เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - ปฏิรูปรูปแบบการบริหารฟิตเนส! ขาดทุนร้อยล้านพอไหม!

บทที่ 4 - ปฏิรูปรูปแบบการบริหารฟิตเนส! ขาดทุนร้อยล้านพอไหม!

บทที่ 4 - ปฏิรูปรูปแบบการบริหารฟิตเนส! ขาดทุนร้อยล้านพอไหม!


บทที่ 4 - ปฏิรูปรูปแบบการบริหารฟิตเนส! ขาดทุนร้อยล้านพอไหม!

เวลาสิบเอ็ดโมงยี่สิบนาที พนักงานของซิงหั่วฟิตเนสทยอยกันมาที่ห้องประชุม คนเดียวที่ไม่ได้มาประชุมคือฟางถง พนักงานต้อนรับ

ซูหยางพิจารณาพนักงานของเขาทุกคน

มีเทรนเนอร์ฟิตเนสทั้งหมดสิบห้าคน

เทรนเนอร์ฟิตเนสชายส่วนใหญ่เป็นผู้ชายกล้ามโต รูปร่างแข็งแรงบึกบึน

เทรนเนอร์ฟิตเนสหญิงทุกคนล้วนมีส่วนโค้งเว้า รูปร่างเย้ายวน

ส่วนเรื่องหน้าตา แน่นอนว่าไม่มีใครแย่จนเกินไป

ซูหยางเน้นมองไปที่หยวนซือซือ

เธอเป็นเทรนเนอร์หญิงที่สวยที่สุดในบรรดาเทรนเนอร์หญิงทั้งเจ็ดคนของซิงหั่วฟิตเนส ถ้าไปอยู่ข้างนอกก็ถือเป็นสาวสวยระดับเก้าสิบขึ้นไป

ส่วนรูปร่างของเธอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ไม่เพียงแต่มีส่วนโค้งเว้าชัดเจน แต่ยังมีเรียวขายาวอีกด้วย

พร้อมกันนั้น เธอก็เชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของตัวเองมาก

คอร์สเทรนเนอร์ส่วนตัวของเธอขายดีที่สุดในบรรดาเทรนเนอร์ทั้งสิบห้าคน

เงินเดือนพื้นฐานรวมกับค่าคอมมิชชั่น ในแต่ละเดือนเธอสามารถทำเงินได้สี่หมื่นหยวนอย่างสบายๆ บางครั้งอาจได้มากกว่านั้นด้วยซ้ำ

ที่เหลือก็คือโจวเสี่ยวลู่ พนักงานต้อนรับคนที่สอง คุณป้าสวีเหลียนและเฉินซิ่วหรูที่รับผิดชอบทำความสะอาด และหลิวเฟิ่งที่ทำหน้าที่ทั้งบัญชีและการเงิน

หลิวเฟิ่งอายุยี่สิบห้าปี จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย มีใบรับรองวิชาชีพบัญชีเบื้องต้น

ก่อนหน้านี้คนที่รับผิดชอบด้านบัญชีที่ซิงหั่วคือลูกพี่ลูกน้องของจางเลี่ยง หลิวเฟิ่งเป็นแค่ลูกมือ

หลังจากที่ซูหยางซื้อซิงหั่วแล้ว ลูกพี่ลูกน้องของจางเลี่ยงก็รู้ตัวดี จึงลาออกไปหลังจากส่งมอบงานบัญชีเสร็จ

พนักงานของซิงหั่วรู้จักซูหยางดีแล้วในช่วงหลายวันมานี้

พนักงานและเทรนเนอร์ส่วนใหญ่ที่เข้ามาในห้องประชุม มักจะทักทายเขาก่อน

ซูหยางนั่งอยู่บนเก้าอี้ เริ่มใช้ทักษะการตรวจสอบที่เพิ่งได้รับมากับพนักงาน พร้อมกับจดข้อมูลคร่าวๆ ของพวกเขาลงในสมุดบันทึก

