- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 786 มาถึงดินแดนเถื่อน
ตอนที่ 786 มาถึงดินแดนเถื่อน
ตอนที่ 786 มาถึงดินแดนเถื่อน
ปลายเดือนสอง หลังจากผ่านการขัดเกลามาหลายระดับ ในที่สุดตบะของจูเก๋อโย่วหลินก็สามารถทะลวงสู่ขอบเขตถัดไปได้เสียที
ทางด้านเฉิ่นเยียนเองก็จัดการส่งมอบกิจธุระของแดนบนให้แก่ผู้เฒ่าฉิวล่วงหน้าแล้วเช่นกัน
ส่วนผู้เฒ่าฉิวก็ได้ประกาศออกไปว่าจ้าวปรโลกได้กลับไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียรที่แดนยมโลกแล้ว
ก่อนจะออกจากแดนบน ผู้เฒ่าฉิวได้มอบป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งให้แก่เฉิ่นเยียน
"พระชายา ป้ายคำสั่งนี้เป็นตัวแทนฐานะของตาเฒ่าอย่างข้าในดินแดนเถื่อน หากพวกท่านพบเจออันตราย สามารถนำสิ่งนี้ออกมาใช้ได้"
เฉิ่นเยียนรับป้ายคำสั่งมาพิจารณาดูอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง
บนป้ายคำสั่งสลักลวดลายนูนต่ำรูปเถิงเสอดูราวกับมีชีวิต ทั้งยังแผ่กลิ่นอายพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมา ร่างที่แท้จริงของผู้เฒ่าฉิวก็คือเถิงเสอนั่นเอง
"ขอบใจท่านมาก" เฉิ่นเยียนเอ่ย
"พระชายามิเกรงใจไป" ผู้เฒ่าฉิวยิ้มบาง แววตาของเขาปรากฏอารมณ์ซับซ้อนพาดผ่าน เดิมทีเขาอยากจะกล่าวว่า หากท่านจุนซ่างอยู่ที่นี่ สิ่งที่มอบให้ย่อมต้องเป็นป้ายคำสั่งของท่านจุนซ่าง มิใช่ป้ายของตน
ท่านจุนซ่างไม่ได้กลับมาเกือบครึ่งปีแล้ว หากเขาเป็นฝ่ายเอ่ยถึงท่านจุนซ่างในเวลานี้ เกรงว่าจะทำให้พระชายาอารมณ์ขุ่นมัวเปล่าๆ
"ปกติแล้วท่านจุนซ่างของพวกท่านมักจะพำนักอยู่ในเขตชั้นใดของดินแดนเถื่อนหรือ?"
"เอ่อ..." ผู้เฒ่าฉิวสะดุ้งตกใจในใจ มิกล้าปิดบัง จึงตอบไปตามตรงว่า "โดยทั่วไปมักจะอยู่เขตชั้นกลางขอรับ"
ผู้เฒ่าฉิวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
"พระชายา ท่านไม่ต้องการให้ข้าติดตามพวกท่านไปจริงๆ หรือ?"
เฉิ่นเยียนส่ายหน้า
ผู้เฒ่าฉิวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขายังคงเอ่ยด้วยความไม่วางใจอยู่บ้าง
"ดินแดนเถื่อนนั้นแตกต่างจากแดนยมโลกและแดนบน..."
"ข้าเข้าใจ" เฉิ่นเยียนขัดจังหวะคำพูดของเขา นับตั้งแต่ที่รู้ถึงการคงอยู่ของดินแดนเถื่อน นางก็ได้ยินคำกล่าวขวัญถึงความน่าสะพรึงกลัวของสถานที่แห่งนั้นมามากพอแล้ว
ผู้เฒ่าฉิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
"พระชายา เมื่อสามหมื่นกว่าปีก่อน เรื่องที่ท่านสิ้นชีพนั้นมีเงื่อนงำนัก จวบจนบัดนี้ท่านจุนซ่างก็ยังมิอาจสืบหาความจริงกระจ่าง ทั้งยังไม่พบศัตรูที่ทำให้ท่านต้องร่วงหล่น ดังนั้น ขอพระชายาโปรดกระทำการด้วยความระมัดระวัง หากไม่ถึงคราวคับขันจริงๆ อย่าได้เปิดเผยฐานะจักรพรรดิปรโลกของท่านเป็นอันขาด ท้ายที่สุดแล้ว สถานการณ์ยามนี้ยังไม่ชัดแจ้ง ศัตรูอยู่ในที่มืดส่วนเราอยู่ในที่สว่าง หากเผยตัวเร็วเกินไป เกรงว่าจะชักนำอันตรายใหญ่หลวงที่ยากจะคาดเดามาได้"
เฉิ่นเยียนเห็นด้วยกับคำพูดของเขาเป็นอย่างยิ่ง
"ผู้เฒ่าฉิว เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านดูแลแดนบนให้ดีแล้ว"
"ขอพระชายาโปรดวางใจ ตาเฒ่าอย่างข้าจะทุ่มเทสุดความสามารถ จะไม่ทำให้พระชายาต้องผิดหวังที่ฝากฝังไว้อย่างแน่นอน"
…
ชายแดนแห่งแดนบน
เรือปราณลำหนึ่งจอดเทียบอยู่ ณ ที่แห่งนี้ คนทั้งแปดเดินลงมาจากเรือปราณ
เด็กหนุ่มผมแดงมีสภาพฟกช้ำดำเขียว ดูเหมือนอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"รอพวกเราทะลวงสู่ขอบเขตถัดไปแล้ว จะมีเศษเสี้ยวช่องว่างมิติของดินแดนเถื่อนปรากฏขึ้นมาจริงๆ หรือ?"
