เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 766 มหาจักรพรรดิตงฟาง

ตอนที่ 766 มหาจักรพรรดิตงฟาง

ตอนที่ 766 มหาจักรพรรดิตงฟาง


บรรดาสหายต่างจับใจความและประมวลข้อมูลมากมายได้จากคำพูดของนาง

เผยซู่เอ่ยถามขึ้นว่า

"พรุ่งนี้พวกเราขอตามไปด้วยได้หรือไม่?"

เฉิ่นเยียนส่ายหน้า

"หากพวกเราไปกันหมด โอกาสที่จะถูกเปิดเผยตัวตนมีสูงมาก ดังนั้นพวกเจ้าจงรั้งอยู่ที่นี่และรอฟังข่าวจากข้า"

"ตกลง เช่นนั้นพวกเราจะรอข่าวจากเจ้า"

เหล่าสหายรับคำพร้อมเพรียง

ครู่ต่อมา เฉิ่นเยียนก็ออกจากเหลาอาหารไปเพียงลำพัง

ยามนี้นางไม่ได้สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเช่นเคย เผยให้เห็นโฉมหน้าที่งดงามทว่าเย็นชาถึงขีดสุดอย่างชัดเจน

หางตาที่เชิดขึ้นเล็กน้อยของนางแฝงไว้ด้วยความเย็นชาที่ยากจะสังเกตเห็น

นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เรือนร่างสูงโปร่ง เอวคอดกิ่วทว่าดูยืดหยุ่นแข็งแรง เส้นผมสีดำขลับนุ่มสลวยทิ้งตัวลงมาราวกับน้ำตก เพียงใช้ริบบิ้นสีม่วงอ่อนมัดรวบไว้อย่างลวกๆ กลับยิ่งเพิ่มความรู้สึกพลิ้วไหวและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

ด้วยรูปโฉมงดงามเหนือสามัญ ดึงดูดให้ผู้สัญจรไปมาต่างหยุดเท้าและเหลียวมองด้วยความตื่นตะลึง

และการปรากฏตัวของนาง ก็ดึงดูดความสนใจของคนผู้หนึ่งเข้าเช่นกัน

เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งฉายแววประหลาดใจ เขาสาวเท้าเดินตรงดิ่งมาทางเฉิ่นเยียนอย่างรวดเร็ว จิตใต้สำนึกสั่งให้เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของนาง

ทว่ากลับถูกเฉิ่นเยียนเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉับไว

เฉิ่นเยียนช้อนตาขึ้นมองผู้มาเยือน สีหน้ายังคงราบเรียบไม่เปลี่ยน

"เป็นเจ้านี่เอง"

เด็กหนุ่มหล่อเหลาจ้องเขม็งไปที่นาง แววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน ในใจลอบคิดว่านางกล้ามาเยือนถึงมหานครสวรรค์เชียวหรือ? นางไม่กลัวสมาพันธ์ผู้คุ้มกฎกับสิบสามมหาจักรพรรดิเลยหรืออย่างไร?

เด็กหนุ่มคล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาเงยหน้าขึ้นและกวาดตามองรอบกายด้วยความระแวดระวัง

แล้วพวกเขาเล่า?

"ข้าไม่รู้จักเจ้า"

น้ำเสียงของเฉิ่นเยียนราบเรียบยิ่งนัก

กล่าวจบ นางก็หันหลังเตรียมจากไป

"เดี๋ยวก่อน!"

เด็กหนุ่มได้สติกลับมา จึงรีบก้าวตามพลางกดเสียงต่ำลง

"เจ้าไม่มีทางไม่รู้จักข้า! ข้าคือผู้พิพากษาระดับเงิน ไป๋เจิ้งชิง แห่งเผ่าผู้พิพากษา ข้าเคยพบเจ้าที่เมืองชายแดนเล็กๆ นั่น รวมไปถึงในเมืองหมิงเยวี่ยด้วย"

ฝีเท้าของเฉิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย นางจ้องมองเขาด้วยแววตาฉงน

"เจ้าจำคนผิดไปหรือเปล่า?"

ไป๋เจิ้งชิงอึ้งงัน เมื่อสบเข้ากับแววตาใสซื่อไม่เข้าใจของเฉิ่นเยียน ความคิดที่เขาเคยปักใจเชื่อก็เริ่มสั่นคลอน

เฉิ่นเยียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

"เจ้าเห็นว่าข้าหน้าตาดี ก็เลยจงใจเข้ามาเกี้ยวพาราสีข้าใช่หรือไม่?"

ไป๋เจิ้งชิงอดไม่ได้ที่จะผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันซับสีเลือด เขากำลังจะเอ่ยปากอธิบาย

"เจ้าคนมักมาก"

น้ำเสียงของเฉิ่นเยียนแผ่วเบายิ่งนัก

"ไม่ใช่เช่นนั้น!"

สีหน้าของไป๋เจิ้งชิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน

"ข้าแค่รู้สึกว่าเจ้าเหมือนกับนางมาก..."

