- หน้าแรก
- คุณชายสายเปย์กับระบบทหารสุดกาว
- บทที่ 21 - พวกนายยังอยากโดนฉันอัดอีกเหรอ
บทที่ 21 - พวกนายยังอยากโดนฉันอัดอีกเหรอ
บทที่ 21 - พวกนายยังอยากโดนฉันอัดอีกเหรอ
บทที่ 21 - พวกนายยังอยากโดนฉันอัดอีกเหรอ
"ดีๆๆ ขอบคุณมากครับท่านผู้บัญชาการฉี"
หวังรื่อฟาเพิ่งจะวางสายพร้อมรอยยิ้ม ฉินเจียเฉิงก็รีบพุ่งตัวเข้ามาหาทันที
"เป็นยังไงบ้าง เสี่ยวลั่วกำลังจะถูกส่งตัวกลับมาแล้วใช่ไหม"
เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของฉินเจียเฉิง หวังรื่อฟาก็ยิ้มแล้วพยักหน้า "ท่านผู้บัญชาการบอกว่ากองร้อยที่นายน้อยไปประจำการอยู่ เป็นที่ที่ฝึกหนักที่สุดเลยครับ เพราะงั้นผมเชื่อว่านายน้อยน่าจะใกล้ทนไม่ไหวแล้ว"
ฉินเจียเฉิงรีบถามอย่างตื่นเต้น "แล้วเขาจะกลับมาได้เมื่อไหร่ล่ะ"
หวังรื่อฟาทำหน้านึกคิด "ลองนับวันดู ผมว่าอย่างมากก็คงอีกสักสองอาทิตย์แหละครับ"
ฉินเจียเฉิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง "แบบนี้ฉันก็วางใจ ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันเดาว่าตอนนี้เจ้าเด็กนั่นต้องกำลังเสียใจที่ไปเป็นทหารแน่ๆ ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะกำลังแอบมุดผ้าห่มร้องไห้คิดถึงฉันอยู่ก็ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า"
หวังรื่อฟาพูดอย่างลังเล "แต่นายน้อยไปครั้งนี้เพื่อจีบดาวกองทัพนะครับ ถ้าต้องกลับมาแบบหงอยๆ อาจจะกระทบกระเทือนจิตใจได้พอสมควรเลย"
"งั้นก็ให้เขาไปพักร้อนคลายเครียดสิ" ฉินเจียเฉิงโบกมืออย่างป๋า "นายเพิ่งจะซื้อเกาะที่ทะเลแคริบเบียนให้เสี่ยวลั่วไปไม่ใช่เหรอ"
"เดี๋ยวหานางแบบระดับท็อปสักร้อยคนไปที่นั่น จัดปาร์ตี้ริมหาดให้สุดเหวี่ยงไปเลย ผ่านไปไม่กี่วันเดี๋ยวเขาก็หายดีเองแหละ"
หวังรื่อฟายกนิ้วโป้งให้ "นายท่านช่างรอบคอบจริงๆ ครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย"
"เดี๋ยวก่อน!"
"มีอะไรเหรอครับนายท่าน"
ฉินเจียเฉิงทำหน้าจริงจัง "พอจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว ให้ฉันเป็นคนคัดกรองก่อนนะ ไม่ใช่ผู้หญิงหน้าไหนก็จะมีสิทธิ์เข้าใกล้ลูกชายของฉินเจียเฉิงได้ ต้องคัดแล้วคัดอีกให้ดีที่สุด"
"ครับนายท่าน" หวังรื่อฟาทำหน้าเจื่อน ในใจแอบคิดว่าช่างเป็นคุณพ่อที่ประเสริฐเสียจริง
........