ผลลัพธ์ทำให้เขาค่อนข้างจนปัญญา

มีเทรนเนอร์ฟิตเนสหลายคนที่ไม่ถนัดสอนการออกกำลังกาย แต่กลับถนัดการขายคอร์สมากกว่า

เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง ยกเว้นฟางถงที่เข้าเวร พนักงานคนอื่นก็มากันครบแล้ว

ซูหยางพิงพนักเก้าอี้ มองพนักงานทั้งหมดด้านล่างด้วยท่าทีผ่อนคลาย พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเล่านิทาน "จะว่าไป เมื่อปีที่แล้วผมยังซื้อบัตรสมาชิกรายไตรมาสที่ฟิตเนสแห่งหนึ่งเลย"

เมื่อได้ยินคำพูดของซูหยาง ทุกคนก็นั่งตัวตรง

พร้อมกันนั้นพวกเขาก็อยากรู้ว่าซูหยางต้องการจะพูดอะไร

"ตอนนั้นผมไม่รู้อะไรเลย แค่อยากออกกำลังกายหลังเลิกงานบ้างเท่านั้น"

"ผมมาที่ฟิตเนส ก็ถูกเทรนเนอร์คนหนึ่งพาไปทดสอบสมรรถภาพร่างกาย"

"ระหว่างรอผลการทดสอบในห้องแคบๆ นั้น ความจริงผมรู้สึกกระวนกระวายใจมาก"

พอซูหยางพูดถึงตรงนี้ เทรนเนอร์ฟิตเนสบางคนก็ก้มหน้าลงแล้ว

"ผมคิดว่าร่างกายผมยังแข็งแรงดีอยู่ ก็ยังหนุ่มนี่นา"

"แต่ผลปรากฏว่า เทรนเนอร์คนนั้นวิจารณ์ผมเสียจนไม่มีชิ้นดี แถมยังบอกว่าตอนนี้ร่างกายผมไม่มีปัญหาใหญ่ แต่วันหน้าต้องมีปัญหาแน่ แล้วก็แนะนำคอร์สเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ผมอย่างเอาเป็นเอาตาย"

"ตอนนั้นผมรู้สึกกลัวจริงๆ กลัวว่าเทรนเนอร์คนนั้นจะชกผม"

เรื่องกลัวก็ไม่ได้กลัวขนาดนั้นหรอก ซูหยางแค่พูดให้ดูเกินจริงไปบ้าง

แต่ตอนนั้นเขาก็รู้สึกกังวลอยู่บ้างจริงๆ

"ก็เทรนเนอร์คนนั้นตัวสูงใหญ่ล่ำบึ้กขนาดนั้น แล้วผมยังต้องอยู่กับเขาสองต่อสองในห้องแคบๆ อีก"

ในห้องประชุม ทุกคนมองหน้ากันไปมา

เทรนเนอร์บางคนเริ่มกังวลแล้ว

กังวลว่าคนที่เคยกดดันซูหยางในตอนนั้นจะเป็นตัวเอง

ซูหยางยังคงพูดต่อไป

"หลังจากผมปฏิเสธเทรนเนอร์คนนั้นไป ผมก็มาที่โซนออกกำลังกาย อยากลองออกกำลังกายดู ตอนนั้นผมเป็นแค่มือใหม่ ไม่คุ้นเคยกับเครื่องเล่นเหล่านั้น ไม่รู้ว่าต้องใช้ยังไง แต่กลับไม่มีเทรนเนอร์คนไหนมาสอนผมเลย ตอนนั้นผมรู้สึกอึดอัดมาก"

"ผมไม่ได้โทษเทรนเนอร์คนนั้นหรอกนะ ผมรู้ว่าพวกคุณก็ถูกบังคับมาเหมือนกัน พวกคุณก็ต้องขายคอร์สหาเงิน ก็เงินเดือนพื้นฐานของพวกคุณมันแค่สามพันเองนี่"

"ทำงานใช้ชีวิตในหรงเฉิง เงินเดือนสามพันจะไปพออะไร"

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เทรนเนอร์ที่ก้มหน้าไม่ยอมพูดจาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

