- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกฮีโร่ ผมจะพิสูจน์ว่าวิทยาศาสตร์เหนือทุกพลัง
- บทที่ 19 นายควินน์
บทที่ 19 นายควินน์
บทที่ 19 นายควินน์
บทที่ 19 นายควินน์
เนื่องจากเขาตื่นเต้นที่จะได้ลองสิ่งประดิษฐ์จากความฝัน คราฟต์จึงเผลอมองข้ามเวลาไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งอลิซเข้ามาเตือน เขาถึงได้สงบสติอารมณ์ลง ความตื่นเต้นค่อย ๆ เลือนหายไป และเขาได้อ้าปากหาวออกมาฟอดใหญ่
"งั้นฉันกลับไปงีบสักหน่อยแล้วกัน..."
เมื่อความตื่นเต้นหมดไป เปลือกตาของคราฟต์ก็ตกลงมาทันที เขาเดินลากเท้าอย่างหมดแรงตรงไปยังห้องนอนของตนเอง
"อีกครึ่ง... ไม่สิ อีกชั่วโมงหนึ่งค่อยมาปลุกฉันนะ"
ตั้งแต่เขามีอลิซ คราฟต์ก็โยนเจ้าอุปกรณ์นาฬิกาปลุกไก่โอ๊กทิ้งไปทันที มีหุ่นยนต์เด็กผู้หญิงที่น่ารักและนุ่มนิ่มมาคอยปลุกมันไม่ดีกว่าหรืออย่างไร ใครจะยังต้องการเจ้าไก่ร้องเสียงหลงนั่นกัน
"รับทราบค่ะ~"
อลิซตอบรับ จากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าต่อ
...
การนอนงีบครั้งนี้ช่างเงียบสงบ ก่อนที่คราฟต์จะทันได้ฝันถึงความฝันพิเศษเหล่านั้น เขาก็ถูกอลิซปลุกให้ตื่นเสียก่อน
หลังจากลุกขึ้นมาอีกครั้งและจัดการอาหารเช้าจนเรียบร้อย คราฟต์ก็พาอลิซออกไปซื้อสัตว์เลี้ยง
ในย่านไชน่าทาวน์มีร้านขายสัตว์เลี้ยงอยู่ค่อนข้างมาก นอกเหนือจากร้านยอดนิยมที่เน้นขายแมวและสุนัขเป็นหลักแล้ว ก็ยังมีตลาดนัดต้นไม้และนกแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่เพียงแต่ขายนกนานาชนิดเท่านั้น แต่ยังมีแมลงเลี้ยงอย่างพวกตั๊กแตนหนวดยาวและจิ้งหรีดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อลิซไม่ได้มีความสนใจในแมลงเหล่านั้นเลย และพวกมันก็ไม่สามารถสวมผ้าพันคอได้ด้วย ดังนั้นคราฟต์จึงเลือกที่จะไปร้านขายสัตว์เลี้ยงทั่วไปแทน
ตามนิสัยของคราฟต์แล้ว สำหรับการทดสอบครั้งแรกเขาจะพยายามลอกเลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่างจากความฝันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นตัวเลือกแรกของเขาจึงเป็นการซื้อแมวดำตัวน้อยอย่างไม่ต้องสงสัย เขายังคิดชื่อเอาไว้แล้ว โดยทับศัพท์มาจากคุณซากาโมโตะในความฝัน ซึ่งก็คือ ซากาโมโตะ
ทว่าทันทีที่เขาเดินเข้าไปในร้านขายสัตว์เลี้ยง สายตาของคราฟต์ก็ถูกดึงดูดโดยสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่ง เขาจินตนาการถึงใบหน้าของมันยามที่สวมผ้าพันคอสีแดงแล้วรู้สึกว่ามันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน
หรือว่าฉันเคยเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มาก่อนนะ
คราฟต์เกาผมตัวเองตามความเคยชิน จากนั้นจึงเอ่ยถามพนักงานร้านขายสัตว์เลี้ยงว่า "สวัสดีครับ สุนัขพันธุ์นี้มีพันธุ์ที่เป็นสีเทไหมครับ"
