- หน้าแรก
- อัจฉริยะลูกเขยอันดับหนึ่ง
- 71 - ข้ากลับมาแล้ว...หมาป่าเทพอสูร!!
71 - ข้ากลับมาแล้ว...หมาป่าเทพอสูร!!
71 - ข้ากลับมาแล้ว...หมาป่าเทพอสูร!!
หนังสือเล่มหนึ่งที่ใหญ่โตมโหฬาร ลอยเหนืออยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า จนแม้แต่ท้องฟ้าก็ถูกมันบดบังไปส่วนหนึ่ง
หากมีใครมองลงมาจากที่สูงพอ จะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยตัวอักษรอย่างหนาแน่น และหากเข้าไปดูใกล้ ๆ จะพบว่าในแต่ละตัวอักษรนั้น ต่างแสดงให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของตัวอักษรนั้น
อย่างเช่น ตัวอักษร “ถนน” มันก็เชื่อมต่อไปยังทิศทั้งสี่จริง ๆ
ตัวอักษร “หอคอย” ก็จะมีหอคอยสูงตระหง่านปรากฏขึ้น ตัวอักษร “บ้าน” ก็จะมีบ้านเรือนมากมายปรากฏออกมา
หากเป็นตัวอักษร “ทะเลสาบ” ก็จะเห็นประกายระยิบระยับของผืนน้ำ
เพราะหนังสือเล่มนี้มีตัวอักษรมากมาย สิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏมันก็หลากหลายมากเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ใหญ่ ใหญ่จนเกินจะจินตนาการได้
แค่ตัวอักษร “หอคอย” ตัวเดียว หอคอยนั้นก็สูงถึงเก้าชั้นแล้ว ภายในหอคอยก็มีผู้คนเข้าออกพลุกพล่านดั่งฝูงมด
"การเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินครั้งนี้ ถึงกับทำให้จิ้นเซี่ยเสวียนกง (สำนักศึกษาจี้เซี่ย) ต้องนำ 'เต้าซู' (คัมภีร์เต๋า) ออกมาเลยหรือเนี่ย" ขณะที่ซู่อู๋โจว หัวซบอยู่บนไหล่ของฉินชิงโม เขาก็ได้ยินเสียงของอวี่เฟิงดังขึ้นข้างหู
“จิ้นเซี่ยเสวียนกงกับเต้าซูคืออะไรเหรอ?” ซู่อู๋โจวถามอวี่เฟิง
อวี่เฟิงเหลือบมองซู่อู๋โจวแวบหนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า “กับภรรยาตัวเองยังต้องแกล้งสลบเพื่อจะได้ใกล้ชิดเนี่ยนะ ซู่อู๋โจว เจ้าช่างน่าอายจริง ๆข้านึกว่าเจ้าเป็นพวกเดียวกับข้าซะอีกดูท่าข้าคงดูเจ้าผิดไปแล้วล่ะ”
ซู่อู๋โจวไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของอวี่เฟิง คิดในใจว่า “บ้าเหรอ ใครจะเป็นพวกเดียวกับหมูพันธ์ุโง่อย่างเจ้ากัน”
แต่ฉินชิงโม่กลับหน้าแดงระเรื่อเพราะคำพูดนั้น รู้สึกว่าอวี่เฟิงกำลังเหน็บแนมประชดนางว่านางกำลังเอาเปรียบสามีตัวเอง
“จิ้นเซี่ยเสวียนกง เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของใต้หล้ามีคำพูดว่า ‘บัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ล้วนมาจากจิ้นเซี่ยเสวียนกง’
แม้จะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็สะท้อนถึงสถานะอันสูงส่งของจิ้นเซี่ยเสวียนกงได้เป็นอย่างดี หากจะเปรียบ ‘หอคอยดาบ’ เป็นต้นกำเนิดแห่งวิถีแห่งดาบ เป็นผู้นำของเหล่าผู้ใช้ดาบทั่วหล้า
จิ้นเซี่ยเสวียนกง ก็ถือเป็นต้นกำเนิดแห่งวิถีวรรณ เป็นที่เคารพบูชาของนักปราชญ์ทั่วแผ่นดิน เป็นผู้นำแห่งวิถีวรรณเช่นกัน” อวี่เฟิงอธิบาย