"แต่หลังจากนั้นผมก็กลับมาคิดว่า ถ้าผมมีฟิตเนสเป็นของตัวเอง ผมจะไม่มีทางบังคับให้เทรนเนอร์ไปขายคอร์สแน่ และผมจะไม่มีทางยอมให้พวกคุณไปบังคับลูกค้าซื้อคอร์สเด็ดขาด"

"ผมจะรับสมัครเทรนเนอร์ฝีมือดีให้มากขึ้น จ่ายเงินเดือนให้เทรนเนอร์ที่เก่งๆ ให้เยอะๆ ผมจะพยายามทำให้มือใหม่ทุกคนที่อยากออกกำลังกาย ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้รับบริการที่เป็นมืออาชีพทันทีที่ก้าวเข้ามาในฟิตเนสของเรา"

พูดจบประโยคนี้ ซูหยางก็ดื่มชาแล้วสรุปว่า

"เพราะงั้น วันนี้ผมถึงมาอยู่ที่นี่"

พนักงานทุกคนในห้องประชุมเงียบกริบ

ส่วนใหญ่คิดว่าซูหยางเป็นคนช่างฝันเกินไป

พนักงานบางคนเริ่มคิดแล้วว่าควรจะหาที่ทำงานใหม่ดีไหม

ถ้าไม่ขายคอร์ส ฟิตเนสก็คงเจ๊งในไม่ช้า

เถียนเซิ่ง เทรนเนอร์ฟิตเนสกระซิบกับเจิ้งเจี้ยนโปเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ "ไอ้ลูกเศรษฐีนี่มันไม่ได้เรื่องเลย ถ้ามันทำฟิตเนสเจ๊ง พวกเราก็ต้องตกงานกันหมด"

เจิ้งเจี้ยนโปพูดอย่างจนใจ "ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาเป็นเถ้าแก่ล่ะ"

หยวนซือซือก็ขมวดคิ้วเช่นกัน

ฟิตเนสตกแต่งหรูหรา ทำเลดี เน้นลูกค้ากลุ่มกลางค่อนไปทางสูง ถ้าเปลี่ยนไปทำงานฟิตเนสที่อื่น รายได้ของเธออาจจะลดลงอย่างมาก

เพราะถ้าฟิตเนสที่เธอไปทำมีพื้นที่แค่ร้อยสองร้อยตารางเมตร อุปกรณ์ก็เก่า เธอจะกล้าเสนอราคาคอร์สส่วนตัวสูงๆ ให้ลูกค้าได้ยังไง

ฉวีจื้อผิงสูดหายใจลึก ยกมือขวาขึ้น แสดงว่ามีเรื่องอยากจะพูด

ซูหยางพยักหน้าให้เขา "ผู้จัดการฉวี คุณมีอะไรจะพูดเหรอครับ"

"ใช่ครับเถ้าแก่"

ฉวีจื้อผิงรู้ว่าเขาต้องออกโรงแล้วในตอนนี้

"งั้นก็พูดมาเลยครับ"

ฉวีจื้อผิงยืนขึ้นแล้วพูดตรงๆ

"เถ้าแก่ คุณอาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องวงการฟิตเนสในประเทศของเรา ถ้าพึ่งแต่การขายบัตรรายปี รายครึ่งปี ฟิตเนสของเราไม่มีทางทำกำไรได้เลย"

"เราต้องพยายามขายคอร์สส่วนตัวให้มากที่สุด เปิดคอร์สลดน้ำหนัก คอร์สโยคะต่างๆ ถึงจะรับประกันได้ว่าฟิตเนสจะไม่ขาดทุน ถึงจะทำให้ฟิตเนสทำเงินได้"

ซูหยางพยักหน้า "เอาล่ะ เรื่องพวกนี้ผมรู้หมดแล้ว"

แต่เขาก็เปลี่ยนเรื่องพูดอย่างรวดเร็ว "แต่ผมไม่สนใจหรอกนะว่าฟิตเนสจะทำกำไรได้หรือเปล่า"