เวลาตีสอง บริเวณหน้ากองร้อยเก้า
เสนาธิการเซี่ยพูดด้วยรอยยิ้มประจบ "ท่านผู้การครับ เรื่องตรวจเวรยามเดี๋ยวผมจัดการเองก็ได้ครับ ท่านไม่เห็นต้องลำบากมาลงพื้นที่ด้วยตัวเองเลย"
เกาฉวินผู้เป็นผู้บังคับการกรมถลึงตาใส่ "เลิกพูดมากได้แล้ว ในฐานะผู้บังคับการ ฉันก็ต้องลงมาดูสถานการณ์ของแต่ละกองร้อยสิ ไม่อย่างนั้นพวกนายก็ตบตาฉันกันหมดพอดี"
เสนาธิการเซี่ยหัวเราะแห้งๆ "ท่านผู้การครับ ดูท่านพูดเข้า ผมจะกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง สบายใจได้เลยครับ กองร้อยเก้าไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน"
"อย่ามัวแต่พล่าม นำทางไป" เกาฉวินเดินดุ่มๆ เข้าไปด้านในอย่างร้อนรน เสนาธิการเซี่ยจึงต้องรีบก้าวเท้ายาวๆ เดินตามไปติดๆ
ใจจริงเขาอยากจะส่งซิกบอกขงเสียงกับอู่จื้อหย่วนใจจะขาด แต่เกาฉวินบุกมาแบบสายฟ้าแลบขนาดนี้ เขาเลยไม่มีเวลาตั้งตัวเลย
เกาฉวินตีหน้าขรึมเดินนำอยู่ข้างหน้า ในใจเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
ดึกดื่นป่านนี้ไม่รู้ว่าผู้บัญชาการกองพลผีเข้าหรือยังไง ถึงได้โทรศัพท์มาลากเขาขึ้นจากที่นอนเพียงเพื่อจะถามเรื่องของฉินลั่ว
ใครมันจะไปรู้เรื่องฟะ ตั้งแต่โยนภาระไปให้อู่จื้อหย่วน เขาก็ไม่ได้สนใจไยดีอะไรอีกเลย
ตอนที่หมอนี่เพิ่งเข้ามา เกาฉวินก็รู้สึกไม่ถูกชะตาอยู่แล้ว เพราะมีกลิ่นอายความเป็นนักเลงหัวไม้ติดตัวมาด้วย เขาเลยขี้เกียจจะไปใส่ใจ
ผีตัวไหนเข้าสิงผู้บัญชาการกันเนี่ย จู่ๆ ถึงได้มาถามไถ่เอาป่านนี้
เขาทำได้แค่ตอบส่งเดชไปสองสามประโยค แล้วรีบบึ่งมาดูสถานการณ์ด้วยตัวเอง
ไม่อย่างนั้นถ้าคราวหน้าผู้บัญชาการถามขึ้นมาอีกแล้วเขาอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบไม่ได้ มีหวังได้ซวยแน่
"ท่านผู้การครับ เชิญทางนี้ครับ" เสนาธิการเซี่ยปรายตามองไปที่ห้องพักของหมู่หนึ่ง แล้วรีบเดินเบี่ยงเพื่อจะพาเกาฉวินไปดูหมู่พวกอื่นแทน
เขามีปมฝังใจกับพวกทหารใหม่หมู่หนึ่งไปแล้ว เลยกลัวว่าถ้าเกาฉวินเข้าไปตรวจแล้วเจอเรื่องปวดหัวขึ้นมาจะยุ่งเอา การทำแบบนี้ก็ถือว่าช่วยชีวิตอู่จื้อหย่วนเอาไว้ หวังว่าหมอนั่นจะสำนึกบุญคุณเขานะ
"ฉิน... ฉินอะไรนะ อ้อ ฉินลั่วใช่ไหม" จู่ๆ เกาฉวินก็โพล่งขึ้นมา "ทหารที่เพิ่งถูกส่งมาคนสุดท้ายน่ะ อยู่หมู่ไหน"
เสนาธิการเซี่ยถึงกับเสียวสันหลังวาบ กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ
"เอ่อ คือเขา..." เสนาธิการเซี่ยหัวเราะแห้งๆ
"บอกมาสิ" เกาฉวินจ้องหน้าเขา "นี่นายคงไม่ได้ไม่รู้สถานการณ์หรอกนะ แล้วปกติแต่ละวันนายมาเดินตรวจเวรหาพระแสงอะไร"
เสนาธิการเซี่ยจำนนต่อสายตากดดัน ทำได้แค่ชี้มือไปทางห้องของหมู่หนึ่ง เกาฉวินเห็นดังนั้นก็รีบก้าวฉับๆ เข้าไปทันที
"ขอโทษด้วยนะเหล่าอู่ ฉันพยายามเต็มที่แล้วจริงๆ"
เสนาธิการเซี่ยถอนหายใจในอก แล้วรีบสับเท้าตามไป
พอเดินมาถึงหน้าห้อง เกาฉวินก็คว้าไฟฉายมาสาดแสงเข้าไปข้างในทันที
ห้องพักที่มืดมิดสว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตา ภาพที่ปรากฏคือกลุ่มทหารใหม่นั่งล้อมวงกันอยู่ พอเห็นแสงไฟสาดเข้ามา พวกเขาก็หันขวับมามองด้วยความตกใจ
ดวงตาแต่ละคู่สะท้อนแสงไฟวาววับ ดูหลอนจนเกาฉวินแทบจะหัวใจวายตาย
"เวรเอ๊ย ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน มารวมหัวเล่นผีถ้วยแก้วหรือไง"
เสนาธิการเซี่ยยกมือขึ้นกุมขมับ หมู่หนึ่งนี่มันรวมพลคนเพี้ยนชัดๆ หมดหวังแล้ว หมดหวังเยียวยาจริงๆ!