หัวใจของซู่อู๋โจวสะเทือนแรง “ผู้นำแห่งวิถี” ตำแหน่งนี้หนักหนาสาหัสนัก เป็นอำนาจระดับที่สั่นสะเทือนสวรรค์และปฐพีได้เลยทีเดียว
“เต้าซู! หนึ่งในสมบัติล้ำค่าหายากที่สุดในใต้หล้า ไม่มีใครในโลกกล้าดูแคลนหนังสือเล่มนี้ นี่คือสมบัติที่สามารถกดข่มสามภพได้ ตั้งแต่โบราณกาล มีตำนานเกี่ยวกับมันมากมายเหลือเกิน
จิ้นเซี่ยเสวียนกงก่อตั้งขึ้นโดยยึดเอาคัมภีร์เล่มนี้เป็นศูนย์กลาง ศิษย์ของเสวียนกงนับไม่ถ้วน ต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ภายในคัมภีร์เล่มนี้
แต่ถึงจะเป็นสมบัติไร้เทียมทานก็ไม่ใช่ของที่จะถูกนำออกมาใช้ง่าย ๆ ปกติแล้วมันจะอยู่ที่ชิงโจว ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้จะปรากฏขึ้นจากพื้นดิน ทะลุมิติมาถึงหลินอัน”
อวี่เฟิงพึมพำกับตัวเอง สีหน้าเขาก็จริงจังไม่แพ้กัน เพราะนั่นหมายความว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่
“แล้วไต้เยาเยาล่ะ?” ซู่อู๋โจวถามอวี่เฟิง เขาคิดในใจว่า ผู้หญิงคนนั้นเดาได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าหลินอันจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นางรู้เรื่องต่าง ๆ มากมาย และยังลึกลับสุด ๆ อีกด้วย
“จิ้นเซี่ยเสวียนกงปรากฏตัวขึ้น ใครเขาจะกล้าโผล่หน้าออกมาเล่า? ตอนนี้หลบไม่ทันด้วยซ้ำ”
อวี่เฟิงตอบพลางหาวออกมา สีหน้าดูอ่อนเพลียและหมดแรง สายตาของเขาหันมองไปยังความว่างเปล่า เมื่อเต้าซูปรากฏขึ้น วังวนขนาดยักษ์ก็พลันหายไป
“โครมคราม!”
เสียงดังสนั่นยังคงดังขึ้นจากขอบฟ้า และในตอนนั้น ทุกคนก็เห็นว่า มีรถศึกโบราณสามสิบหกคัน ม้วนตัวออกมาจากคัมภีร์เล่มนั้น
รถศึกสามสิบหกคันบดทับความว่างเปล่า เสียงฟ้าร้องฟ้าคำรามดังกึกก้องไปทั่ว แม้จะมีแค่สามสิบหกคัน แต่กลับสั่นสะเทือนได้ราวกับโลกจะถล่ม
รถศึกสีดำดั่งทำจากเหล็กดำหลอมละลาย แล่นมุ่งหน้าไปยังรอบ ๆ พระจันทร์โลหิต ล้อมมันเอาไว้ตรงกลาง
“ของดีจริง ๆ!” ซู่อู๋โจวจ้องมองรถศึกโบราณเหล่านั้นด้วยสายตาตื่นตะลึง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมออกมา
“แน่นอนอยู่แล้ว ของดีขนาดนี้ รถศึกแต่ละคันล้วนมีพลังศักดิ์สิทธิ์ ถ้าข้าได้มาสักคันล่ะก็ มีผู้หญิงสักกี่คนกันที่จะไม่ยอมโผเข้ามาเพียงเพื่อได้ขึ้นรถศักดิ์สิทธิ์?” ในดวงตาของอวี่เฟิงก็เต็มไปด้วยความโลภเช่นกัน
ซู่อู๋โจวมองเขาอย่างเหยียดหยาม “ไอ้ตัวเมีย หยาบคายไร้แก่นสาร”
แต่ตนเองนั้นต่างออกไปสิ่งที่เขาคิดคือ...ถ้ารถศึกพวกนี้ถูก “ถ้วยดำ” กลืนเข้าไป จะหลั่งของเหลวออกมามากขนาดไหนกัน? คิดถึงตรงนี้ ซู่อู๋โจวก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง “เต้าซู” เล่มนั้น
คัมภีร์เล่มนั้น ทำจากโลหะหรือเปล่านะ?