เศษเสี้ยวช่องว่างมิติของดินแดนเถื่อนจะเป็นสิ่งนำพาพวกเขาเข้าสู่เขตชั้นนอกของดินแดนเถื่อน
"ย่อมมีแน่" เจียงเสียนเยวี่ยเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
เซียวเจ๋อชวนก็กล่าวเสริม
"ท่านบรรพบุรุษเองก็เคยบอกไว้ว่าต้องมี"
พอจูเก๋อโย่วหลินได้ฟังดังนั้น ก็เอ่ยด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
"เช่นนั้นพวกเราจะมัวรออะไรอยู่? รีบมาเลื่อนระดับกันเถอะ!"
เฉิ่นเยียนยกมือขึ้นแตะบนไหล่ของจูเก๋อโย่วหลิน นางกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบว่า
"ช้าก่อน พวกเราควรบรรลุถึงจุดทะลวงคอขวดพร้อมกันจะดีที่สุด เช่นนี้เศษเสี้ยวช่องว่างมิติถึงจะปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน และจะสามารถนำพาพวกเราไปยังสถานที่เดียวกันได้"
"ยังคงเป็นน้องเยียนเยียนที่คิดอ่านรอบคอบ" อวี่ฉางอิงหัวเราะ
จากนั้น พวกเขาทั้งแปดคนก็พากันนั่งสมาธิ แล้วพยายามรักษาจังหวะให้สอดคล้องกันมากที่สุดเพื่อทะลวงสู่ขอบเขตใหม่
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป
กลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกเขานับวันยิ่งน่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ วงแหวนแสงแห่งการเลื่อนระดับอันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ฟ้าดินทั้งแปดสายได้ปกคลุมร่างของพวกเขาเอาไว้
วิ้ง——
ท่ามกลางความไร้รูปลักษณ์ กระแสอากาศปั่นป่วนพลุ่งพล่าน
ไม่นานนัก เบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏเศษเสี้ยวช่องว่างมิติที่ส่องประกายแสงสีเงินเจิดจ้าขึ้นมาแปดชิ้น
เฉิ่นเยียนและคนอื่นๆ สบตากัน ก่อนจะยื่นมือออกไปสัมผัสเศษเสี้ยวช่องว่างมิติพร้อมกัน ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของพวกเขาเพิ่งแตะถูกชิ้นส่วนนั้น กระแสอากาศแห่งช่องว่างมิติรอบด้านที่แต่เดิมเงียบสงบพลันบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาในทันที
ตามมาด้วยความรู้สึกสูญเสียการทรงตัวอย่างรุนแรงพุ่งเข้าจู่โจม ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังพลิกคว่ำกลับตาลปัตร
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้สติจากความเปลี่ยนแปลงอันกะทันหันนี้ พวกเขาก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของตนถูกพลังอันมิอาจต้านทานสายหนึ่งดึงดูดเอาไว้ ทำให้ต้องลอยกระเด็นไปเบื้องหน้าอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้
เพียงชั่วพริบตา พวกเขาก็มาอยู่ท่ามกลางกระแสช่องว่างมิติปั่นป่วนที่มืดมิดดั่งน้ำหมึกและลึกจนหยั่งไม่ถึงเสียแล้ว
ที่แห่งนี้ไม่มีการแบ่งแยกบนล่างซ้ายขวา มีเพียงความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดและกระแสพลังงานปั่นป่วนอันบ้าคลั่ง
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เฉิ่นเยียนและพรรคพวกต่างพยายามทรงตัวให้มั่นคง เมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกคนปลอดภัยดี พวกเขาจึงค่อยเงยหน้ามองตรงไปเบื้องหน้า
และในตอนนั้นเอง เบื้องหน้าก็ปรากฏแสงสว่างสายหนึ่งที่แม้มันจะดูเลือนรางทว่ากลับสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
"นั่นคือทางเข้าหรือ?" อวี่ฉางอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"เป็นทางเข้า" เจียงเสียนเยวี่ยตอบ
ร่างของพวกเขาทั้งแปดลอยพุ่งไปเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจมหายเข้าไปในแสงสีขาวสายนั้น
เมื่อพวกเขาได้สติกลับคืนมา ข้างหูก็พลันได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังสนั่นหวั่นไหวและเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังกึกก้องต่อเนื่อง เสียงเหล่านั้นราวกับจะพุ่งทะลุชั้นเมฆก็ไม่ปาน