"ขอโทษด้วยนะจ๊ะหนุ่มน้อย สุนัขพันธุ์ชิบะอินุมีสีขนแค่สี่สีเท่านั้นจ้ะ คือ สีแดง สีดำ สีงา และสีขาว ไม่มีพันธุ์ที่เป็นสีเทาหรอกจ้ะ~"
พนักงานสาวส่ายหน้าพร้อมกับแนะนำให้คราฟต์ฟังด้วยความเอ็นดู
"อีกอย่าง ชิบะอินุสีขาวจะมีจำนวนค่อนข้างน้อย และตอนนี้ที่ร้านของเราก็ไม่มีอยู่เลย ตัวเล็กที่อยู่ในกรงนี้เป็นชิบะสีแดงจ้ะ ทางเรายังมีชิบะสีดำและสีงาอีกนะ แต่ไม่ได้นำมาเลี้ยงโชว์ไว้ข้างนอก อยากให้พี่สาวพาไปดูไหมจ๊ะ"
"ไม่มีสีเทางั้นเหรอ"
คราฟต์ขมวดคิ้ว เขาเคยเห็นชิบะอินุมาก่อน พวกมันส่วนใหญ่ก็มีสีแดง หรือจะเรียกว่าสีเหลืองแบบนี้จริง ๆ นั่นแหละ ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก แต่พอตอนนี้เอาไปเชื่อมโยงกับผ้าพันคอสีแดง เขากลับรู้สึกว่าชิบะอินุสีเทาน่าจะเหมาะสมกว่า
"ช่างเถอะ"
คราฟต์ส่ายหน้า ไม่มีประโยชน์ที่จะไปหมกมุ่นกับสิ่งที่เขาคิดไม่ตก ในเมื่อไม่มีสีเทา เขาก็แค่หาชิ้นที่มีสีใกล้เคียงกันก็พอ
"รบกวนช่วยพาผมไปดูชิบะสีดำหน่อยได้ไหมครับ" คราฟต์เอ่ยกับพนักงานสาว
"ตามพี่สาวมาทางนี้เลยจ้ะ"
พนักงานนำทางคราฟต์เข้าไปในห้องด้านหลัง ซึ่งมีกรงสัตว์เลี้ยงวางเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ การย่างกรายเข้าไปของพวกเขาทำให้พวกแมวและสุนัขที่อยู่ด้านในต่างพากันตกใจ
ในชั่วพริบตา เสียงแมวร้องเหมียวและสุนัขเห่าโฮ่งก็ดังระงมขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
"ชู่— เงียบ ๆ หน่อยสิ ถ้าพวกเธอขืนยังส่งเสียงดังกันอีก ฉันจะหักอาหารเย็นนะ~"
พนักงานสาวกำราบสัตว์เลี้ยงที่กำลังส่งเสียงดังได้อย่างเชี่ยวชาญ และนำทางคราฟต์มายังกรงแห่งหนึ่ง
"นี่คือชิบะสีดำจ้ะ ส่วนตัวที่อยู่ข้าง ๆ ที่มีสีขนผสมกันคือชิบะสีงา"
"อืม... มันแตกต่างจากที่ฉันจินตนาการไว้เล็กน้อยแฮะ..."
การกระจายตัวของสีขนของชิบะสีดำนั้นแตกต่างจากสีแดงมาก และมันยังห่างไกลจากชิบะสีเทาในความทรงจำของคราฟต์อยู่โข
"งั้นฉันเลือกชิบะสีแดงที่อยู่ด้านนอกดีกว่าครับ"
คราฟต์ไม่ใช่คนโลเล เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ชิบะสีแดงที่อยู่ด้านนอกให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับสุนัขในความทรงจำของคราฟต์มากกว่า
"ได้เลยจ้ะ~"
พนักงานสาวมีความสุขมากที่ขายของได้ หล่อนพาคราฟต์กลับออกไปด้านนอก นำชิบะสีแดงใส่ลงในกรงสำหรับพกพา พร้อมมอบใบเพ็ดดีกรีรับรองสายพันธุ์ อาหารสุนัขถุงเล็ก และขัดฟันแท่งที่หล่อนบอกว่าสุนัขตัวนี้ชอบมากให้แก่คราฟต์
"อลิซ เธอเลือกได้หรือยัง"
คราฟต์หิ้วกรงสุนัขเดินไปหาอลิซที่กำลังนั่งย่อตัวลูบแมวอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนจะใช้นิ้วเคาะหัวเธอเบา ๆ เพื่อเอ่ยถาม
"อ๊ะ! เด็ก ๆ พวกนี้ช่างน่ารักเกินไปหน่อย จนฉันลืมไปเลยค่ะ!"
อลิซนั่งย่อตัวอยู่บนพื้น ในอ้อมแขนกอดลูกแมวสามตัวที่มีสีแตกต่างกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
เป๊ะเลย ยัยเด็กคนนี้พึ่งพาไม่ได้เลยจริง ๆ ...
คราฟต์ถอนหายใจอย่างกวาดสายตามองแมวที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเลือกแมวพันธุ์บอมเบย์ตัวหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับคุณซากาโมโตะในความฝันราว ๆ เจ็ดถึงแปดส่วน ให้พนักงานนำมันใส่กรง จากนั้นก็หยิบอาหารแมวและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงบางส่วน แล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าเพื่อชำระเงิน
"ไปกันเถอะ!"
คราฟต์เคาะหัวอลิซอีกครั้งด้วยความระอา ส่งกรงที่สวมแมวดำตัวน้อยและถุงอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงใบใหญ่ให้เธอ ส่วนมือหนึ่งของเขาหิ้วกรงสุนัข และอีกมือก็ลากอลิซให้ออกมาด้วยกัน
"อ๊า~~~ ให้ฉันลูบพวกมันต่ออีกห้านาทีเถอะนะคะ—"
อลิซถูกคราฟต์ลากออกมาจากร้านขายสัตว์เลี้ยง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
"ในมือเธอก็มีแมวอยู่ตัวหนึ่งไม่ใช่หรือไง กลับไปแล้วจะกอดเท่าไหร่ก็เชิญเลย!"
"โอ้! จริงด้วยค่ะ!" อลิซได้สติ จากนั้นจึงยกกรงแมวในมือขึ้นมาแนบใบหน้า ค่อย ๆ ถูแก้มของเธอเข้ากับกรงอย่างอ่อนโยน พร้อมกับกล่าวขอโทษแมวดำตัวน้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู "ขอโทษด้วยนะจ๊ะ~ ฉันเผลอละเลยเธอไปเสียได้"
"จริงด้วยค่ะพี่ชาย พวกเราต้องตั้งชื่อให้พวกมันก่อนนะ"
หลังจากกล่าวขอโทษแมวดำตัวน้อยแล้ว อลิซก็เร่งฝีเท้าขึ้นมาเดินเคียงข้างคราฟต์เพื่อเตือนความจำ
"อืม เรียกว่า นายควินน์ แล้วกัน"
คราฟต์ยกกรงในมือขึ้นมาและเอ่ยชื่อที่จู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ลังเล
"แล้วตัวนี้ล่ะคะ"
อลิซยกกรงแมวขึ้นมาเพื่อเป็นสัญญาณถาม
"อืม..." เพราะชื่อนายควินน์ ทำให้ชื่อซากาโมโตะที่คราฟต์คิดไว้ก่อนหน้านี้ดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ "เรียกว่า นายเบน ดีไหม"
"แต่ว่า... เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงนะคะ"
"เอ่อ... งั้นเรียกว่า บี แล้วกัน"
คราฟต์รีบหยิบใบเพ็ดดีกรีของควินน์ออกมาดู หลังจากตรวจสอบเพศที่ระบุไว้บนนั้นแล้ว เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เป็นสุนัขตัวผู้
ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อ ซึ่งช่วยรักษาโรคชอบความสมบูรณ์แบบของคราฟต์เอาไว้ได้พอดี
ทั้งสองพานายควินน์และคุณหนูบีมายังโรงงานส่วนตัวของคราฟต์ ปล่อยสัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวไว้ให้อลิซเป็นคนดูแล ส่วนคราฟต์ก็มุดตัวเข้าไปในห้องทำงานของตนเองทันที
