เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 59 แอบส่งข่าว

บทที่ 59 แอบส่งข่าว

บทที่ 59 แอบส่งข่าว


บทที่ 59 แอบส่งข่าว

ร่วมพิจารณา?

หานอวี๋ปฏิเสธกลับทันควัน: "เรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดต้องร่วมพิจารณาหรอกขอรับ ข้าจะแลกเปลี่ยนคาถาอันใด ก็ไม่คิดจะบอกกล่าวแก่ผู้อื่น"

ใบหน้าของเถียนชิ่งชะงักค้างไปก่อน จากนั้นค่อยๆ พิจารณาความนัย พลันเผยสีหน้ายินดีอีกครั้ง: "กล่าวเช่นนี้ เท่ากับว่าศิษย์พี่หานตั้งใจจะแลกเปลี่ยนคาถาก่อนการประลองครั้งใหญ่จริงๆ ใช่ไหมขอรับ?"

"ตัวข้าก็ไม่ได้จะสืบหาหรอกขอรับว่าศิษย์พี่หานจะแลกเปลี่ยนคาถาอันใด เพียงแต่อยากจะบอกกล่าวคำแนะนำและประสบการณ์ความเข้าใจบางประการให้ฟัง ศิษย์พี่หานจะรับฟังหรือไม่นั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง เช่นนี้เป็นอย่างไรขอรับ?"

กล่าววาจาเสร็จสิ้น โดยไม่สนใจว่าหานอวี๋จะนึกรำคาญใจหรือไม่ ก็เอ่ยปากกล่าวคำออกมาโดยตรง: "ในขอบเขตฝึกปราณขั้นหนึ่งถึงขั้นสาม ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปยามนึกถึงการประลองต่อสู้เวทมนตร์ บางทีส่วนใหญ่คงนึกถึงวิชาใบมีดสายลม วิชาเปลวอัคคีและหนทางจู่โจมทำนองนี้ หรือไม่ก็วิชาควบคุมปฐพีประเภทที่เอื้อต่อการป้องกัน"

"ทว่ากลับมิเคยขบคิดเลยว่า การประลองต่อสู้เวทมนตร์ที่แท้จริงสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตฝึกปราณช่วงต้นนั้น ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายในหมู่ความเสี่ยงอย่างเด็ดขาด ยามนี้พละกำลังยังอ่อนแอ จะทำอย่างไรจึงจะยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร้พ่าย? สิ่งแรกคือต้องทำให้ศัตรูไม่สามารถเสาะหาร่องรอยของท่านพบ รุกคืบสามารถโจมตี ถอยร่นสามารถหลบหนี เช่นนี้จึงจะเรียกว่ายืนหยัดอยู่ได้อย่างไร้พ่ายขอรับ"

เดิมทีหานอวี๋ไม่คิดจะรับฟังต่อไป ทว่าพอเถียนชิ่งกล่าวเช่นนี้ กลับดูมีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ จึงเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา

"อ้อ ตามที่เจ้ากล่าวมา ข้าควรเลือกวิชาคาถาอันใดเล่า?"

เมื่อเห็นในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากเจรจาด้วยสองประโยค เถียนชิ่งพลันฮึกเหิมขึ้นมาทันที: "ศิษย์พี่หาน ท่านฟังข้ากล่าวนะขอรับ ในด้านนี้ข้ามีความเข้าใจอยู่บ้างจริงๆ"

"วิชาใบมีดสายลม วิชาเปลวอัคคี วิชาควบคุมปฐพีและทำนองนี้มองดูคล้ายมีประโยชน์ ทว่าความจริงแล้วสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตฝึกปราณช่วงต้นกลับไม่ได้มีผลมากมายอันใด สิ่งที่มีประโยชน์ที่แท้จริงกลับเป็นวิชาคาพาสองวิชาต่างหากขอรับ"

"วิชาแรกคือวิชาโต้ลม เรื่องนี้ท่านเรียนรู้จนชำนาญแล้ว มีวิชาคาถานี้แล้ว ยามใดที่ไม่อาจเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ หมุนกายแล้วหลบหนี ศัตรูทั่วไปที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตฝึกปราณช่วงต้นเหมือนกันก็ย่อมไล่ตามไม่ทัน"

"วิชาคาถาอีกวิชาหนึ่ง ข้าจำชื่อไม่ค่อยได้แน่ชัดว่าเรียกว่า 'แปลงกายมายา' หรือว่า 'เงามายา' กันแน่ บางทีอาจไม่ได้ชื่อนี้ ทว่าทราบถึงอานุภาพของวิชาคาถา คือการใช้ปราณวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างลวงตา ประสานลวงและจริงเข้าด้วยกัน ทำให้ศัตรูไม่สามารถเสาะหาตำแหน่งของเงาร่างที่แท้จริงพบ"