ถ้ามันก็ทำจากโลหะเหมือนกันในฐานะสมบัติล้ำค่าระดับสูงสุด…มันจะซ่อมแซมรอยร้าวบนถ้วยดำได้สักแค่ไหนกัน?
คิดเพียงเท่านี้ หัวใจของซู่อู๋โจวก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่...นึกถึงความน่าสะพรึงของจิ้นเซี่ยเสวียนกงแล้ว เขาก็อดรู้สึกท้อใจไม่ได้
“อวี่เฟิง เจ้าว่าเราต้องฝึกฝนให้แข็งแกร่งถึงระดับไหน ถึงจะสามารถแย่งรถศึกได้สักคัน หรือไม่ก็...คัมภีร์?” แม้ตอนนี้จะยังเป็นไปไม่ได้ แต่คนเราต้องมีความฝัน ซู่อู๋โจวก็ยังถามออกไป
อวี่เฟิงเบิกตากว้าง มองซู่อู๋โจวอย่างตกตะลึงสุดขีด
เจ้าบ้านี่...เมื่อครู่พูดอะไรนะ?
จะไปแย่งสมบัติของจิ้นเซี่ยเสวียนกงงั้นเหรอ?
ให้ตายสิ! แค่คิดก็เรียกว่ากำลังหาทางตายแล้ว! บนโลกนี้ ต่อให้เป็นเชาเกอ (โจ้วหวาง “กษัตริย์ทรราช”) ก็ยังไม่กล้าคิดแบบนี้เลย
“ไม่ต้องแข็งแกร่งอะไรมากหรอก แค่บรรลุถึงระดับ ‘เทพสมุทร’ เป็นปรมาจารย์แห่งโลกมนุษย์ ก็พอมีสิทธิ์จะลองแย่งรถศึกได้...ส่วนคัมภีร์น่ะ อย่าคิดเลยจะดีกว่า” อวี่เฟิงเห็นว่าตัวเองเป็นคนดี ไม่อยากขัดขวางความฝันของคนอื่น
แต่ถ้าใครอยากหาทางตาย...ก็ยิ่งดีเลย อย่างน้อยก็จะได้มีเพื่อนร่วมทาง
ซู่อู๋โจวครุ่นคิด คิดว่าถ้าบรรลุถึงระดับเทพสมุทรเมื่อไหร่ ค่อยเตรียมการให้พร้อม
...รถศึกโบราณปิดล้อมรอบพระจันทร์เลือด จากในรถศึก เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ก้าวออกมา สวมชุดนักปราชญ์ หน้าตาหล่อเหลาสง่างาม ต่างยืนประจำตำแหน่งเฝ้าระวังพระจันทร์เลือดอย่างตึงเครียด
แม้ชาวเมืองหลินอันจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ว่ากำลังมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ทุกคนพากันจ้องมองท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว เงียบงันไร้เสียง บรรยากาศแห่งความกดดันปกคลุมไปทั่วเมืองหลินอัน
คัมภีร์พาดอยู่บนท้องฟ้า รถศึกสามสิบหกคันปิดล้อมพระจันทร์เลือดโดยรอบ ฟ้าดินเข้าสู่ความสงบ ราวกับว่าจิ้นเซี่ยเสวียนกงกำลังรออะไรบางอย่างจนกระทั่งถึงยามรุ่งสาง พระจันทร์เลือดยิ่งแดงฉานขึ้นเรื่อย ๆ แดงจนเหมือนจะหลั่งเลือดออกมาได้จริง ๆ
ซู่อู๋โจวกับอวี่เฟิงมองกันและกันอย่างตื่นตระหนก เพราะพระจันทร์ดวงนี้ช่างเหมือนกับพระจันทร์เลือดในนรกยมโลกไม่มีผิด
“โครม!”