และในตอนนั้นเอง—

คนกลุ่มหนึ่งซึ่งดูมีฐานะไม่ธรรมดาก็รีบรุดเข้ามา และหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเฉิ่นเยียน

ชายชราผู้เป็นหัวหน้าประสานมือคารวะเฉิ่นเยียนอย่างนอบน้อม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"พวกข้าน้อยมาล่าช้า ขอพระชายาโปรดประทานอภัยด้วยขอรับ"

คนอื่นๆ ต่างก็ก้มศีรษะคารวะตาม

ไป๋เจิ้งชิงพลันชะงักงัน สายตาของเขาตกลงบนสัญลักษณ์บนเสื้อผ้าของคนกลุ่มนี้ ที่ปลายแขนเสื้อมีอักษรคำว่า 'เฟิง' ปักเอาไว้

นี่คือ...

ชายชราผู้นี้ก็คือ ฉิวเย่ว์ หรือ ผู้เฒ่าฉิว ที่คอยติดตามอยู่ข้างกายเฟิงสิงเหยาเมื่อก่อนหน้านี้นี่เอง

ผู้เฒ่าฉิวส่งยิ้มบางๆ ให้กับเฉิ่นเยียน

เฉิ่นเยียนพยักหน้า

"ไปกันเถอะ"

"ขอรับ พระชายา"

ผู้เฒ่าฉิวยิ้มแย้มเต็มใบหน้า เอ่ยเรียกขานได้อย่างคล่องปากยิ่งนัก

เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อย ก่อนจะผายมือเป็นเชิงเชิญ

เฉิ่นเยียนเดินผ่านร่างของไป๋เจิ้งชิงไป

เมื่อไป๋เจิ้งชิงเรียกสติกลับคืนมา พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของเฉิ่นเยียนและคนอื่นๆ ที่เดินห่างออกไปไกลแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น

จู่ๆ เขาก็หันไปถามผู้คนที่สัญจรไปมา

"เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร?"

"พวกเขาเป็นคนของสายมหาจักรพรรดิเฟิงสิงน่ะสิ"

ไป๋เจิ้งชิงอึ้งไป ในใจเกิดระลอกคลื่นแห่งความสับสน อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามออกไป

"มหาจักรพรรดิเฟิงสิงแต่งงานแล้วหรือ?"

"เรื่องนี้ข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน"

ผู้สัญจรผ่านไปมาส่ายหน้า ทว่าพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงอดวิจารณ์ไม่ได้

"มหาจักรพรรดิเฟิงสิงผู้นี้แข็งแกร่งมาก! เมื่อหลายปีก่อน เขาใช้กำลังเพียงคนเดียวสังหารมหาจักรพรรดิจั่วชวีและมหาจักรพรรดิอิ้งบู้ ข่าวลือยังบอกอีกว่ามหาจักรพรรดิเส้าหยวนก็ตายด้วยน้ำมือของเขาเช่นกัน"

พอไป๋เจิ้งชิงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที

มหาจักรพรรดิเฟิงสิง...

ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เขาถูกส่งไปบำเพ็ญเพียรในหุบเขาลึก จึงรับรู้ข่าวคราวของแดนบนน้อยมาก หากไม่ใช่เพราะช่วงก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้ตามล่าครึ่งมาร ก็คงยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะออกจากหุบเขา

ในความทรงจำของเขา มหาจักรพรรดิจั่วชวีและมหาจักรพรรดิอิ้งบู้ล้วนแข็งแกร่งหาตัวจับยาก แม้แต่มหาจักรพรรดิพ่านกวนไป๋ฝ่าจี้แห่งเผ่าตนเองก็ยังไม่อาจเอาชนะพวกเขาได้

คาดไม่ถึงเลยว่า ยอดฝีมือเหล่านั้นจะมาตายด้วยน้ำมือของจักรพรรดิองค์ใหม่

ผู้สัญจรยังกล่าวต่ออีกว่า

"เฮ้อ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีมหาจักรพรรดิตายไปตั้งหลายคน เมื่อกว่าสี่ปีที่แล้ว มหาจักรพรรดิตงฟางก็ด่วนจากไปในระหว่างการเก็บตัวฝึกตน แต่ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าเขาถูกลอบสังหาร"

"แม้แต่มหาจักรพรรดิตงฟางก็ตายแล้วหรือ?"

รูม่านตาของไป๋เจิ้งชิงหดเกร็ง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

"ใช่แล้ว! ช่างน่าเสียดายจริงๆ!"

ผู้สัญจรทอดถอนใจ

มหาจักรพรรดิตงฟาง มีนามพยางค์เดียวว่า 'ซิ่น'

เขาเคยเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาสิบสามมหาจักรพรรดิ มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่รักอิสระและไม่ยึดติด ทว่ากลับสามารถใช้ชีวิตในมหานครสวรรค์ที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือดั่งเมฆาได้อย่างลื่นไหลราวกับปลาได้น้ำ

ยิ่งไป๋เจิ้งชิงได้ฟังก็ยิ่งตื่นตะลึง ในช่วงหลายปีที่เขาจากมหานครสวรรค์ไป มีเรื่องราวพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน

จู่ๆ ผู้สัญจรก็มองซ้ายมองขวา ก่อนจะลดเสียงลงอย่างระแวดระวัง

"ได้ยินมาว่า มหาจักรพรรดิตงฟางก็ถูกมหาจักรพรรดิเฟิงสิงสังหารเช่นกัน มหาจักรพรรดิเฟิงสิงผู้นั้นโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก สังหารมหาจักรพรรดิไปตั้งหลายคนแล้ว!"

สีหน้าของไป๋เจิ้งชิงเต็มไปด้วยความซับซ้อน เขาจดจำชื่อของมหาจักรพรรดิเฟิงสิงสลักลึกไว้ในใจ

เขาทอดสายตามองเหม่อไปยังทิศทางที่เฉิ่นเยียนเพิ่งจากไป

นาง... ไม่ใช่นางจริงๆ หรือ?

บางทีอาจจะเป็นแค่คนหน้าเหมือน

หรือบางทีเขาอาจจะคิดมากไปเอง

หน่วยอสูรจะกล้าบุกมาถึงมหานครสวรรค์ได้อย่างไร?

ในขณะที่ไป๋เจิ้งชิงกำลังครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองตนเองอยู่ จึงหันขวับขึ้นไปมองด้านบนด้วยความระแวดระวัง

หน้าต่างบานหนึ่งบนชั้นสามของเหลาอาหารยังคงปิดสนิท นอกจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

ไป๋เจิ้งชิงขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองอยู่นานครู่ใหญ่ ก่อนจะละสายตากลับมา

และในขณะเดียวกัน ภายในห้องส่วนตัวของเหลาอาหาร

"เฉียดไปแล้ว เกือบถูกจับได้แล้วเชียว"

จูเก๋อโย่วหลินถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาอธิบายต่อ

"คนผู้นี้เคยเห็นหน้าข้า หากเขาเห็นข้าเข้า ร่องรอยของพวกเราก็คงถูกเปิดเผย"

เมื่อได้ยินดังนั้น เวินอวี้ชูจึงเสนอขึ้นมา

"พวกเราปลอมตัวกันหน่อยดีหรือไม่?"

"เพื่อความปลอดภัย ปลอมตัวหน่อยก็คงจะดีกว่า"

บรรดาสหายล้วนเห็นพ้องต้องกัน

อีกด้านหนึ่ง

เฉิ่นเยียนทอดสายตาไปเบื้องหน้า เอ่ยถามผู้เฒ่าฉิวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"สถานการณ์ในมหานครสวรรค์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"

ผู้เฒ่าฉิวค่อยๆ อธิบาย

"มหานครสวรรค์มีมหาจักรพรรดิทั้งหมดสิบสามท่าน นอกจากท่านจุนซ่างของพวกเรา มหาจักรพรรดิเผ่าเฉียน และมหาจักรพรรดิจิ่งกู่ที่ยังไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ มหาจักรพรรดิอีกสิบคนที่เหลือล้วนเห็นพ้องที่จะตามล่าครึ่งมารรวมไปถึง... หน่วยอสูร ส่วนคนของสมาพันธ์ผู้คุ้มกฎทั้งสี่สิบเก้าคน ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้สังหารครึ่งมารและหน่วยอสูร เมื่อสองวันก่อน สมาพันธ์ผู้คุ้มกฎได้ส่งผู้คุ้มกฎยี่สิบคนออกไปค้นหาร่องรอยของครึ่งมารทั่วทุกแห่งหนในแดนบนแล้วขอรับ"

"มหาจักรพรรดิทั้งสิบต่างก็ส่งลูกน้องออกไปช่วยเหลือสมาพันธ์ผู้คุ้มกฎด้วยขอรับ"

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าฉิวหรี่ตาลงแล้วกล่าวต่อ

"วันพรุ่งนี้ ทั่วทั้งมหานครสวรรค์จะต้องตกอยู่ในพายุลูกใหญ่เป็นแน่ เพราะบรรดายอดฝีมือทั้งหมดจะมารวมตัวกัน เพื่อเข้าร่วมการไต่สวนนายน้อยแห่งเผ่าเฉียน เซียวเจ๋อชวน เท่าที่ข้าทราบ สมาพันธ์ผู้คุ้มกฎได้เตรียมการสำหรับการไต่สวนครั้งนี้ไว้อย่างเต็มที่แล้ว วิธีการไต่สวนที่พวกเขาจะนำมาใช้มีทั้ง วิชาค้นวิญญาณ ทัณฑ์อสนีบาต และทัณฑ์อัคคี..."

จบบทที่ ตอนที่ 766 มหาจักรพรรดิตงฟาง

คัดลอกลิงก์แล้ว