"เมื่อเป็นเช่นนี้ ยามที่ศัตรูโจมตีท่าน ย่อมต้องฟาดฟันถูกเงาร่างลวงตา เจ้าอาศัยโอกาสนี้หลบหนีหรือเปิดฉากจู่โจมปลิดชีพศัตรู ต่างก็มีเวลาอย่างเหลือเฟือ นี่จึงจะเป็นวิชาการต่อสู้และการรักษาชีวิตที่จำเป็นต้องมีสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตฝึกปราณช่วงต้นขอรับ คิดว่าหากศิษย์พี่หานแลกเปลี่ยนออกมา ย่อมต้องมีประโยชน์เป็นแน่"

หานอวี๋ตั้งใจรับฟังอย่างละเอียด มองดูเถียนชิ่งและฮุ่ยหลิงคู่สามีภรรยาคล้ายจะคาดหวังให้ตนเองแลกเปลี่ยนวิชาคาถานี้เป็นพิเศษ ในใจจึงทราบดีว่าในเรื่องนี้ต้องมีสิ่งผิดปกติแฝงอยู่เป็นแน่

"ข้าจะลองขบคิดดูก่อนละกัน ทว่ายังคงรู้สึกว่าวิชาใบมีดสายลมจะดีกว่าอยู่บ้าง"

"เอ๊ะ?"

เถียนชิ่งอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ—ข้าโน้มน้าวไปมากมายตั้งเพียงนี้ กล่าววาจาเปล่าประโยชน์งั้นรึ?

และก็ในยามนี้เอง ใบตองผืนหนึ่งบินมาจากทิศทางของยอดเขาหลักของสำนัก ร่อนลงที่ด้านหน้าของนาปราณของหานอวี๋

เมื่อเก็บใบตอง ผู้ที่ร่อนลงสู่ผืนดินคือศิษย์ฝ่ายในสองคนที่สวมชุดสีน้ำเงิน

คนหนึ่งคือหงเหลียง ส่วนอีกคนหนึ่งกลับเป็นอดีตผู้ดูแลของส่วนนาปราณนามว่าหวังฮุ่ย

เมื่อเห็นศิษย์ฝ่ายในสองคนร่อนลงตรงสถานที่แห่งนี้โดยตรง ฝ่ามือของเถียนชิ่งพลันสั่นเทาเล็กน้อย ฮุ่ยหลิงลอบสูดน้ำลายตามสัญชาตญาณ คู่สามีภรรยาต่างก็เริ่มเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมา

ทว่าหงเหลียงและหวังฮุ่ยทั้งสองคนไม่ได้สนใจพวกเขา ทำเพียงเจรจากันเอง

"ศิษย์น้องหวัง ที่นี่ก็คือที่อยู่ของเวยเสี่ยวลั่วน้องชายของเวยคุนอี๋ เขาตั้งใจไหว้วานให้ข้าช่วยสืบหาตัวเจ้า บอกว่าอยากจะขอบคุณที่เจ้าช่วยดูแลพี่สาวของเขา แน่นอนว่า ยังอยากจะสอบถามเรื่องราวบางประการเกี่ยวกับเวยคุนอี๋พี่สาวของเขาด้วย"

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ หวังฮุ่ยมีสีหน้าแววตาซับซ้อนอยู่บ้าง: "ก็ไม่ทราบว่าการที่พี่สาวของเขาเหนี่ยวนำให้ผู้บำเพ็ญมารลงมือก่อนเวลา จะนับเป็นความโชคร้ายหรือความโชคดีของข้ากันแน่"

"หากมิใช่เพราะไปล่วงเกินเจ้าเฒ่าสารเลวหลี่เฉวียนผู้นั้น ไม่แน่ว่านางอาจจะยังคงมีชีวิตอยู่เป็นอย่างดี ตัวข้าก็ยังคงเป็นผู้ดูแลอยู่ที่ส่วนนาปราณ ไม่ถึงขั้นต้องถูกเนรเทศออกไปภายนอก"

"ยามนี้สำนักมีภัยพิบัติ ข้าจึงจะมีโอกาสได้กลับมาเป็นกรณีพิเศษ มิฉะนั้นแล้วเกรงว่าคงต้องแก่ตายอยู่ภายนอกจริงๆ แล้ว"