คำพูดของเขาทำให้พนักงานฟิตเนสทุกคนใจหายวาบ

เจอเจ้านายเอาแต่ใจแบบนี้ พนักงานคนไหนก็ต้องปวดหัวทั้งนั้น

เถียนเซิ่งลุกขึ้นยืนตรงๆ ยืดคอพูดว่า "เถ้าแก่ไม่สนใจว่าฟิตเนสจะทำกำไรไหม แต่พวกเราสนใจนะ"

"เถียนเซิ่ง นั่งลง"

ฉวีจื้อผิงกระซิบดุ

เถียนเซิ่งนั่งลงอย่างไม่พอใจอย่างยิ่ง

ซูหยางไม่ได้โกรธอะไรมากนัก เพียงแค่พูดต่อไปว่า "ผมไม่สนใจว่าฟิตเนสจะทำกำไรไหม แต่ตราบใดที่พวกคุณตั้งใจทำงานให้ผม ผมก็จะทำให้พวกคุณได้เงินมากขึ้นด้วย"

ฉวีจื้อผิงเอ่ยถาม "เถ้าแก่ หมายความว่ายังไงครับ"

"ผมดูตารางเงินเดือนของพวกคุณแล้ว เทรนเนอร์ส่วนใหญ่ทำเงินได้เดือนละเป็นหมื่น แต่ก็มีอีกหนึ่งในสามที่ได้แค่เดือนละไม่กี่พัน"

เทรนเนอร์ที่ได้เงินเดือนแค่ไม่กี่พันต่างก้มหน้าด้วยความละอายใจ

พวกเขาโชคดีที่ช่วงนี้จางเลี่ยงมีความคิดจะเซ้งฟิตเนส

ไม่อย่างนั้นบางคนในกลุ่มพวกเขาคงโดนคัดออกไปแล้ว

"ดังนั้นผมจึงตัดสินใจจะขึ้นเงินเดือนให้เทรนเนอร์ทุกคน" ซูหยางกระแอมในลำคอแล้วประกาศ "เงินเดือนพื้นฐานของเทรนเนอร์ทุกคนจะเพิ่มจากสามพัน เป็นหนึ่งหมื่นหยวน"

เทรนเนอร์ฟิตเนสเกือบทุกคนมองไปที่ซูหยางด้วยความประหลาดใจ

พวกเขาฝันไปก็ไม่คิดว่าซูหยางจะขึ้นเงินเดือนให้พวกเขาตรงๆ แบบนี้

แถมยังขึ้นให้ตั้งเจ็ดพัน

"เงินเดือนพื้นฐานเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ข้อเรียกร้องของผมที่มีต่อพวกคุณก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน"

"ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ห้ามทุกคนบังคับลูกค้าซื้อคอร์สส่วนตัวด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ทุกคนต้องต้อนรับลูกค้าทุกคนด้วยความกระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยม"

"ผมหวังว่าทุกคนจะใช้ความรู้ความสามารถและทัศนคติแบบมืออาชีพเพื่อให้ได้มาซึ่งความไว้วางใจจากลูกค้า ทำให้ลูกค้ายินดีที่จะซื้อคอร์สส่วนตัวของคุณด้วยความสมัครใจ"

"ต่อไปไม่ว่าจะเป็นคอร์สส่วนตัว หรือคอร์สต่างๆ ผมจะให้หน่วยงานภายนอกโทรไปสอบถามความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าประเมินผลงานของพวกคุณ"

"ใครที่ลูกค้าให้คะแนนสูง ก็จะได้รับส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น ใครที่ลูกค้าให้คะแนนต่ำ หรือโดนร้องเรียนโดยตรง ก็จะถูกลดส่วนแบ่ง หรือไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย หรือแม้กระทั่งถูกไล่ออก"

พอพูดถึงตรงนี้ หยวนซือซือก็ยกมือขึ้น

"หยวนซือซือ คุณมีอะไรจะถามไหม"

"เถ้าแก่ ถ้าลูกค้าจงใจให้คะแนนฉันต่ำล่ะคะ"