ไม่เหมือนกับตอนที่เขาสร้างอลิซ คราฟต์ไม่ได้มีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ใช้สร้าง "ผ้าพันคอพูดได้" นี้เลยแม้แต่น้อย และเขาก็ไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้ด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พยายามที่จะเล่นแร่แปรธาตุใด ๆ และปฏิบัติตามขั้นตอนของดร. ชิโนโนเมะในความฝันอย่างเคร่งครัด ลอกเลียนแบบมันออกมาราวกับเครื่องจักร
เนื่องจากความยากในการสร้างไม่ได้สูงมากนักและไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดของคราฟต์ ผ้าพันคอจึงถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลาที่อลิซเตรียมอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย คราฟต์ก็ทำผ้าพันคอทั้งสองผืนเสร็จพอดี
"มันจะทำให้พวกมันพูดได้จริง ๆ เหรอคะ"
อลิซจ้องมองควินน์และบีด้วยความคาดหวัง ซึ่งในเวลานี้พวกมันทั้งสองยังคงไม่รับรู้ถึงสิ่งใดเลย
"ก็น่าจะใช้ได้นะ..."
คราฟต์เองก็ไม่ได้มีความมั่นใจมากนัก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับหุ่นยนต์อย่างอลิซแล้ว ผ้าพันคอที่ทำให้สัตว์พูดได้นั้นดูเหมือนสิ่งของทางเวทมนตร์มากกว่าผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ และจนถึงตอนนี้ สิ่งประดิษฐ์สายเวทมนตร์ที่คราฟต์ลอกเลียนแบบมาก็ยังไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักชิ้นเดียว
"อย่างไรก็ตาม ลองดูก่อนเถอะ มันก็แค่การสวมผ้าพันคอ ไม่ได้ทำให้พวกมันได้รับอันตรายอะไรหรอก"
ขณะที่คราฟต์พูด เขาก็ยื่นผ้าพันคอผืนหนึ่งให้อลิซ และช่วยกันผูกมันเข้าที่คอของสัตว์เลี้ยงทั้งสองตัว
"พะ พูดได้หรือยังจ๊ะ บีจัง~"
หลังจากผูกผ้าพันคอให้แมวดำตัวน้อยเสร็จ อลิซก็เอ่ยถามออกมาอย่างร้อนรำคาญใจ
บี แมวดำตัวน้อย ใช้เท้าหน้าตะกุยผ้าพันคอที่คอของตนเองเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงสะบัดหัวอย่างแรงสองครั้ง
"เธอผูกมันแน่นเกินไปแล้ว เหมียว ยัยโง่!"
เสียงผู้หญิงที่ค่อนข้างแหลมดังออกมาจากปากของบี
"อ๊ะ ขอ ขอโทษทีนะ! ฉันจะคลายมันให้เธอเดี๋ยวนี้แหละ!"
อลิซรีบปรับผ้าพันคอให้บีอย่างลนลาน
"แบบนี้ใช้ได้ไหม"
"อืม สบายขึ้นเยอะเลย~"
บียืดเส้นยืดสาย แกว่งหางไปมาพลางเอ่ย น้ำเสียงที่เดิมทีแหลมเล็กเริ่มเปลี่ยนเป็นเกียจคร้าน
"เหวอ!"
ควินน์ที่กำลังจ้องมองการสื่อสารระหว่างอลิซและบีด้วยตาค้าง จู่ ๆ ก็กระโดดตัวลอยขึ้นมา
"เธอพูดได้จริง ๆ ด้วย!"
จากนั้น เขาก็รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างและกระโดดขึ้นมาอีกครั้ง
"เหวอ! ฉันเองก็พูดได้เหมือนกันนี่นา!"
"เอ่อ... ทำไมถึงรู้สึกว่าสุนัขตัวนี้มีระดับสติปัญญาไม่ค่อยสูงเท่าไหร่นะ..."