ทั้งสองคนกล่าววาจากัน พลันก้าวข้ามผืนนาปราณของหานอวี๋ เดินมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งนาปราณเดิมของนักพรตเฒ่าหลี่ ซึ่งก็คือตำแหน่งที่อยู่อาศัยในยามนี้ของเวยเสี่ยวลั่วนั่นเอง

"เวยเสี่ยวลั่ว? เจ้ามิใช่ต้องการพบศิษย์น้องหวังหรอกหรือ? ยามนี้ข้าพาตัวศิษย์น้องหวังมาหาแล้ว เจ้ารีบออกมาเถอะ!" หงเหลียงเอ่ยปากร้องเรียก

หลังจากเขาร้องเรียกอีกสองเสียง หวังฮุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "หรือว่าจะไม่ได้อยู่?"

หงเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย

ไม่อยู่รึ? ไม่น่าเป็นไปได้... นี่คือนัดหมายตกลงกันไว้ดิบดีแล้วนะ

"เวยเสี่ยวลั่ว? เวยเสี่ยวลั่ว!"

ร้องเรียกอีกสองเสียง หงเหลียงขมวดคิ้วเดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองเข้าไปภายใน พลันไม่สบอารมณ์ทันที: "ไม่ได้อยู่จริงๆ ด้วย! เจ้าเด็กนี่ช่างสบายใจเสียนี่กระไร บอกให้ข้าช่วยเชิญเจ้ามา ตัวมันเองกลับไม่ทราบว่าวิ่งหนีหายไปที่ใดแล้ว"

หวังฮุ่ยพลันนึกถึงเรื่องราวของจางซานและหลี่เฉวียนก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที จึงเสนอแนะว่า "คงไม่มีสิ่งใดผิดแปลกใช่ไหม? จะลองเข้าไปค้นดูเสียหน่อยไหม?"

หากเข้าไปค้นดู แล้วตรวจพบสิ่งของของสำนักสัตว์วิญญาณอันใดขึ้นมา เจ้าเด็กเวยเสี่ยวลั่วผู้นี้มิใช่ต้องเปิดเผยตัวหรอกหรือ? แล้วจะยังเป็นสายลับต่อไปได้อย่างไร?

หงเหลียงรีบช่วยปิดบังให้เวยเสี่ยวลั่วทันที: "ไม่มีความจำเป็นต้องค้นหาหรอก บางทีอาจจะประจวบเหมาะออกไปภายนอกพอดี"

แล้วเอ่ยปากสอบถามหานอวี๋ เถียนชิ่ง และฮุ่ยหลิงทั้งสามคน: "พวกเจ้าเคยพบเจอเวยเสี่ยวลั่วบ้างหรือไม่?"

หานอวี๋ทั้งสามคนต่างพากันส่ายหน้า บอกว่าไม่พบเจอ

หงเหลียงเอ่ยปากถามลี่ทงไห่ที่สะพายกระบี่และเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากประตูมาอีกครั้ง: "ยังมีเจ้าด้วย เดินมานี่! เคยพบเจอเวยเสี่ยวลั่วบ้างหรือไม่?"

ลี่ทงไห่เดินเข้าไปหา หลังจากเข้าใกล้ ปรายตามองหงเหลียงปราดหนึ่งพลันชะงักไปก่อน จากนั้นคล้ายจะรู้สึกได้บางอย่าง ก้มหน้าตอบคำว่า "ผู้ดูแลหง ข้าไม่พบเจอขอรับ"

เดิมทีหงเหลียงก็ไม่คิดจะทำให้เรื่องราวซับซ้อนเกินไป พอได้ยินคำตอบจึงโบกมือโดยตรง: "เอาเถอะ เอาเถอะ ไม่มีเรื่องของพวกเจ้าแล้ว! แยกย้ายกลับไปให้หมด!"

เจ้าเด็กเวยเสี่ยวลั่วผู้นี้วิ่งหนีหายไปอยู่ที่ใดกันแน่?

แล้วหันไปกล่าวปนยิ้มกับหวังฮุ่ย: "ศิษย์น้องหวัง เจ้าเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ข้ายังไม่ทันได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับขับสู้ให้แก่เจ้าเลย เรื่องราวเกี่ยวกับส่วนนาปราณ ข้ายังคงต้องขอคำชี้แนะในประสบการณ์จากเจ้าให้มาก"

"ถือโอกาสที่วันนี้ถึงยามทานข้าวพอดี ข้าจะเป็นเจ้ามือ พากันไปดื่มด่ำสุราเลิศรสต้นกล้าเขียวที่ตลาดนัดให้หนำใจสักครา เป็นอย่างไร?"