ในเวลาเดียวกัน กลิ่นเหม็นคาวเลือดอันรุนแรงจนชวนคลื่นเหียนก็พุ่งจู่โจมเข้าจมูก อบอวลอยู่เนิ่นนานไม่จางหาย
"ระวัง!" เฉิ่นเยียนลืมตาขึ้นในฉับพลัน ภาพที่สะท้อนเข้าสู่สายตาทำให้นางหน้าถอดสี สิ่งที่เห็นคือสัตว์ร้ายร่างพยัคฆ์ขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังปรากฏกายอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางดุร้ายอำมหิต
เฉิ่นเยียนขยับกายวูบเดียว ก็รีบยื่นมือออกไปดึงตัวเผยซู่ออกมาอย่างแรง
ได้ยินเพียงเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดดังกึกก้องไปทั่วผืนฟ้า
"โฮก——"
ตรงจุดที่เผยซู่เพิ่งจะยืนอยู่เมื่อครู่ พยัคฆ์ยักษ์ตัวนั้นก็ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตาโตราวกับกระดิ่งทองแดงทั้งสองข้างของมันส่องประกายสีแดงฉาน ประดุจเปลวเพลิงที่ลุกโชน เผยให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมและจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด
พยัคฆ์ยักษ์จ้องเขม็งไปยังพวกของเฉิ่นเยียนตาไม่กะพริบ มันอ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด เขี้ยวอันแหลมคมสะท้อนแสงเย็นเยียบภายใต้แสงแดด ชวนให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บจนขนลุกซู่
น้ำลายที่มุมปากของมันไหลหยดย้อยลงมาอย่างต่อเนื่องราวกับน้ำตก หยดลงบนพื้นดินจนเกิดเสียง ‘ติ๋ง ติ๋ง’
ทุกครั้งที่พยัคฆ์ยักษ์ตัวนี้พ่นลมหายใจออก ล้วนราวกับมีพายุคลั่งพัดโหมกระหน่ำ นำพาความรู้สึกกดดันอันหนักหน่วงกวาดม้วนไปทั่วทุกสารทิศ
เฉิ่นเยียนและเหล่าสหายพากันถอยร่นออกไปรักษาระยะห่างด้วยความระแวดระวัง ทว่าเมื่อพวกเขามองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างชัดเจน สีหน้าของแต่ละคนก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
พื้นที่บริเวณนี้ราวกับเป็นลานประลองสัตว์ขนาดมหึมา บนพื้นมีซากศพกองพะเนินเทินทึกนอนระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด บ้างก็ผุพังจนกลายเป็นโครงกระดูกสีขาวโพลน บ้างก็เพิ่งจะตายได้ไม่นาน เลือดสดๆ ยังไม่ทันแห้งกรัง
ท่ามกลางซากศพเหล่านี้ มิเพียงมีร่างไร้วิญญาณของเผ่ามนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีซากสัตว์ป่าและเผ่ามารนานาชนิดนอนทับซ้อนก่ายกองกันอยู่
ภายในพื้นที่นี้มีสัตว์ยักษ์อยู่สิบกว่าตัว เมื่อพวกมันสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพวกเฉิ่นเยียน ก็พากันตีวงล้อมเข้ามาทางนี้
"รีบฆ่าพวกมันซะ!" เสียงหัวเราะอย่างโอหังดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
เฉิ่นเยียนและพวกคิ้วกระตุกวูบ พากันมองตามเสียงนั้นไป ก็เห็นเพียงว่า ณ ที่ห่างไกลเบื้องหน้า มีหอสังเกตการณ์ของกำแพงเมืองอันสูงตระหง่านตั้งอยู่ บนนั้นมีการสร้างแท่นยกพื้นสูงที่กว้างขวางไร้ที่เปรียบ ดูราวกับเป็นลานจัตุรัสขนาดย่อมๆ แห่งหนึ่ง
ในเวลานี้ บนแท่นสูงมีผู้คนเนืองแน่น เบียดเสียดกันจนเห็นแต่หัวคน บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน มีเงาร่างนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่
เมื่อเพ่งมองดูให้ละเอียด ก็พบว่าเงาร่างเหล่านี้มาจากเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน มีทั้งเผ่ามนุษย์ เผ่ามาร เผ่าอสูร เผ่าวิญญาณ ภูตผี...
สิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์หลั่งไหลมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ ก่อเกิดเป็นภาพอันประหลาดพิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด