- หน้าแรก
- ใครปล่อยให้ไอ้โจรโหดคนนี้บำเพ็ญเซียนกันเนี่ย
- บทที่ 39 แกะสลักกระต่าย
บทที่ 39 แกะสลักกระต่าย
บทที่ 39 แกะสลักกระต่าย
เดี๋ยวก่อน! เจ้าอ้วนผู้นี้เหตุใดจึงถามข้าว่า 'ได้รับแจ้งหรือไม่' เล่า?
เขาสงสัยในใจ จึงเอ่ยถามว่า "ท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาแจ้งเจ้าหรือ?"
ฟางหยวนหยิบป้ายประจำตัวของตนเองออกมาแล้วแกว่งไปมา "ท่านราชา ป้ายประจำตัวของพวกเรานอกจากจะใช้เก็บแต้มคุณงามความดีแล้ว ยังมีความสามารถในการถ่ายทอดเสียงได้อีกด้วย เมื่อครู่ท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาเพิ่งจะส่งเสียงถ่ายทอดข้อความมาขอรับ"
"แค่กๆ!"
ฉุนเสี่ยวไป๋พยักหน้าโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน "ใช่ๆๆ ลืมไปเลย"
ไป๋จิ่นเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างแอบเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
ลืมบ้าลืมบออันใดเล่า!
เจ้านี่เผลอๆ อาจจะไม่มีกระทั่งป้ายประจำตัวด้วยซ้ำ!
นี่หากถูกท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาจับได้ล่ะก็ จะต้องยุ่งยากแน่!
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าตึงเครียดขึ้นมา
ท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาผู้นี้ ได้ยินมาว่าไปล่วงเกินบุคคลสำคัญในสำนักฝ่ายในเข้า ถึงถูกเนรเทศให้มาเป็นเจ้าผู้ครองยอดเขาที่สำนักฝ่ายนอกเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
ปกติอารมณ์ร้ายอย่างยิ่ง เมื่อสองปีก่อนมีศิษย์ผู้หนึ่ง เพียงเพราะมองนางมากไปหน่อย ก็ถูกนางเตะกระเด็นตกเขาไป และถูกลดขั้นเป็นศิษย์รับใช้
นี่หากพบว่ามหาโจรเช่นเขาปลอมตัวมาเป็นศิษย์สำนักฝ่ายนอก คงไม่ใช่แค่ถูกเตะตกเขาง่ายๆ เช่นนั้นแน่
ทว่าฉุนเสี่ยวไป๋กลับไม่กลัว
คำว่าพวกถ้ำมองไม่ได้สลักอยู่บนใบหน้าของตนเองเสียหน่อย ตราบใดที่ตนเองไม่พูด แล้วผู้ใดจะรู้เล่า?
"ให้ไปเมื่อใด?"
ฟางหยวนกล่าวอย่างร้อนรน "ทุกคนล้วนไปกันตั้งนานแล้ว! ข้ารอท่านอยู่ที่นี่มาตั้งครึ่งเค่อแล้วนะขอรับ!"
"หา!!!"
"เช่นนั้นยังไม่รีบไปอีก!"
"พวกท่านไปเถอะ ข้า... ข้ากลับไปก่อนนะ" ไป๋จิ่นเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา
"อย่าสิ!" ฉุนเสี่ยวไป๋ขวางนางไว้โดยตรง แล้วยัดป้ายค่ายกลของถ้ำพักพิงใส่มือนาง
"เจ้าก็เฝ้าอยู่ที่หน้าประตูของท่านราชาผู้นี้เถอะ หากมีลูกพี่บนทำเนียบมาท้าประลอง เจ้าก็ชงชาให้เขาสักถ้วย ให้เขารอสักประเดี๋ยว"
"เอ่อ!!!"
ไป๋จิ่นเอ๋อร์ชะงักงัน
เจ้านี่... คิดจะร่ำรวยด้วยวิธีนี้อย่างนั้นหรือ?
แต่เช่นนี้ ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เขาออกไปปล้นชิงชาวบ้าน
ความจริงแล้วสิ่งที่ไป๋จิ่นเอ๋อร์กังวลที่สุด ก็คือเจ้านี่จะระงับสัญชาตญาณโจรในสันดานไว้ไม่อยู่ แล้วแอบออกไปเลียนแบบศิษย์คนอื่นๆ ทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อย
นี่หากถูกจับได้ ฐานะศิษย์สำนักฝ่ายนอกจอมปลอมของเขาจะต้องถูกเปิดโปงคาหนังคาเขาเป็นแน่
มองดูแผ่นหลังของคนทั้งสองที่กอดคอกันเดินจากไป จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าเจ้านี่ ดูเหมือนจะดีกว่าพวกศิษย์พี่หญิงศิษย์พี่ชายระดับอัจฉริยะในสำนักที่หยิ่งยโสโอหังพวกนั้นตั้งเยอะ
บนตัวเขามีกลิ่นอายของความมีชีวิตชีวา ไม่ถือตัว นอกเหนือจากกลิ่นอายโจรที่สลัดไม่หลุดนั่นแล้ว ก็ดูเป็นกันเองดี
ไป๋จิ่นเอ๋อร์เม้มปาก นึกถึงเคล็ดวิชาที่เขาประทานให้
นางถือป้ายค่ายกลของถ้ำพักพิงเดินออกไปอย่างลืมตัว ยืนอยู่หน้าประตู แล้วก็ช่วยเขาเฝ้าประตูให้จริงๆ
เมื่อมาถึงยอดเขา ค่ายกลใหญ่ของจวนเจ้าผู้ครองยอดเขาก็ถูกถอนออกไปแล้ว ศิษย์แต่ละคนที่มีสีหน้ากังวลเล็กน้อย พากันเดินเข้าไปด้านในอย่างเร่งรีบ
ฉุนเสี่ยวไป๋รู้สึกไม่ชอบมาพากลอยู่บ้าง จึงถามฟางหยวนที่อยู่ข้างๆ
"เจ้าพวกนี้จะทำตัวตึงเครียดกันไปทำไม?"