......
"วิ่ง วิ่งให้มันเร็วกว่านี้!"
บนสนามฝึก ฉางเหล่ยตะคอกเสียงต่ำด้วยความโมโห "พวกแกนี่ทำหน้าฉันบานจริงๆ นึกว่าจะสำนึกผิด ที่ไหนได้เสือกหาเรื่องใส่ตัว วันนี้ต่อให้ผู้กองไม่สั่งให้พวกแกวิ่งจนตาย ฉันนี่แหละจะจัดให้พวกแกตายคาสนาม วิ่งไป!"
เฉิงเฮ่าหนานกับพวกวิ่งหอบแฮก เหงื่อเม็ดโป้งไหลหยดลงมาไม่ขาดสาย
เมื่อกี้เจิ้งเฉียนเพิ่งจะคิดแผนเอาคืนฉินลั่วออก แล้วกำลังสุมหัวคุยกันอยู่แท้ๆ ใครจะไปคิดว่าผู้บังคับบัญชาจะมาเดินตรวจเวรเอาตอนนี้
"เมื่อหัวค่ำก็ตรวจไปรอบนึงแล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงมาอีกวะ ทำไมพวกเราถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้" หลี่ต้าเซิ่งบ่นโอดครวญอย่างเจ็บปวด
เฉิงเฮ่าหนานทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ "ใครมันจะไปรู้ล่ะวะว่าตีสองกว่าแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ยังจะคึกจัดไม่อยากนอนอีก"
"จะบ่นหาพระแสงอะไร" ฉางเหล่ยคำราม "เร่งความเร็วขึ้นอีก วิ่ง!"
ทุกคนได้แต่จำใจก้มหน้าก้มตาวิ่งสุดฝีเท้าต่อไป
ที่กองบังคับการกองร้อย อู่จื้อหย่วนกับขงเสียงยืนตัวลีบอยู่ต่อหน้าเกาฉวินอย่างสงบเสงี่ยม
เสนาธิการเซี่ยยืนอยู่ข้างๆ พลางยักไหล่ส่งสัญญาณบอกว่าเขาเองก็จนปัญญา
"ขอโทษครับท่านผู้การ" อู่จื้อหย่วนพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เรื่องนี้เป็นความผิดของผมเอง ไม่เกี่ยวกับหัวหน้าหมู่หนึ่งครับ เป็นผมเองที่..."
"พอแล้ว" เกาฉวินโบกมือปัด
เรื่องบ้าบอเมื่อกี้เขาไม่สนหรอก สิ่งที่เขาสนใจตอนนี้คือเรื่องของฉินลั่วต่างหาก
"ไหนลองรายงานสถานการณ์ช่วงนี้ของฉินลั่วมาซิ เป็นยังไงบ้าง"
พอขงเสียงได้ยินแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าเกาฉวินไม่ได้กำลังโกรธเรื่องเมื่อครู่ จึงรีบยิ้มกว้างแล้วตอบ "ท่านผู้การครับ เขาเก่ง..."
