- หน้าแรก
- อัจฉริยะลูกเขยอันดับหนึ่ง
- 25 - คนโง่..ฉินชิงโหมว!
25 - คนโง่..ฉินชิงโหมว!
25 - คนโง่..ฉินชิงโหมว!
ซู่อู๋โจวและอวี่เฟิงนั่งดื่มเหล้าด้วยกันโดยไม่มีใครเข้ามารบกวน
ทั้งสองจิบเหล้า ขณะที่สายตาของอวี่เฟิงกวาดมองหญิงสาวไปทั่ว แต่สายตาของซู่อู๋โจวกลับจับจ้องอยู่เพียงที่ ฉินชิงโหมว
ฉินชิงโหมว นั่งอยู่ตรงนั้น กำลังถือหนังสืออ่านอย่างสงบ ใบหน้าที่งดงามหมดจดของนางเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งปัญญา แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึกทึก นางก็ยังคงความสงบและอ่อนโยน
นางช่างงดงามจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา หรือบรรยากาศรอบตัว ล้วนสมบูรณ์แบบ
อาจเป็นเพราะนางสวยเกินไปจนทำให้ผู้คนอิจฉาซู่อู๋โจว ได้ยินเสียงกระแนะกระแหนของหญิงสาวกลุ่มหนึ่งต่อ ฉินชิงโหมว อยู่เป็นระยะ ๆ ทว่านางกลับทำเพียงนั่งนิ่งราวกับไม่ได้ยินอะไร ให้ความรู้สึกสง่างามและเย็นชา
ซู่อู๋โจว ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะหยิบพู่กัน กระดาษ และหมึกออกมา
"ซู่อู๋โจวเจ้าคิดว่าแม่นางที่ใส่ชุดสีน้ำเงินเป็นอย่างไรบ้าง?" อวี่เฟิง เอ่ยถามขณะพูดคุยกัน
ซู่อู๋โจวหันไปมองก่อนจะพบว่าเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นและใบหน้าสวยงามมีเสน่ห์ นางดูมีความสุขุมและเยือกเย็น
ซู่อู๋โจว ถอนสายตากลับมาแล้วเริ่มบดหมึกต่อไป ตอบคำถามอวี่เฟิงอย่างไม่ใส่ใจนัก
"ถ้าเจ้าจะพิชิตใจนาง ข้าว่าควรไปเอาใจแม่นางชุดสีเทาที่ดูด้อยกว่านางก่อน แล้วแสร้งทำเป็นไม่สนใจแม่นางชุดสีน้ำเงิน"
"ทำไมต้องทำแบบนั้น?" อวี่เฟิงขมวดคิ้วสงสัย
ซู่อู๋โจว หัวเราะเบา ๆก่อนจะเริ่มเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ พร้อมทั้งพูดอย่างสบาย ๆ
"สองคนนี้ดูเหมือนจะอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ แน่นอนว่าแม่นางชุดสีน้ำเงินต้องเป็นที่สนใจของเหล่าบุรุษมากมาย เจ้าจะมีหรือไม่มีอีกคนก็ไม่ต่างกัน
แต่แม่นางชุดสีเทาไม่เหมือนกัน นางไม่ค่อยมีคนมาห้อมล้อมมากนัก ถ้าเจ้าทำดีต่อนาง นางต้องรู้สึกตื่นเต้นดีใจและจะตกหลุมรักเจ้าก่อน
ขณะเดียวกัน แม่นางชุดสีน้ำเงินซึ่งถูกมองข้ามเป็นครั้งแรกอาจรู้สึกเสียหน้า ความหยิ่งทะนงของนางจะทำให้นางรู้สึกไม่พอใจและกระตุ้นให้เกิดความอยากเอาชนะ นางอาจเป็นฝ่ายเริ่มสนใจเจ้าก่อนเอง
สรุปแล้ว เจ้าจะได้ทั้งสองคนในคราวเดียว!"
"เจ้าช่างเป็นยอดฝีมือด้านนี้จริง ๆ!"
อวี่เฟิง ปรบมือชื่นชมวิธีนี้แม้แต่เขาเองก็ยังไม่เคยลอง ถือว่าเป็นการเปิดโลกใหม่ให้เขาเลยทีเดียว
ซู่อู๋โจว ยิ้มบาง ๆขณะที่ลากพู่กันลงบนกระดาษเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวางลงแล้วเป่าให้หมึกแห้ง
อวี่เฟิงมองซู่อู๋โจวด้วยความสงสัยว่าเขากำลังทำอะไร เขียนบทกวีหรือ?
