- หน้าแรก
- อัจฉริยะลูกเขยอันดับหนึ่ง
- 48 - มาร่วมมือกันดีกว่า..?!
48 - มาร่วมมือกันดีกว่า..?!
48 - มาร่วมมือกันดีกว่า..?!
ไม่ใช่แค่หลี่หวังเฟิงที่ตกตะลึง คนอื่น ๆ ก็พากันตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
แม้ว่าผู้นำแห่งตระกูลจ้าวจะล่มสลายไปเพียงไม่กี่ปี แต่ทุกคนยังมีความทรงจำเกี่ยวกับตระกูลจ้าวอย่างชัดเจน
จ้าวเซินกลายเป็นคนไร้พลัง ตระกูลจ้าวล่มสลาย หลายคนก็เป็นพยานเห็นเหตุการณ์นั้นกับตา
แต่ตอนนี้ จ้าวเซินที่เคยกลายเป็นคนไร้พลัง กลับฟื้นคืนพลังขึ้นมาได้อีกครั้ง
มันจะเป็นไปได้อย่างไร ใคร ๆ ก็รู้ว่าจ้าวเซินหมดหวังที่จะฟื้นตัวแล้ว นั่นคือเหตุผลที่พวกที่รุมกินโต๊ะตระกูลจ้าวในตอนนั้นถึงไม่ได้ถูกกวาดล้างให้หมดสิ้น
“เมืองหลินอันจะไม่สงบอีกต่อไปแล้ว”
นี่คือความคิดแรกของใครหลายคน
ในเมื่อตระกูลจ้าวเคยถูกแบ่งแยกและย่ำยี ถ้าจ้าวเซินกลับมามีพลังอีกครั้ง จะไม่ล้างแค้นหรือ?
พลังระดับเซียนก่อนกำเนิด ไม่มีใครกล้าประมาท
“หลี่หวังเฟิง ผ่านมาตั้งหลายปี เจ้าก็ยังไม่พัฒนาเลยนะ ข้าชักจะผิดหวังแล้วสิ” เสียงของจ้าวเซินทำลายความเงียบลง
หลี่หวังเฟิงสีหน้าเคร่งเครียด “จ้าวเซิน เจ้านึกว่าฟื้นพลังกลับมาได้ แล้วจะมาท้าทายตระกูลหลี่ของข้าได้หรือ?”
“หลี่หวังเฟิง อย่าทำเป็นอารมณ์ร้อนนัก ตระกูลหลี่ของเจ้า บางทีอาจจะเป็นตระกูลต่อไปที่ล่มสลายเหมือนตระกูลจ้าวก็ได้ ใครจะกลัวเจ้า?”
จ้าวเซินยิ้มบาง ๆ แล้วชี้ไปที่ร้านขายอาวุธ “เจ้าหลอกขายของไร้คุณภาพ เอาเงินจากชาวบ้าน ไปคืนเงินเขาก่อนเถอะ”
คำพูดนี้ของจ้าวเซิน ทำให้ฝูงชนที่โกรธอยู่แล้วถึงกับพากันตะโกนเสียงดัง “คืนเงิน!”
คนคนเดียวอาจจะกลัวหลี่หวังเฟิง แต่ตอนนี้มีคนหลายร้อยคน แถมหลี่หวังเฟิงยังเป็นฝ่ายที่ถูกตำหนิ คนเหล่านี้จะกลัวอะไรอีก ต่างพากันตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวให้คืนเงิน
เสียงโห่ร้องดังกระหึ่มยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนบางคนเริ่มพุ่งเข้าไปกระแทกร้านแล้ว
“ท่านหลี่!”
ลูกน้องของตระกูลหลี่พยายามต้านฝูงชนอย่างยากลำบาก พร้อมกับหันไปขอคำตัดสินจากหลี่หวังเฟิงถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อาจลุกลามกลายเป็นการก่อจลาจลได้
หลี่หวังเฟิงสีหน้าเคร่งเครียด สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เขาตัดสินใจได้ยาก
เห็นได้ชัดว่าฝูงชนถูกปลุกปั่น
ถ้าไม่คืนเงิน ก็ต้องใช้กำลังปราบ แต่ถ้าทำเช่นนั้น ชื่อเสียงของตระกูลหลี่ก็จะพังยับเยิน
แต่ถ้าคืนเงิน แม้จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่อาวุธของตระกูลหลี่จะยังขายได้อีกหรือ ถ้าอาวุธทุกชิ้นต้องเก็บคืน ก็จะขาดทุนยับเยิน
“ฉินลี่ เจ้าร้ายจริง ๆ!” หลี่หวังเฟิงจ้องฉินลี่พร้อมกล่าวเสียงเย็น
ตระกูลฉินมีอาวุธที่หล่อเลี้ยงพลังจิตนักสู้ และคุณภาพดีกว่าของพวกเขา
แต่ดันไม่เอาออกมาขาย กลับรอจนพวกเขาขายไปมากแล้วค่อยเผยออกมา แถมยังจัดฉากปลุกปั่นฝูงชน ทำให้ตระกูลเมาและหลี่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ฉินลี่เองก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่หันไปมองจ้าวเซินด้วยแววตาซับซ้อน
ในความเป็นจริง เขาเองก็รู้สึกไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน ไม่กี่วันก่อน จ้าวเซินมาหาเขาบอกว่าจะร่วมมือกัน ตอนแรกเขาก็ไม่สนใจนัก แต่พอจ้าวเซินแสดงพลังระดับเซียนก่อนกำเนิดออกมา แล้วเอาอาวุธที่มีพลังจิตดาบมาให้ดูหลายเล่ม เขาถึงได้เริ่มให้ความสำคัญ
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน ร่วมมือกันระหว่างสองตระกูล
ตระกูลฉินนำอาวุธออกมา ตระกูลจ้าวรับหน้าที่หล่อเลี้ยงพลัง พร้อมกันนั้น ตระกูลจ้าวยังเสนอแผนต่าง ๆ ขึ้นมาหลายข้อ
รวมถึงเลื่อนการขายอาวุธของพวกเขา และปลุกปั่นฝูงชนให้วุ่นวาย เหล่านี้ล้วนเป็นความคิดของตระกูลจ้าว
ในความเป็นจริงแล้ว ในการโต้กลับตระกูลเมาและตระกูลหลี่ครั้งนี้ ผู้นำหลักมาตลอดคือตระกูลจ้าว ส่วนตระกูลฉินเพียงแค่สนับสนุน และต้องยอมรับว่า...ผลลัพธ์นั้นน่าตกตะลึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคิดถึงแผนการต่อเนื่องที่ตระกูลจ้าวเคยเอามาให้เขาดู ฉินลี่ถึงกับอดไม่ได้ที่จะมองหลี่หวังเฟิงด้วยแววตาเวทนา
ตระกูลเมากับตระกูลหลี่คิดจะใช้เรื่องอาวุธมากดดันตระกูลฉิน แต่ไม่นานพวกเขาก็จะรู้ว่า อาวุธของตนจะหมดอนาคตโดยสิ้นเชิง
วิธีการที่ตระกูลจ้าวเตรียมมานั้น จะทำให้สองตระกูลเมาและหลี่ต้องพังพินาศอย่างแน่นอน
ในใจของฉินลี่เองก็รู้สึกหวั่นๆ ตลอดหลายปีที่ตระกูลจ้าวตกต่ำ พวกเขาเตรียมการกันมานานขนาดไหนกันแน่?
กลยุทธ์ในการชิงตลาดของพวกเขา ทั้งแยบยลและโหดเหี้ยม ถึงขั้นทำให้ฉินลี่เองยังรู้สึกหนาวสะท้าน ถ้าวิธีนี้ถูกนำมาใช้เล่นงานตระกูลฉิน ตระกูลของฉินก็คงเดือดร้อนไม่น้อย
“เวรกรรมที่ตัวเองก่อไว้ ก็ต้องชดใช้เอง!” ฉินลี่ก็ไม่ใช่คนใจดีอะไร ในเมื่อตระกูลเมากับหลี่คิดจะกำจัดตระกูลฉินก่อน ตระกูลฉินก็ต้องโต้กลับแน่นอน
ขณะนั้น จ้าวเซินก็หัวเราะเสียงดัง “พวกเจ้าเองก็ควรคิดดูดี ๆ ว่าจะคืนเงินหรือไม่ ข้าแนะนำว่าอย่าคืนเลยดีกว่าถ้าคืนเงินให้คนหนึ่ง ก็ต้องคืนให้ทุกคน
อาวุธที่ซื้อจากพวกเจ้าตระกูลเมากับหลี่ในอดีต กลัวว่าทุกคนจะเอามาคืนหมดแน่
ถึงตอนนั้น ตระกูลหลี่ของเจ้า จะมีเงินพอคืนให้ทุกคนหรือ?”
หลี่หวังเฟิงมองดูเหล่านักสู้ที่เริ่มพุ่งเข้าโจมตีร้าน สีหน้าเขาน่าเกลียดสุด ๆ ถ้าไม่คืนเงิน คงไม่รอดแล้ว ถ้าปล่อยไว้อีก ร้านค้าอาจโดนทุบทำลาย ถ้าโดนปล้นจนว่างเปล่า ความเสียหายยิ่งหนักขึ้นไปอีก
“คืนเงิน!” หลี่หวังเฟิงกัดฟันพูดออกมาในที่สุด ต้องยอมเพื่อระงับสถานการณ์ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนงานร้านของตระกูลหลี่ถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบควบคุมสถานการณ์และเริ่มคืนเงิน พร้อมส่งคนไปแจ้งร้านค้าอื่น ๆทั้งเมืองหลินอัน ตอนนี้ร้านค้าทุกแห่งต่างเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน
“เฮ้อ! ตระกูลหลี่ที่เป็นถึงหนึ่งในหกตระกูลใหญ่ กลับต้องยอมศิโรราบให้พวกนักสู้ธรรมดา ช่างน่าสงสารนัก!” เสียงของซู่อู๋โจวดังขึ้น เขาก้าวออกมาแล้วยิ้มพลางมองหลี่หวังเฟิง
ฉินลี่เห็นซู่อู๋โจวก้าวออกมา ก็หันมามอง แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้พูดอะไร
ส่วนจ้าวเซิน เมื่อเห็นซู่อู๋โจวก็เบี่ยงตัวออกเล็กน้อย เปิดทางให้เขา
“ต่อให้ตระกูลหลี่ของข้าจะตกต่ำ ก็ไม่ถึงทีเด็กรุ่นหลังอย่างเจ้ามาเยาะเย้ย!” หลี่หวังเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา
ซู่อู๋โจวยิ้มและพูดว่า “เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งถกกันเรื่องรุ่นอาวุโส เจ้าควรกลับไปปรึกษากับเซี่ยเทาได้แล้วว่า พวกเจ้าตระกูลเมากับหลี่จะรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้หรือไม่”
คำพูดนี้ทำให้หลี่หวังเฟิงและเมาเซิ่งถึงกับรู้สึกหนาวเย็นจับใจ
พวกเขามองไปทางจ้าวเซิน เห็นได้ชัดว่าจ้าวเซินตอนนี้ร่วมมือกับฉินลี่แล้ว เมื่อรวมกับซู่อู๋โจวที่เคยสังหารผู้มีพลังระดับเซียนก่อนกำเนิด เทียบกับยอดฝีมือแล้วก็ไม่เป็นรองพวกเขา
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ฉินชิงโหมวได้เข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋าแล้ว
เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะรอให้ตระกูลฉินล่มสลายแล้วค่อยกำจัดฉินชิงโหมว แต่ตอนนี้จะทำได้อย่างไร?
หากให้ฉินชิงโหมวมีเวลาอีกสักหน่อย นางอาจกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลินอัน พวกเขาจะยังต้านทานไหวหรือ?
“ไปกันเถอะ!” หลี่หวังเฟิงเรียกเมาเซิ่ง พวกเขารีบกลับไปวางแผนกันใหม่
“รีบไปขนาดนั้นเชียว?” ซู่อู๋โจวมองจ้าวเซินแล้วยิ้ม “ข้ายังอยากจะคุยกับพวกเจ้าอยู่นะ ว่าพวกเราจะร่วมมือกันกำจัดตระกูลเซี่ยดีหรือไม่?”
หลี่หวังเฟิงจ้องซู่อู๋โจวแล้วพูดว่า “อย่าเพิ่งได้ใจไป พวกเจ้าชนะไปแค่ตานึงเท่านั้น ผู้ชนะที่แท้จริงคือคนที่หัวเราะเป็นคนสุดท้าย!”
“เจ้าจะมาคุยกับข้าเรื่องใครจะหัวเราะทีหลังทำไมกัน?”
ซู่อู๋โจวหัวเราะ “ท่านหัวหน้าตระกูลหลี่ หัวหน้าตระกูลเมา ข้าพูดจริงนะ ร่วมมือกับพวกเราจัดการตระกูลเซี่ยซะ ทุกฝ่ายจะได้มีความสุขไง
เอาอย่างไร คิดดูให้ดีนะ?”
“ซู่อู๋โจว! เจ้านี่มันน่ารำคาญจริง ๆ รู้ไหม? ถ้าเป็นแบบนี้เจ้าจะตายเร็วแน่!” หลี่หวังเฟิงมองซู่อู๋โจวแล้วพูด
ซู่อู๋โจวกลับยิ้มไม่ใส่ใจและกล่าว่า “รู้หรือไม่ว่าทำไมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้ายอมให้คนด่าข้าว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์ เป็นตัวถ่วง?”
คำพูดของเขาทำให้หลายคนหันมามองด้วยความสงสัย รวมถึงฉินชิงโหมวที่จ้องเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ทุกคนอยากรู้ความลับในใจของเขา
“เพราะ ข้าเคยอ่านเจอประโยคนึงในหนังสือ” ซู่อู๋โจวกล่าว
“ประโยคอะไร?” ฉินอวิ๋นเจี๋ยถามออกมาทันที
“ประโยคนั้นคือ... ‘คนเลวอยู่ทนหมื่นปี!’ ท่านหัวหน้าตระกูลหลี่ ข้าโดนด่ามาหลายปี ก็เพราะข้ากลัวตายน่ะสิ ข้าอยากอยู่ให้นาน!”
คำตอบของซู่อู๋โจวทำให้ทุกคนที่ได้ยินถึงกับอยากพุ่งเข้าไปตะโกนด่า ใครใช้ให้เจ้าหาข้ออ้างมั่วขนาดนี้!
“พวกเราไป!” หลี่หวังเฟิงไม่อยากฟังคำพูดเพ้อเจ้อของเขาอีก จึงพากลุ่มคนของตนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
มองดูแผ่นหลังของพวกเขา ซู่อู๋โจวยังตะโกนตามไปอีกว่า “ท่านหัวหน้าตระกูลหลี่ ท่านหัวหน้าตระกูลเมา คืนนี้พวกเราจัดงานเลี้ยงที่ตระกูลฉินนะ อย่าลืมส่งคนมาคุยเรื่องแผนจัดการตระกูลเซี่ยล่ะ!”