- หน้าแรก
- ข้าจะเป็นคนขัดขวางพระถังซัมจั๋งเอง
- บทที่ 7 ปราบปีศาจที่เกาเหล่าจวง (2)
บทที่ 7 ปราบปีศาจที่เกาเหล่าจวง (2)
บทที่ 7 ปราบปีศาจที่เกาเหล่าจวง (2)
กล่าวถึงอ้าวถู หลังจากมาถึงเขตเกาเหล่าจวงแล้ว ภารกิจรองของระบบก็อัปเดตตามมา
รางวัลของความคืบหน้าช่วงอื่นไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีเพียงรางวัลของช่วงที่อ้าวถูเคยทำสำเร็จแล้วที่วัดกวนอิม ได้แก่ สามวัน เจ็ดวัน และครึ่งเดือน ที่เปลี่ยนไป
ดูจากตรงนี้แล้ว ความคืบหน้าช่วงต่อๆ ไป หากอ้าวถูยังทำไม่สำเร็จ รางวัลก็จะยังคงอยู่เช่นเดิม ไม่ถูกเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้ความคืบหน้าในการขัดขวางของอ้าวถูอยู่ที่สิบสองวัน ซึ่งสืบต่อมาจากความคืบหน้าก่อนหน้านี้ที่วัดกวนอิม
ในเขตวัดกวนอิม อ้าวถูขัดขวางพระถังและศิษย์ได้ยี่สิบเจ็ดวัน แต่เพราะยังไม่ครบสามสิบวัน เขาจึงได้รับรางวัลเพียงขั้นสิบห้าวัน ส่วนสิบสองวันที่เกินมาถูกโอนเข้าสู่ภารกิจรองครั้งนี้โดยอัตโนมัติ
ขณะนี้พระถังและศิษย์ยังมาไม่ถึงเขตเกาเหล่าจวง ดังนั้นความคืบหน้าของระบบจึงหยุดอยู่ที่สิบสองวัน ยังไม่เริ่มนับต่อ
ครั้งนี้อ้าวถูคิดวิธีขัดขวางพระถังและศิษย์ไว้เรียบร้อยแล้ว และรางวัลขั้นหนึ่งเดือน เขาต้องคว้ามาให้ได้
เขาร่อนลงจากเมฆ ใช้วิชาแปลงกาย เปลี่ยนตนเองให้มีรูปลักษณ์เหมือนพระถัง จากนั้นหยิบเกล็ดมังกรออกมาสองชิ้น ชิ้นหนึ่งแปลงเป็นจีวรแพรล้ำค่า อีกชิ้นแปลงเป็นไม้เท้าเก้าห่วง
เห็นเพียงอ้าวถูสวมจีวร มือถือไม้เท้า ใบหน้างามดั่งจันทร์ศักดิ์สิทธิ์ ดวงตาใสกระจ่างดุจดารา ไม้เท้ากระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งจากห่วงทั้งเก้า จีวรประดับไข่มุกส่องสว่างไปทั่วฟ้าดิน ช่างดูราวกับพุทธบุตรลงมาเกิด เป็นพระอริยสงฆ์ผู้ทรงศีลในโลกมนุษย์
เพราะอ้าวถูเคยทำหน้าที่ตีระฆังอยู่ในแดนสุขาวดีมาก่อน จึงแปดเปื้อนกลิ่นอายพุทธะ ทั้งยังท่องพระสูตรได้ เมื่อต้องแปลงเป็นภิกษุจึงเหมือนจริงที่สุด ยากจะแยกแยะจริงเท็จ
อ้าวถูเดินสวดมนต์ไปตลอดทาง กระทั่งเข้าสู่เกาเหล่าจวง เขาไม่แวะบ้านผู้อื่น แต่มุ่งตรงไปยังบ้านของเกาไท่กงโดยเฉพาะ
เมื่อถึงที่หมาย เขาก็เคาะประตู ไม่นานนัก ประตูก็เปิดออก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินออกมา
ชายหนุ่มผู้นั้นโพกผ้าฝ้ายบนศีรษะ สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน เป็นบ่าวรับใช้ในบ้านของเกาไท่กง มีชื่อว่าเกาไฉ
พอเกาไฉเปิดประตู เห็นรูปลักษณ์สง่างามของอ้าวถู ก็อดเกิดความเคารพขึ้นมาไม่ได้ จึงถามว่า
“ใต้ซือ ท่านคือผู้ใด...?”