"ท่านราชา ท่านอาจยังไม่ทราบ"
ฟางหยวนขยับเข้ามาใกล้ มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจพวกเขา ถึงเพิ่งชี้ไปที่ศีรษะของตนเอง แล้วกล่าวเสียงเบา
"ได้ยินมาว่าท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาของพวกเรา... ตรงนี้ มีปัญหานิดหน่อย"
"หา? นางเป็นคนวิกลจริตหรือ?"
"บอกไม่ถูกเหมือนกัน ข้าก็แค่รู้มาจากข่าวลือวงในเท่านั้น" ฟางหยวนส่ายหน้า
"ว่ากันว่าเมื่อก่อนนางเป็นถึงอัจฉริยะหาตัวจับยากของสำนักฝ่ายใน ต่อมาล่วงเกินบุคคลสำคัญผู้หนึ่งเข้า รากฐานจึงถูกทำลาย สมองก็พลอยได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย"
"ดังนั้นนางจึงมักจะทำพฤติกรรมแปลกประหลาดที่ยากจะเข้าใจอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังชอบทำลายตบะผู้อื่น เบื้องบนของสำนักจึงลดขั้นนางมาที่นี่ ให้เป็นเจ้าผู้ครองยอดเขาฝ่ายนอกที่ไม่มีหน้าที่สำคัญอันใด"
"หา? นางชอบทำลายผู้อื่นหรือ?"
"มารดามันเถอะ!" ฉุนเสี่ยวไป๋ใจกระตุกวูบ ทำเอาเขาชักจะตึงเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว
นี่หากถูกจับได้ว่าตนเองก็คือโจรแอบดูผู้นั้นล่ะก็ คงต้องยุ่งยากแน่
หลักๆ ก็คืออีกฝ่ายเป็นคนวิกลจริต ไม่เหมือนตอนรับมือกับสตรีชุดแดงก่อนหน้านี้ รายนั้นถึงแม้จะบ้าระห่ำ แต่ก็ยังหลอกง่ายนี่นา
"ไม่ได้การแล้ว วันนี้จะอย่างไรก็ห้ามความแตกเด็ดขาด!"
พูดคุยไปพลางเดินไปพลาง ทั้งสองคนก้าวเข้าสู่จวนเจ้าผู้ครองยอดเขาด้วยกัน เห็นศิษย์เหล่านั้นล้วนมุ่งหน้าไปยังทิศทางของลานฝึกยุทธ์
ฉุนเสี่ยวไป๋ทั้งสองคนจึงเดินตามพวกเขาไป จนกระทั่งถึงลานฝึกยุทธ์
บริเวณใจกลางลานฝึกยุทธ์ที่กินพื้นที่นับร้อยหมู่ ได้มีผู้คนมารวมตัวกันไม่ต่ำกว่าพันคนแล้ว ล้วนเป็นบุคคลระดับอัจฉริยะจากยอดเขาชิงจู๋ทั้งสิ้น
"หืม?!"
ฉุนเสี่ยวไป๋พบปรากฏการณ์ประหลาดอย่างหนึ่ง เขาถึงกับสามารถรับรู้ถึงระดับขั้นของคนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน
และระดับขั้นของคนเหล่านี้ ล้วนเป็นขั้นหลอมปราณระดับแปดและระดับเก้าเหมือนกันหมด
มีเพียง... เขามองดูฟางหยวนที่อยู่ข้างๆ มีแค่เจ้านี่คนเดียว ที่เป็นขั้นหลอมปราณระดับเจ็ด
"ไม่ถูกสิ เจ้าที่เป็นแค่ขั้นหลอมปราณระดับเจ็ด ขึ้นมาพักอาศัยอยู่บนยอดเขาได้อย่างไร?"
ฉุนเสี่ยวไป๋เอ่ยถามเสียงเบา
ฟางหยวนเกาหัว กล่าวอย่างเก้อเขินอยู่บ้าง "เอ่อ... ท่านราชา ความจริงแล้วข้ามาช่วยผู้อื่นเฝ้าถ้ำพักพิงน่ะขอรับ รอเขากลับมาจากการออกหาประสบการณ์ ถ้ำพักพิงนี้ก็ต้องคืนให้เขาไป"
"เอ่อ!!"