เสียงดังกึกก้อง และพระจันทร์เลือดนั้น...ก็หลั่งเลือดออกมาจริง ๆ
ทันใดนั้น คลื่นพลังอำมหิตรุนแรงราวคลื่นทะเลก็ทะลักออกมาจากพระจันทร์เลือด ท้องฟ้าทั้งผืนสั่นสะท้านเพราะพลังนั้น ฟากฟ้าที่เคยมืดดำ บัดนี้กลายเป็นสีแดงฉานชวนสยอง
“ฮ่า ๆ ๆ! ข้า..หมาป่าอสูรเทพในที่สุดก็กลับมาแล้ว! ไอ้เฒ่าเจ้าบัดซบ ขับไสข้าออกไปตั้งหกพันปี ข้าจะไม่มีวันอยู่ร่วมฟ้าเดียวกับเจ้า!”
เสียงคำรามดังกึกก้องราวเสียงฟ้าผ่า ดังขึ้นพร้อมกับที่ความว่างเปล่าแตกออกเป็นรอยแยก และหัวหมาป่าขนาดใหญ่เท่าภูเขาก็โผล่ออกมา
หัวของมันใหญ่โตมหึมา ดวงตาสีเลือดดุจเพลิง เขี้ยวแหลมสีขาวแวววาวดั่งมีด ชวนให้ขนลุกขนพอง ทันทีที่หมาป่าโผล่มา มันก็หันไปเห็นคัมภีร์เล่มใหญ่ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า ดวงตาสีเลือดนั้นเผยแววหวาดกลัว แต่แววตากลับยิ่งเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม
“จิ้นเซี่ยเสวียนกง! พวกเจ้าหาเรื่องตาย กล้าขวางทางข้าหมาป่าอสูรเทพ!
ตายซะ!”
หมาป่าอสูรเทพ คำรามกึกก้อง ร่างกายเบียดตัวออกมาจากรอยแยก พลังของมันแผ่กระจายออกไป ท้องฟ้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
แม้จะมีคัมภีร์เล่มมหึมากั้นอยู่เบื้องหน้า แต่ชาวเมืองหลินอันต่างก็สัมผัสได้ถึงพลังฆ่าฟันที่แผ่ปกคลุมมาอย่างเข้มข้น
“หมาป่าอสูรเทพ มอบตัวซะเถอะ” คัมภีร์สั่นสะเทือน เสียงหนึ่งดังออกมาจากคัมภีร์
“ข้าจะกลืนพวกเจ้าทั้งหมด!” หมาป่าอสูรเทพหน้าตาเหี้ยมโหด อ้าปากกว้าง ดั่งหลุมดำยักษ์ พ่นพลังโลหิตออกมา พลังอำมหิตและชั่วร้ายแผ่คลุมท้องฟ้าไปทั่ว
หมาป่าเลือดนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้น พุ่งกระจายออกไปทุกทิศทุกทาง เงาหมาป่าท่วมฟ้าเกลื่อนดิน นับหมื่นนับแสนตัวยากจะนับได้
“แข็งแกร่งเหลือเกิน สมญาแห่งวิชาเทพสมควรแล้ว…” อวี่เฟิงพึมพำเบา ๆ ด้วยความตกตะลึง
(ผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยด้วยนะคะ หวังว่าทุกท่านจะช่วยสนับสนุน ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ)