค่ทำให้พวกเขาไม่มีข้ออ้างในการลงมือก็พอแล้ว

นั่นย่อมเป็นการตัดบทสนทนาตั้งแต่ในมุ้งที่สะดวกที่สุด

พ่อบ้านจ้าวยังคงสีหน้าเรียบเฉยพลางคีบเนื้อขึ้นมาคำหนึ่ง จากนั้นเมื่อเอาเข้าปากไปคำเดียว ก็แทบจะส่งเขาขึ้นสวรรค์ไปในทันที

ความเผ็ดตามปกติย่อมไม่มีทางส่งผลกระทบต่อเจ้านครระดับสูงได้ แต่นี่คือรสชาติที่แม้แต่หวงเฉวียนแห่งความว่างเปล่าระดับนิรันดร์ยังสามารถรับรู้ได้เชียวนะ...

คงพูดได้เพียงว่าพ่อบ้านจ้าวประมาทเกินไป และหลบไม่พ้น

"ซี้ด—!!" พ่อบ้านจ้าวใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาในทันที

เขาหยิบถ้วยบนโต๊ะขึ้นมาแล้วกรอกน้ำเข้าปากไปอึกหนึ่งโดยสัญชาตญาณ จากนั้น... ก็ยิ่งทรมานหนักกว่าเดิม

นั่นคือสุรา เป็นของที่เจ้านครคนหนึ่งเปิดได้จากหีบสมบัติ และถูกอวิ๋นเกอ "หยิบยืม" มาอย่างเนียนๆ

สุรานี้ก็ไม่ได้มีความพิเศษอันใด มีเพียงคำเดียวคือ—แรง

"พ่อบ้านจ้าว?!" อวิ๋นไห่มีสีหน้ามึนงง มารดามันเถอะ นี่คงไม่ได้มีพิษหรอกนะ? วางยาพิษกันซึ่งๆ หน้าเลยหรือ? กล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้เชียว?

พ่อบ้านจ้าวล้วงขวดยาออกมาจากกระเป๋าของตนเอง หลังจากดื่มลงไปแล้ว ถึงได้ค่อยๆ ทุเลาลงบ้าง

บัดซบเอ๊ย สุดยอดไปเลย! อาหารแค่คำเดียวกลับทำให้เขาสิ้นเปลืองยาฟื้นฟูสถานะไปถึงหนึ่งขวด

แต่ความรู้สึกเมื่อครู่ เขาไม่อยากจะให้มันคงอยู่ต่อไปจริงๆ ไม่ถึงตาย แต่มันก็ทรมานสุดๆ ไปเลย!

"ดูเหมือนว่าพ่อบ้านจ้าวจะกินเผ็ดไม่ได้สินะ" อวิ๋นเกอยังคงพูดจาถากถางอยู่ด้านข้าง "น่าเสียดายจริงๆ ท่านกำลังจะพลาดของอร่อยไปมากมายทีเดียว"

น่าเสียดายจริงๆ ที่ไม่สามารถปิดปากเจ้านี่ได้

พ่อบ้านจ้าว: "..." นี่มันคำพูดของคนหรือ?

เขามองหวงเฉวียนด้วยความประหลาดใจ ท่าทางแบบนี้ไม่น่าจะเสแสร้งได้นี่นา?

เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายวางยาพิษ เขาจึงจงใจคีบอาหารจานเดียวกับที่หวงเฉวียนกิน คงไม่ถึงขั้นที่ของสิ่งนี้ให้รสชาติแตกต่างกันเมื่อถูกกินโดยคนละคนหรอกนะ?

แววตาของพ่อบ้านจ้าวกลอกกลิ้งไปมา แต่ก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจให้มากความ

เจ้าจงใจหลอกข้าใช่หรือไม่? ถ้าอย่างนั้นตอนนี้พวกเรามาคุยธุระปะปังกันเถอะ

"อาหารของเจ้าเขตอวิ๋น... รสชาติดีเยี่ยมจริงๆ เพียงแต่ชายชราผู้นี้คงไม่มีวาสนาจะได้ลิ้มรสแล้วล่ะ" พ่อบ้านจ้าวพูดปดทั้งที่ตาใส

รสชาติที่แทบจะส่งเขาไปปรโลกเมื่อครู่ ดีเยี่ยมกับผีสิ แต่ในเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว พูดจาเกรงใจไปอย่างนั้น ใครจะไปถือเป็นจริงเป็นจังกันเล่า

"จริงสิ เกือบจะลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท ดูสมองข้าสิ" พ่อบ้านจ้าวทำทีราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้

อวิ๋นเกอเบ้ปากด้วยความผิดหวัง น่าเสียดายจริงๆ พวกเจ้านครรุ่นเก่าเหล่านี้มีของดีอยู่ในมือมากมายเหลือเกิน สามารถหาไอเทมมารับมือได้ในทุกสถานการณ์

ในเมื่อปิดปากเขาไม่ได้ ดูเหมือนว่าคงต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ เสียแล้ว

"พูดมาได้เลย"

อวิ๋นเกอพูดไปอย่างนั้น แต่ความจริงเขาอยากจะบอกว่า ท่านไม่ต้องพูดแล้วจะดีกว่า

"เชื่อว่าเจ้าเขตอวิ๋นก็คงจะได้รับประกาศจากตระกูลอวิ๋นแห่งซิงไห่ของพวกเราแล้ว พวกเราเองก็บังเอิญค้นพบว่า ท่านคือทายาทของตระกูลอวิ๋นที่พลัดพรากไป..."

"โอ้? น่าสนใจดีนี่ แต่ในหัวของข้าไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับตระกูลอวิ๋นเลยนะ"

"นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะตอนที่ท่านประสบอุบัติเหตุ ท่านเพิ่งจะอายุได้ขวบกว่าเท่านั้น" พ่อบ้านจ้าวกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยน ท่าทางเช่นนั้น หากคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเห็นเข้า คงคิดว่าเขาเป็นผู้อาวุโสที่ใจดีคนหนึ่งจริงๆ

"อ้อ~" อวิ๋นเกอลากเสียงยาว สีหน้าดูแปลกประหลาดพลางเอ่ยขึ้น "พลัดพรากกันตอนหนึ่งขวบ แต่ทำไมตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาพวกท่านถึงไม่มีเบาะแสใดๆ เลย แต่กลับเพิ่งจะมาหาเจอเอาป่านนี้เล่า?"

ล้วนแต่เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์นับพันปีด้วยกันทั้งนั้น จะมาเล่นละครตบตาอะไรกับข้าอีกล่ะ ก็แค่ถูกใจคุณลักษณะของเขต 9999 ไม่ใช่หรือ

"เฮ้อ พูดแล้วก็น่าละอายใจ หลายปีมานี้ตระกูลอวิ๋นของข้าก็มีทั้งศึกในศึกนอก นี่ก็บังเอิญเห็นประกาศกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ของเจ้าเขตอวิ๋นเข้า ถึงได้นึกอยากจะมาดูสักหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะเป็นความจริง"

พ่อบ้านจ้าวเองก็ไม่ได้ใส่ใจ อย่างไรเสียทุกคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจ เพียงแต่รอดูว่าใครจะสามารถโน้มน้าวผู้ที่คอยเฝ้าดูอยู่ได้มากกว่ากันเท่านั้น

สิ่งที่ตระกูลอวิ๋นของพวกเขาต้องการก็แค่ข้ออ้าง ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ เพียงแค่พวกเราสามารถหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้ แล้วคนอื่นจับผิดไม่ได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว

หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ พวกเขาคงไม่ต้องถ่อมาที่นี่ด้วยซ้ำ

"ข้าสงสัยจริงๆ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยพบพวกท่านมาก่อน แต่พวกท่านกลับสามารถยืนยันตัวตนของข้าได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ช่างมหัศจรรย์เสียจริง"

ความหมายแฝงก็คือ พวกเจ้ายืนยันได้อย่างไร? อาศัยแค่ลมปากของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?

"เรื่องนี้เจ้าเขตอวิ๋นอาจจะไม่รู้ ตระกูลใหญ่ของพวกเราย่อมมีวิธีตรวจสอบสายเลือดในแบบของพวกเรา เพียงแต่ไม่อาจบอกกล่าวได้"

นี่คือเรื่องจริง ตระกูลใหญ่ทุกตระกูลล้วนมีวิธีเช่นนี้ และโดยทั่วไปแล้วก็จะไม่เปิดเผย หากเขาเปิดเผยออกมา นั่นต่างหากล่ะที่มีปัญหา

จบบทที่ บทที่ 158 กลุ่มนักแสดง

คัดลอกลิงก์แล้ว