"เช่นนี้จะดีหรือขอรับ! สุราเลิศรสต้นกล้าเขียวน่ะราคาแพงยิ่งนัก!"

หวังฮุ่ยลูบไล้หน้าท้องหัวร่อฮ่าๆ ออกมา แววตาไหววูบไปมา พลันเอ่ยถามอีกครั้ง: "เจ้าเวยเสี่ยวลั่วผู้นี้พวกเราจะไม่ลองตามหาดู หรือว่าจะลองค้นดูหน่อยไหมขอรับ?"

"ก็แค่ประจวบเหมาะไม่ได้อยู่พอดี ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก" หงเหลียงโบกมืออีกครั้ง ยิ้มกล่าว "พวกเราพากันไปทานข้าวสักมื้อก่อน หลังจากกลับมาค่อยลองมาดู ย่อมต้องได้พบหน้ามันเป็นแน่!"

หานอวี๋รับฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างแจ่มชัด ในใจก็ย่อมเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเวยเสี่ยวลั่วหายตัวไป ทว่าหงเหลียงกลับพยายามทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องไม่มีอย่างสุดกำลัง

หากคิดจะค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนจริงๆ เกิดเวยเสี่ยวลั่วหลงเหลือสิ่งของอันใดที่ชี้นำมาถึงตัวเขา มิใช่เป็นการหาที่ตายให้แก่ตนเองหรอกหรือ?

เมื่อเห็นหงเหลียงยังคงไม่ยอมค้นหาที่อยู่ของเวยเสี่ยวลั่วเพื่อหาเบาะแส หวังฮุ่ยปรายตามองหงเหลียงอย่างใช้ความคิดอีกครั้ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย: "อ้อ ศิษย์พี่หงกล่าวได้มีเหตุผลขอรับ"

สายตาสอดส่องไปมา มองเห็นหานอวี๋ พลันยิ้มแย้มสาวเท้าเดินเข้ามาหา: "เจ้าชื่อหานอวี๋ ใช่ไหม?"

"ข้าจำเจ้าได้... ยามนี้บรรลุถึงฝึกปราณขั้นสองแล้วหรือยัง?"

"ศิษย์พี่หวัง ข้าอยู่ฝึกปราณขั้นสองแล้วขอรับ" หานอวี๋ตอบคำ

"อ้อ เช่นนั้นเจ้ายตบะบำเพ็ญเพียรได้เพียรพยายามยิ่งนัก อีกสองวันการประลองครั้งใหญ่ของศิษย์รับใช้ เจ้าจะเข้าร่วมไหม?"

"ไม่เลวไม่เลว" หวังฮุ่ยหัวร่อฮึๆ พลันตบลงบนไหล่ของเขาเบาๆ "คราก่อนเจ้ากล่าวกับข้า ข้าสามารถกลายเป็นศิษย์ฝ่ายในได้ ยามนี้ข้าได้กลายเป็นศิษย์ฝ่ายในจริงๆ แล้วก็นับว่าได้พึ่งพาพรอันประเสริฐของเจ้า บังเอิญสัมฤทธิ์ผลแล้ว!"

ยามกล่าววาจา แววตาแสดงสัญญาณอย่างแรงกล้า ทั้งยังตั้งใจตบลงบนท่อนแขนของหานอวี๋อย่างเน้นๆ อีกหนึ่งที

หานอวี๋พลันตื่นตัวทันที สายตาสบประสานกับหวังฮุ่ย ยืนยันได้ว่าเขากำลังต้องการส่งข่าวคราวอันใดบางอย่างให้แก่ตนเอง

ยามนี้หงเหลียงก็เดินตามมาด้วยเช่นกัน

หานอวี๋ปรายตามองหงเหลียงอีกหนึ่งปราด พลันตระหนักได้ว่าดวงตาของหงเหลียงมีสีแดงระื่อจางๆ เหนือกว่าคนปกติทั่วไป มีเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

เอ๊ะ?

นี่คือร่องรอยหลังจากที่วิชาหลอมโลหิตเสพกลืนโลหิตสดๆ หรือไม่?

มิใช่เขาแปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์ต่อสำนักสัตว์วิญญาณหรอกหรือ?

อีกทั้งเส้นผมของหงเหลียงก็ไม่ได้มีสีแดง กลิ่นอายคาวโลหิตรอบกายก็ไม่มี...

จบบทที่ บทที่ 59 แอบส่งข่าว

คัดลอกลิงก์แล้ว