เขาแอบเหลือบมอง แต่ซู่อู๋โจวกลับพับกระดาษทันที
ที่มุมหนึ่ง ฉินชิงโหมวกำลังนั่งอยู่ ท่ามกลางเหล่าผู้ที่กำลังขับลำนำและแต่งบทกวี ทุกครั้งที่มีบทกลอนงดงามดังขึ้น เสียงโห่ร้องชื่นชมก็ดังกระหึ่มทั่วบริเวณ
ฉินชิงโหมวซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น ดูโดดเด่นเป็นพิเศษในความเงียบสงบของนาง
"แม่นางฉิน ว่ากันว่าท่านเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ มีโอกาสเข้าสู่หนทางแห่งวรรณศิลป์ ท่านไม่แต่งกวีสักบทหรือ?" มีหญิงสาวคนหนึ่งพยายามเสียดสี ฉินชิงโหมว
"หากไม่มีบทกวีที่เหมาะสม ก็ไม่อยากทำให้ขายหน้า" ฉินชิงโหมวตอบอย่างสงบ แม้นางสามารถแต่งบทกวีได้ แต่หากยังไม่ถึงขั้นที่ตนพอใจ นางก็ไม่คิดจะนำออกมา
"ฮึ ๆ นางคงดูถูกพวกเรา ไม่จำเป็นต้องไปบีบบังคับหรอก"
"อาจจะไม่ใช่แค่ดูถูกก็ได้นะ หากให้แต่งเพียงแค่เกี่ยวกับเหล้าหรือดวงจันทร์ก็ยังแต่งไม่ได้ คงเป็นแค่ชื่อเสียงลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น"
"ตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยเห็นนางแต่งบทกวีสักบท ชื่อเสียงของนางคงเป็นเรื่องที่ตระกูลฉิน ปั้นขึ้นมาเองล่ะสิ"
"ถ้านางมีความสามารถจริง คงไม่ต้องแต่งงานกับซู่อู๋โจวที่เป็นกาฝากหรอก ก็เพราะไม่มีความสามารถนั่นแหละ ถึงได้มีเพียง ซู่อู๋โจวคนเดียวที่ยอมเป็นลูกเขยแต่งเข้า"
"ยังคิดว่าตัวเองเป็นใครกันเชียว ได้ข่าวว่าตระกูลฉิน กำลังเผชิญปัญหารอบด้าน ไม่รู้จะอยู่รอดไปได้นานแค่ไหน"
"วันแต่งงาน สามียังทำเรื่องอัปยศ แถมยังไปเที่ยวหอนางโลม ดูก็รู้แล้วว่านางไร้ค่าแค่ไหน แม้แต่ ซู่อู๋โจว ยังไม่อยากแตะต้องนางเลย ขนาดหัวใจของสามียังคว้าไว้ไม่ได้"
"อะไรนะ? ว่าจะใช้วรรณศิลป์บรรลุหนทางแห่งเต๋าน่าขันเสียจริง บางทีอาจจะเป็นแค่คนไร้สมอง เหมือนสามีขยะของนางก็ได้"
การเสียดสีของผู้หญิง บางครั้งก็เจ็บแสบกว่าผู้ชายเสียอีก
ซู่อู๋โจว ฟังอยู่ห่าง ๆยังรู้สึกว่าคำพูดพวกนั้นไม่น่าฟัง
แม้ ฉินชิงโหมวจะนิ่งเฉยต่อคำพูดเหล่านั้น แต่ซู่อู๋โจวกลับไม่อาจเพิกเฉยได้
หญิงงามถึงเพียงนี้ อย่างไรก็คือภรรยาที่แต่งงานกับเขา
แม้เขายังไม่เคยพูดจาให้ร้ายต่อหน้า แล้วเหตุใดต้องปล่อยให้พวกปากเสียพวกนี้ดูถูกนางได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาผู้ผ่านการขัดเกลามาจากยุควรรณคดีจีนโบราณที่งดงามและทรงอิทธิพล(บทกวีที่ยังทรงอิทธิพลของสมัยราชวงศ์ถังและซ่งในยุคปัจจุบัน)จะปล่อยให้ภรรยาของตนถูกเหยียดหยามด้วยบทกวีได้เช่นนั้นหรือ? ซู่อู๋โจวทนไม่ได้!
เขาพับกระดาษแผ่นหนึ่งไว้เบา ๆ และใช้พลังเพียงเล็กน้อยสะบัดให้มันลอยไปตกบนโต๊ะข้าง ๆฉินชิงโหมว
"เจ้าทำอะไร?" อวี่เฟิงถามด้วยความสงสัย
"ก็แค่มีพวกปากมากอยู่ตรงนั้น ข้าก็แค่ช่วยให้พวกนางโดนตบหน้าบ้าง" ซู่อู๋โจวตอบอย่างไม่ใส่ใจ
อวี่เฟิงยิ่งงง กระดาษแค่แผ่นเดียวจะตบหน้าคนได้อย่างไร?
เขามองตามสายตาของ ซู่อู๋โจวไป
กลุ่มหญิงสาวที่ตอนแรกยังแสร้งพูดเสียดสีให้เจ็บแสบ แต่เมื่อเริ่มมีคนโจมตีฉินชิงโหมวตรง ๆ พวกนางก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป คำพูดเริ่มหยาบคายยิ่งขึ้นจนแม้แต่ฉินชิงโหมวยังอดไม่ได้ต้องขมวดคิ้ว
"แสร้งทำตัวเป็นอะไร? อะไรนะ ‘หญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลินอัน อะไรนะ ‘ใช้วรรณศิลป์บรรลุเต๋า’? ทั้งหมดก็แค่คำคุยโวเท่านั้น นางไม่รู้จักละอายบ้างหรือไร?"