"เขาแย่มากครับ" อู่จื้อหย่วนพูดแทรกขึ้นมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง "แย่จนถึงขีดสุด ผมขอเสนอให้ส่งตัวเขากลับไปตอนนี้เลยครับ"
ขงเสียงถึงกับขนลุกซู่ หันไปถลึงตาใส่อู่จื้อหย่วน นี่นายดูไม่ออกหรือไงว่าท่านผู้การตั้งใจมาถามเรื่องของฉินลั่วโดยเฉพาะ ทำไมถึงได้ชอบหาเรื่องใส่ตัวนักนะ!
ปัง!
และแล้วเกาฉวินก็ตบโต๊ะดังปังจริงๆ
เขาจ้องหน้าอู่จื้อหย่วนด้วยความโกรธจัด "นายรับปากฉันไว้ว่ายังไง นายบอกว่าจะฝึกเขาให้ดี จะทำภารกิจให้สำเร็จไม่ใช่เหรอ"
"อ้อ พอมาตอนนี้ก็จะยอมแพ้แล้วงั้นสิ เสียแรงที่ฉันเคยชมว่านายเป็นผู้กองที่เก่งที่สุด ที่แท้นายมันก็ไม่ได้เรื่อง แค่ทหารใหม่คนเดียวยังฝึกให้ดีไม่ได้"
"ท่านผู้การครับ!" อู่จื้อหย่วนขึ้นเสียง "เป็นผมเองที่ไร้น้ำยา ท่านพูดถูกทุกอย่าง แต่ท่านก็เห็นแล้วนี่ครับว่าเขาแทบจะเข้ากับส่วนรวมไม่ได้เลย ทหารในหมู่เดียวกันยังไม่ยอมให้เขามีส่วนร่วมเลยสักอย่าง คนแบบนี้จะไปเหมาะกับการเป็นทหารได้ยังไงครับ"
"คนเรามันเปลี่ยนกันได้เว้ย!" เกาฉวินลุกพรวดขึ้นมาด้วยความโมโห "กองทัพคือเตาหลอมเหล็ก ต่อให้เป็นเหล็กขึ้นสนิม เราก็ต้องตีมันให้กลายเป็นเหล็กกล้าชั้นดีให้ได้ การที่เขาไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง นั่นแหละคือความรับผิดชอบของนาย"
"ครับ!" อู่จื้อหย่วนยืดอกรับ "ผมขอรับผิดชอบทั้งหมดเองครับ"
"รับผิดชอบบ้าบออะไรของนาย!" เกาฉวินพุ่งเข้าไปหา ทำท่าจะด่าทอแต่ก็กลืนคำพูดลงคอไปเสียก่อน
เขากดเสียงต่ำลง "อู่จื้อหย่วน ลองนึกย้อนไปถึงตัวเองตอนเข้ามาใหม่ๆ สิ ตอนนั้นนายก็ทำตัวห่วยแตกแถมยังหยิ่งยะโสเหมือนไก่ชน เข้ากับใครก็ไม่ได้ แต่สุดท้ายนายก็ปรับตัวเข้ากับส่วนรวมได้ไม่ใช่หรือไง แถมยังใช้ความพยายามของตัวเองจนมาถึงจุดนี้ได้"
หางตาของอู่จื้อหย่วนกระตุกเล็กน้อย ภาพของตัวเองในอดีตผุดขึ้นมาในหัว
เกาฉวินเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง "ตอนนั้นพ่อนายตราหน้าว่านายไม่มีทางเอาดีทางนี้ได้ แต่นายก็ยังเลือกเส้นทางที่ยากที่สุดจนเปลี่ยนตัวเองมาเป็นแบบทุกวันนี้ได้ ฉันยังจำได้นะที่นายเคยบอกกับฉันว่า ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเจออุปสรรคอะไร นายก็จะก้าวข้ามมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง"
"แล้วตอนนี้แค่ฉินลั่วคนเดียวกลายเป็นอุปสรรคที่นายข้ามไปไม่ได้แล้วเหรอ"
"ผม..."
"ไม่ต้องพูดแล้ว" เกาฉวินพูดเสียงเย็น "เขาจะต้องเข้าร่วมการทดสอบทหารใหม่ ถ้าเขาสอบไม่ผ่าน อย่างน้อยนายก็ถือว่าพยายามเต็มที่แล้ว แต่ถ้านายยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ เท่ากับว่านายพ่ายแพ้ให้กับตัวเอง ในเมื่อเขาก้าวเท้าเข้ามาในกองทัพและสวมเครื่องแบบทหารแล้ว ในฐานะผู้บังคับบัญชา เราจะทอดทิ้งทหารคนไหนไม่ได้เด็ดขาด"
อู่จื้อหย่วนจ้องมองเกาฉวินอย่างแน่วแน่ เกาฉวินเองก็จ้องตอบโดยไม่ยอมลดละสายตาแม้แต่น้อย
"รับทราบครับ!" อู่จื้อหย่วนพยักหน้ารับคำ
ขงเสียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เขากลัวแทบแย่ว่าอู่จื้อหย่วนจะดื้อด้านจนทำให้ผู้บังคับการโมโหขึ้นมาอีก
เกาฉวินเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วตบไหล่เขา "ฉันจะรอดูผลงานของเขานะ ถ้าเขาสอบผ่าน มันก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของนายเหมือนกัน"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
เสนาธิการเซี่ยขยิบตาให้ขงเสียงแล้วรีบเดินตามไปติดๆ
หลังจากเดินไปส่งเกาฉวินเรียบร้อยแล้ว ขงเสียงก็วิ่งยิ้มแป้นกลับมา "เหล่าอู่นะเหล่าอู่ ในที่สุดนายก็คิดได้สักที บอกฉันหน่อยสินายจะแข็งข้อไปทำไมกัน"
อู่จื้อหย่วนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ "ฝากแจ้งไปถึงหัวหน้าหมู่ทุกคนด้วยนะว่าอย่าไปหาเรื่องฉินลั่วอีก แล้วก็บอกหัวหน้าหมู่หนึ่งด้วยว่าให้ทุ่มเทฝึกฉินลั่วอย่างเต็มที่ ห้ามถอดใจเด็ดขาด ถือซะว่าฉันติดค้างเขาละกัน แต่บอกเขาด้วยว่าถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ฉันนี่แหละจะเป็นคนออกรับหน้าเอง"
ขงเสียงอมยิ้มมุมปาก ถึงปากจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ในใจก็แอบคิดว่า ต่อให้นายไม่สั่ง พวกหัวหน้าหมู่ก็ไม่กล้าไปหาเรื่องฉินลั่วอยู่แล้วแหละ
แถมเขายังดูออกด้วยว่าฉางเหล่ยตั้งใจฝึกฉินลั่วอย่างเต็มที่มาตั้งนานแล้ว
........
เสียงแตรปลุกดังกังวาน ฉินลั่วเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงตามสัญชาตญาณทันที
ตอนที่กำลังจะสวมเสื้อผ้า เขาก็เห็นพวกทหารใหม่คนอื่นๆ กำลังงัวเงียลุกขึ้นมา แต่ละคนขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้า
"พวกนายเป็นอะไรไปเนี่ย ไม่ได้นอนกันทั้งคืนเลยเหรอ" ฉินลั่วถามด้วยความสงสัย
ทุกคนหันมาค้อนขวับใส่เขาวงใหญ่ เมื่อคืนฉินลั่วนอนหลับสนิทเป็นตาย
ส่วนพวกเขากลับโดนทำโทษให้วิ่งรอบสนาม พอวิ่งเสร็จกลับมา เสียงกรนของฉินลั่วก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้อง สรุปแล้วพวกเขาก็แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลย
"มีอะไรเหรอ" ฉินลั่วทำหน้างง
พวกทหารใหม่มองหน้ากัน จู่ๆ ก็หันขวับมามองฉินลั่วพร้อมกับเผยรอยยิ้มแฝงความนัย
ยังไม่ทันที่ฉินลั่วจะตั้งตัว ทุกคนก็รีบสวมเสื้อผ้าแล้ววิ่งกรูกันออกไปข้างนอกทันที
หางตาของฉินลั่วกระตุกยิกๆ หน้าตาเต็มไปด้วยความสับสน "ไอ้พวกบ้านี่ วันนี้มันผีเข้าอีกแล้วหรือไงวะ"
[จบแล้ว]