อ้าวถูกล่าวว่า
“อาตมาเป็นภิกษุจากต้าถังแดนบูรพา รับพระบัญชาจากจักรพรรดิไท่จง มุ่งหน้าไปยังชมพูทวีปตะวันตกเพื่อกราบไหว้พระพุทธองค์และอัญเชิญพระไตรปิฎก ระหว่างผ่านหมู่บ้านอันประเสริฐแห่งนี้ เห็นในบ้านเจ้ามีกลิ่นอายปีศาจปกคลุม ย่อมต้องมีเหตุผิดปกติ จึงตั้งใจมาเพื่อช่วยขจัดเคราะห์ภัยให้บ้านเจ้า”
เมื่อเกาไฉได้ฟัง ก็พลันดีใจอย่างยิ่ง รีบกล่าวว่า
“ใช่ ๆ ๆ ใต้ซือกล่าวถูกต้องแล้ว ท่านต้องเป็นพระอริยสงฆ์จากต้าถังแน่! ขอพระคุณเจ้ารอสักครู่ ข้าจะรีบไปแจ้งนายท่านเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
เกาไฉรีบร้อนเข้าไปแจ้งเกาไท่กง
เมื่อเกาไท่กงได้ฟัง ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาต้อนรับพร้อมกับเกาไฉ
เกาไท่กงสวมหมวกสีดำอมเขียว สวมเสื้อแพรสะอาดเรียบร้อย เท้าใส่รองเท้าบูตสักหลาด เอวคาดสายรัดสีหมึก
เมื่อออกมาเห็นรูปลักษณ์ของอ้าวถู เกาไท่กงก็คิดในใจว่า สมแล้วที่เป็นพระอริยสงฆ์จากต้าถัง จึงรีบเรียก “พระคุณเจ้า” แล้วพนมมือคารวะอ้าวถู
อ้าวถูคารวะตอบ
เกาไท่กงเชิญอ้าวถูเข้าไปนั่งในโถงด้านใน เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว เกาไท่กงจึงถามว่า
“เมื่อครู่ได้ยินว่า พระคุณเจ้ามาจากแดนบูรพาหรือ?”
อ้าวถูตอบ
“ถูกต้องแล้ว อาตมารับพระบัญชาจากกษัตริย์ถัง มุ่งหน้าไปแดนตะวันตกเพื่อกราบไหว้พระพุทธองค์และอัญเชิญพระไตรปิฎกกลับ”
เกาไท่กงกล่าวว่า
“ในเมื่อพระคุณเจ้าเดินทางมาไกล ย่อมต้องมีฤทธิ์อาคม ขอพระคุณเจ้ามีเมตตา ช่วยกำจัดปีศาจตนนี้ให้บ้านข้าด้วยเถิด”
อ้าวถูกล่าวว่า
“เรื่องนี้ไม่ยาก เจ้าจงเล่าความเป็นมาของปีศาจตนนั้นให้อาตมาฟัง ว่ามันมีความสามารถใด ชอบใช้วิชาอาคมแบบไหน และมักมาก่อกวนเวลาใดในแต่ละวัน อาตมาจะได้เตรียมการถูก”
เกาไท่กงกล่าวว่า
“เดิมทีปีศาจตนนั้นคือบุตรเขยที่บ้านข้ารับเข้ามา มันทำงานรับใช้บ้านข้ามาสามปีเต็ม และช่วยสะสมทรัพย์สินไว้ไม่น้อย หากเป็นเช่นนั้นก็นับว่ายังดีอยู่ แต่ปัญหาคือมันเปลี่ยนหน้าตาได้ ตอนแรกเป็นชายอ้วนดำ ต่อมากลับกลายเป็นรูปร่างเหมือนหมู ทั้งยังกินจุอย่างยิ่ง โชคดีที่มันกินแต่อาหารเจ หากมันกินเนื้อด้วย ทรัพย์สินของข้าเหล่านี้ เกรงว่าครึ่งปีก็คงถูกกินจนเกลี้ยง! เรื่องนี้ยังพอทนได้ แต่บัดนี้มันยังสามารถเรียกลมได้อีก ทุกวันเมฆหมอกปกคลุม ทรายหินปลิวว่อน มันขังบุตรสาวของข้าไว้ในเรือนหลัง พ่อลูกไม่ได้พบหน้ากันมาครึ่งปีแล้ว ข้าจึงรู้ว่ามันเป็นปีศาจ ขอพระคุณเจ้าช่วยกำจัดมันด้วยเถิด”
อ้าวถูกล่าวว่า
“อย่างไรมันก็เป็นบุตรเขยของเจ้า ทำงานรับใช้บ้านเจ้ามาเต็มสามปี ทั้งยังไม่เคยทำร้ายเจ้า เจ้าทำใจให้กำจัดมันลงได้อยู่หรือ มิสู้อาตมาจับมันไว้ บังคับให้ถอนหมั้น และปล่อยบุตรสาวของเจ้ากลับมา ดีกว่าหรือไม่?”
เกาไท่กงรีบกล่าวว่า
“ไอ้หยา พระคุณเจ้า ใครจะอยากได้ปีศาจมาเป็นลูกเขยกันเล่า? ขอพระคุณเจ้าช่วยกำจัดมันให้ข้าด้วยเถิด จะได้ตัดปัญหาภายหน้าให้สิ้น!”
อ้าวถูส่ายหน้าในใจ ก่อนกล่าวว่า
“ก็ได้ แล้วมันจะมาเวลาใด?”
เกาไท่กงตอบ
“มันจะมาตอนค่ำ และจากไปตอนฟ้าสาง ข้าจะเตรียมอาหารเจเลี้ยงพระคุณเจ้าก่อน หากต้องการอาวุธหรือคนช่วย ก็โปรดบอกข้ามา ข้าจะได้รีบจัดเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ”
อ้าวถูกล่าวว่า
“ไม่ต้องใช้อาวุธ เจ้าจงเชิญชายหนุ่มสักสิบคน เตรียมคบไฟไว้ เมื่อถึงเวลาอาตมาจะเรียกใช้เอง”
เกาไท่กงกล่าวว่า
“ง่ายๆ เรื่องนี้ง่ายมาก ข้าจะเตรียมให้พระคุณเจ้าอย่างครบถ้วนแน่นอน”
ไม่นานนัก งานเลี้ยงอาหารเจก็ถูกจัดเตรียมขึ้น เกาไท่กงยังจ่ายเงินเชิญชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านมาสิบคน ให้ถือคบไฟและโคมไฟใช้ส่องสว่างในเวลาค่ำคืน ทุกอย่างล้วนเตรียมพร้อมสมบูรณ์ เมื่อถึงยามค่ำ ไม่นานนัก ก็มีลมกระโชกพัดมา หินกลิ้งทรายปลิวว่อนจริงดังว่า
อ้าวถูรออยู่ในห้องพักครู่หนึ่ง จนกระทั่งลมค่อย ๆ สงบลง เขารู้ว่าปีศาจหมูนั่นเข้าไปถึงเรือนหลังแล้ว จึงเรียกทุกคนออกมา
เขาสั่งให้ชายทั้งสิบคนแบ่งออกเป็นสองแถว ยืนเรียงอยู่นอกเรือน จุดคบไฟและโคมไฟให้สว่างไสว ส่องทั่วทั้งเรือนจนกระจ่างชัด มองเห็นใบหน้าของแต่ละคนได้อย่างแจ่มแจ้ง
อ้าวถูกล่าวว่า
“ประเดี๋ยวอาตมาพูดสิ่งใด พวกเจ้าก็พูดตามสิ่งนั้น พร้อมกันสามครั้ง”
ทุกคนพยักหน้า
อ้าวถูกล่าวว่า
“อู้เหนิง ยังไม่รีบออกมาคารวะอาจารย์อีกหรือ”
เมื่อทุกคนได้ยิน ก็พร้อมใจกันตะโกนว่า
“อู้เหนิง ยังไม่รีบออกมาคารวะอาจารย์อีกหรือ!”
ภายในเรือน ปีศาจหมูกำลังจะขึ้นเตียง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนจากด้านนอก จึงตกใจร้องขึ้นว่า
“นั่นใครกัน เหตุใดจึงรู้ธรรมที่พระโพธิสัตว์กวนอิมตั้งให้ข้า? หรือว่าผู้ไปอัญเชิญพระไตรปิฎกมาถึงแล้ว?”
ดังนั้นปีศาจหมูจึงรีบออกจากเรือนมาตรวจดูทันที
นอกลานเรือน หลังจากอ้าวถูให้ทุกคนตะโกนเสร็จแล้ว ก็ยืนรออยู่ที่เดิมไม่นานนัก ก็เห็นปีศาจตนหนึ่งเดินออกมา รูปลักษณ์อัปลักษณ์สมคำร่ำลือจริงๆ ใบหน้าดำ ขนสั้น ปากยาว หูใหญ่ สวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าอมเขียว คาดผ้าเช็ดหน้าลายดอกผืนหนึ่ง
จบบทที่ 7