"อืม? บนโต๊ะนี่มีอะไรพับอยู่?
“หึ ๆ สงสัยคงเป็นบทกวีของนาง ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆว่านางเขียนอะไรไว้!”
หญิงสาวคนหนึ่งชื่อ หวงอิง ซึ่งมาจากตระกูลที่ขึ้นตรงต่อตระกูลหลี่ ตระกูลใหญ่ที่กำลังเล่นงานตระกูลฉินอยู่ในขณะนี้
นางเห็นโอกาสที่จะเสียดสี ฉินชิงโหมว ได้มากขึ้นจึงคว้ากระดาษขึ้นมา
"ทำนองเพลงน้ำ"
หวงอิงอ่านออกมาแค่ชื่อบทกวี ก่อนที่นางจะอ่านต่อปากที่กำลังจะเอ่ยคำถัดไปกลับปิดสนิท ใบหน้าสลับซีดแดง
หญิงสาวที่เคยร่วมมือกับหวงอิง ต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
เกิดอะไรขึ้นทำไมจู่ ๆ นางถึงเงียบไป?
หญิงสาวอีกคนทนไม่ไหว คว้ากระดาษมาอ่านออกเสียงแทน
"พระจันทร์เต็มดวงจะมีขึ้นเมื่อใด ขอยกสุราถามฟ้าสีคราม
ไม่รู้ว่าในท้องฟ้าบนวังสวรรค์ คืนนี้คือปีอะไร..."
ทันทีที่บทกวีสิ้นสุดลง ผู้คนต่างพากันอึ้งเงียบแม้แต่กลุ่มหญิงสาวที่เคยอิจฉาฉินชิงโหมวก็ถึงกับตะลึงงัน
บางคนถึงกับขนลุก
แม้พวกนางจะไม่ใช่นักปราชญ์ แต่นี่เป็นบทกวีชั้นเลิศที่พวกนางก็สัมผัสได้
ยิ่งคนที่มีความรู้ด้านกวี ยิ่งเข้าใจถึงความลึกซึ้งของบทนี้
อวี่เฟิง ที่จับตามองสถานการณ์นี้มาตลอด หันขวับไปจ้อง ซู่อู๋โจวด้วยแววตาตกตะลึง
"เจ้าแต่งมันขึ้นมา?"
หญิงสาวที่เสียดสีฉินชิงโหมวตอนนี้หน้าแดงก่ำราวกับถูกตบซ้ำ ๆ
ฉินชิงโหมวพูดว่าไม่อยากแต่งบทกวี เพราะต้องการรักษาหน้าพวกนาง
แต่พวกนางกลับทำอะไร?
กลับส่งหน้าตัวเองไปให้โดนตบ โจมตีนางว่าไม่มีความสามารถ กล่าวหาว่านางเป็นคนโง่
แต่สุดท้าย... คนโง่ที่แท้จริงคือใคร?
ฉินชิงโหมวเองก็ตะลึงกับบทกวีตรงหน้า นางรับกระดาษขึ้นมาอย่างเหม่อลอย
"พระจันทร์เต็มดวงจะมีขึ้นเมื่อใด?
ขอยกสุราถามฟ้าสีคราม.."
ทุกถ้อยคำ เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งบทกวี นางอดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในห้วงของกวี
ทันใดนั้น คลื่นพลังวิญญาณปะทุขึ้นจากร่างฉินชิงโหมวพลังลึกลับแผ่กระจายรอบตัวนาง ราวกับว่าทุกสรรพสิ่งหมองหม่นลง มีเพียงนางที่เจิดจรัสดุจเทพธิดา
"นางบรรลุเส้นทางแห่งวรรณศิลป์แล้ว!" เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้น
สองคนที่เพิ่งเดินเข้ามา เมาหย่งเหลียง และ หลี่ชิงเฟย เห็นฉากนี้พอดี ใบหน้าพวกเขาซีดเผือด มองฉินชิงโหมวด้วยสายตาหวาดหวั่น
ดีดีดี!
"ซู่อู๋โจว เจ้าเรียนรู้กลยุทธ์แบบนี้มาจากที่ใด ข้ายอมศิโรราบเรื่องการจีบหญิงให้เจ้าแล้ว!" อวี่เฟิงกล่าว
"ข้าเรียนมาจากองค์กรลับแห่งหนึ่ง พวกเขาช่างเหนือชั้นนัก" ซู่อู๋โจวตอบ
"โอ้? พอจะแนะนำให้ข้าได้หรือไม่?" อวี่เฟิงเอ่ยถาม
"จำไว้นะ ข้าบอกแค่ครั้งเดียว เลขสี่ตัวแรกคือ 5964 และห้าตัวสุดท้ายคือ 5967 หากเจ้าเรียนรู้แก่นแท้ของมันได้ รับรองว่าค่ำคืนของเจ้าจะไม่เงียบเหงาอีกต่อไป" ซู่อู๋โจวกล่าว
"ข้าจะไปสมัครเดี๋ยวนี้!"