ฉุนเสี่ยวไป๋ชะงักงัน
ที่แท้คุยมาตั้งนาน เอ็งมันก็แค่คนเฝ้าประตูนี่เอง!
มิน่าเล่าปากถึงได้หวานนัก เห็นผู้ใดก็อยากจะประจบสอพลอไปเสียหมด ที่แท้ก็เป็นโรคประจำอาชีพนี่เอง
แต่ตอนนี้เขาก็เข้าใจแล้ว การที่ตนเองสามารถมองทะลุถึงกลิ่นอายและระดับขั้นของคนเหล่านี้ได้ น่าจะเป็นเพราะการฝึกฝนสัมผัสเทวะจนประสบความสำเร็จนั่นเอง
ทั้งสองรออยู่บริเวณลานกว้างครู่หนึ่ง จู่ๆ ภายในลานก็เงียบสงบลง
ฉุนเสี่ยวไป๋มองตามสายตาของฝูงชนไป เห็นเพียงดรุณีน้อยผู้หนึ่งในชุดกระโปรงผ้าแพรสีชิง กำลังเดินเนิบนาบมาทางนี้
สตรีนางนี้มีบุคลิกเย็นชาดุจภูเขาน้ำแข็งที่คอยผลักไสผู้คน แต่กลับมีเรือนร่างอันเย้ายวนที่ทำให้ผู้คนเลือดลมสูบฉีด
โดยเฉพาะใบหน้างดงามหยดย้อยที่ราวกับสวรรค์เป็นผู้ลงมือสลักเสลาขึ้นมานั้น ถึงกับทำเอาฉุนเสี่ยวไป๋จ้องมองจนตาค้าง
ความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างบุคลิกและรูปร่างนี้ ไม่เพียงแต่จะไม่ขัดหูขัดตาแม้แต่น้อย กลับยิ่งเสริมให้เกิดเสน่ห์เย้ายวนอันร้ายกาจ
"แม่เจ้า สตรีนางนี้ช่างมีรูปร่างหน้าตาเร้าใจจริงๆ!"
นี่คือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ นอกเหนือจากสตรีชุดแดงนางนั้น
เดิมทีไป๋จิ่นเอ๋อร์ที่ถูกจัดให้อยู่เป็นอันดับสอง ตอนนี้ทำได้เพียงร่วงหล่นไปอยู่อันดับสามแล้ว
เขาประเมินข้อมูลอย่างคร่าวๆ ก็พบว่าตนเองถึงกับมองระดับขั้นของสตรีนางนี้ไม่ทะลุ เขาจึงเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นมาทันที
ท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาผู้นั้น อวิ๋นฮั่วเยวี่ย เดินมาถึงเบื้องหน้าฝูงชน กวาดสายตามองไป เพียงปราดแรกก็ล็อกเป้าหมายไปที่ฉุนเสี่ยวไป๋
เหตุใดน่ะหรือ?
เพราะศิษย์นับพันคนทั้งลาน มีเพียงเจ้านี่คนเดียวที่กล้าจ้องมองนางตาไม่กะพริบ
ฉุนเสี่ยวไป๋รู้สึกว่าแขนของตนเองถูกคนชนเข้าให้ทีหนึ่ง พอหันไปมอง
ก็พบว่าเป็นฟางหยวนที่กำลังส่งสายตาให้อย่างบ้าคลั่ง
เขาถึงเพิ่งจะได้สติ ยามนี้ทุกคนล้วนก้มหน้าต่ำลง มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังคงเชยชม... เรือนร่าง ของท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาอย่างกำเริบเสิบสาน
"ฮึ!"
อวิ๋นฮั่วเยวี่ยแค่นเสียงฮึ ทว่าไม่ได้เอาความ
สายตาอันเย็นชาของนางกวาดมองผ่านร่างของศิษย์ทุกคนรอบหนึ่ง หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
จากนั้นพอสะบัดมือ โต๊ะตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผู้คนจากความว่างเปล่า บนโต๊ะมีหัวไชเท้าสีขาวขนาดเท่าต้นขาวางอยู่หนึ่งหัว พร้อมกับดาบใหญ่ที่ส่องประกายวาววับอีกหนึ่งเล่ม
อวิ๋นฮั่วเยวี่ยค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงกังวานไพเราะเสนาะหู ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บสายหนึ่ง
"ที่ผ่านมาเจ้าผู้ครองยอดเขาผู้นี้กินแต่มังสวิรัติ แต่ช่วงนี้อยากจะกินเนื้อกระต่าย พวกเจ้าจงต่อแถวขึ้นมา ใช้หัวไชเท้านี้แกะสลักกระต่ายให้ข้าตัวหนึ่ง"
แกะสลักกระต่าย?
ใช้ดาบใหญ่เล่มนี้น่ะหรือ?
สมองของท่านเจ้าผู้ครองยอดเขาผู้นี้ มีปัญหาจริงๆ ด้วย!
อยากกินกระต่าย ก็แกะสลักกระต่ายมากินเนี่ยนะ?