คราฟต์ถูจมูกของตนเอง รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาค้นหาข้อมูลข้อมูล
"อันดับความฉลาดของสุนัข... ชิบะอินุ... หลุดโผอันดับที่เจ็ดสิบเก้า... นี่มันต่ำกว่าไอ้สามโง่ลากเลื่อนเสียอีก..."
"ใส่ร้าย! นี่มันคือการใส่ร้ายป้ายสีกันชัด ๆ!"
ควินน์ยื่นจมูกเข้าไปใกล้หน้าจอโทรศัพท์ของคราฟต์ ย่นจมูกพลางแยกเขี้ยวสีขาวอันคมกริบของมันออกมา
"ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าหมาปัญญาอ่อน"
บีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังลั่นหลังจากได้ยินสิ่งที่คราฟต์ประกาศออกมา
"อยากมีเรื่องใช่ไหม?!"
ควินน์รีบหันสายตาอันโกรธเกรี้ยวตรงไปยังบีทันที
"อย่ามารังแกบีนะ! เธอเป็นผู้หญิงนะ!"
อลิซรีบวิ่งเข้าไปหนุนหลังให้บีในทันที
"พี่ชาย! พวกเขารุมรังแกฉัน!"
ความเร็วในการหาที่พึ่งของควินน์นั้นดูไม่เหมือนสุนัขสายพันธุ์ที่อยู่ในอันดับความฉลาดที่เจ็ดสิบเก้าเลยจริง ๆ
เมื่อมองดูสุนัขที่กำลังกระดิกหางให้เขาอย่างบ้าคลั่ง คราฟต์ก็กระตุกมุมปากเล็กน้อย แต่ในเมื่อมันเป็นสุนัขที่เขาเลือกมาเอง และในเมื่อมันกำลังร้องขอความช่วยเหลือจากเขา เขาก็ยังคงต้องยื่นมือเข้าช่วย
คราฟต์กดนิ้วลงบนโทรศัพท์อีกสองสามครั้ง
"ความฉลาดของแมวบอมเบย์... หนึ่งในสามสายพันธุ์แมวที่โง่ที่สุด..."
มุมปากของคราฟต์กระตุกอีกครั้ง ความสามารถในการเลือกสัตว์เลี้ยงของเขานี่มันช่างเหนือชั้นเกินไปจริง ๆ เขาแค่สุ่มเลือกสัตว์เลี้ยงสองตัวที่มีสติปัญญาชวนให้สงสัยมาได้อย่างไรกัน
"อะไรนะ?! เป็นไปไม่ได้! คุณหนูคนนี้ฉลาดมากนะ!"
คราวนี้บีเองก็ยอมไม่ได้เช่นกัน เธอร้องเสียงหลงพลางกระโจนเข้าหาโทรศัพท์ในมือของคราฟต์
"หยุดเลยนะ!"
คราฟต์รีบยกมือขึ้นสูง หลบเลี่ยงการกระโจนของบีได้ทันท่วงที
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! คิดไม่ถึงล่ะสิ เธอเนี่ยโง่กว่าฉันเสียอีก!"
ควินน์แลบลิ้นพลางหัวเราะเยาะเย้ยอย่างสะใจ จากนั้นก็ถูกบีที่หันกลับมาตบเข้าที่จมูกฉาดใหญ่
"กล้าดีอย่างไรมาลอบกัดฉัน! เจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อย!"
ควินน์เมื่อถูกโจมตี มีหรือที่จะยอมปล่อยไป เขาหันกลับไปแว้งกัดบีทันที
"กินนี่ซะ! รัวร์!"
"แงงง! ห้ามทะเลาะกันนะ! หยุดทะเลาะกันได้แล้วทั้งสองตัวเลย!"
อลิซกำลังพยายามห้ามทัพอย่างโกลาหล
ฉันมีความรู้สึกว่า... หลังจากนี้บ้านหลังนี้คงจะครึกครื้นมากแน่ ๆ ...
เมื่อมองดูภาพเหตุการณ์แมวบินหมาว่อนตรงหน้า มุมปากของคราฟต์ก็กระตุกอย่างบ้าคลั่ง