"คะแนนต่ำหรือการร้องเรียนจากลูกค้า ผมจะให้คนตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ไม่ยอมให้พวกคุณต้องรับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแน่" ซูหยางมองหยวนซือซือแวบหนึ่งแล้วพูดว่า "คุณจะติดกล้องบันทึกภาพไว้ที่ตัวก็ได้ ค่าใช้จ่ายทางฟิตเนสจะเบิกให้เอง"

"แบบนั้นก็ไม่มีปัญหาแล้วค่ะ"

คราวนี้หยวนซือซือโล่งใจแล้ว

ต้องรู้ไว้ว่าผู้ชายหลายคนที่มาซื้อคอร์สส่วนตัวจากเธอ ไม่ได้อยากมาออกกำลังกายจริงๆ หรอก

"ต่อไปจะไม่มีเป้าหมายยอดขายคอร์สแล้ว และจะไม่มีการคัดพวกคุณออกเพียงเพราะขายคอร์สได้น้อย ผมจะดูที่ทัศนคติการบริการของพวกคุณเป็นหลัก"

เทรนเนอร์ฟิตเนสบางคนที่ขายคอร์สได้น้อยมีสีหน้าดีใจ

"นอกจากนี้ ผมจะให้สมาชิกโหวตให้คะแนนเทรนเนอร์อย่างพวกคุณทั้งในด้านความเป็นมืออาชีพและทัศนคติการบริการ ถ้าพวกเขาชอบพวกคุณ ก็สามารถโหวตให้พวกคุณได้"

"สมาชิกรายเดือนมีสามคะแนน รายไตรมาสมีสิบคะแนน รายครึ่งปีมียี่สิบห้าคะแนน รายปีมีห้าสิบคะแนน"

"เทรนเนอร์ที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดห้าอันดับแรกของแต่ละเดือน จะได้รับตำแหน่งเทรนเนอร์ขวัญใจมหาชน และจะได้รับเงินรางวัลหนึ่งหมื่น แปดพัน หกพัน ห้าพัน และสามพันตามลำดับ"

"อันดับนี้จะส่งผลต่อการจ่ายเงินรางวัลทั้งหมดในอนาคตด้วย"

หลังจากซูหยางพูดจบ เขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเล็กน้อย

ความจริงนิสัยเขาค่อนข้างเก็บตัว การให้เขาพูดอะไรยาวๆ รวดเดียวแบบนี้ ทำให้เขาลำบากใจจริงๆ

ในขณะที่คนอื่นๆ ล้วนรู้ดีว่าซูหยางกำลังปฏิรูปซิงหั่วฟิตเนส

เป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่จริงๆ

"ชั่วคราวก็มีแค่นี้ก่อน วันหน้าคงมีเพิ่มเติมอีก" ซูหยางรู้สึกว่าพอสมควรแล้วจึงถามขึ้นอีก "ทุกคนมีความเห็นอะไรอีกไหมครับ"

ฉวีจื้อผิงยกมือขึ้นก่อนเป็นคนแรก

"ผู้จัดการฉวี เชิญพูดเลย"

ฉวีจื้อผิงพูดด้วยความกังวล "ผมรู้ว่าการที่เถ้าแก่เปลี่ยนแบบนี้ จะสามารถยกระดับการบริการของฟิตเนสเราได้มาก แต่แบบนี้ฟิตเนสของเรามีโอกาสขาดทุนสูงมากเลยนะครับ"

"ขาดทุนเหรอ"

ซูหยางหัวเราะ

เขาถามฉวีจื้อผิง "ขาดทุนเดือนละห้าแสนเป็นไง"

"เอ๊ะ"

ฉวีจื้อผิงยังตั้งสติไม่ได้ชั่วขณะ

เขาตามความคิดของซูหยางไม่ทันจริงๆ

พนักงานฟิตเนสคนอื่นๆ ก็มีอาการคล้ายกับฉวีจื้อผิง

"ผมเคยบอกแล้วว่า การเปิดฟิตเนสเป็นงานอดิเรกของผม และเป็นความฝันของผมด้วย" ซูหยางไม่ได้พูดเป็นปริศนา แต่กลับยิ้มให้ทุกคนอย่างเปิดเผย "ผมยินดีจ่ายเงินหนึ่งร้อยล้านเพื่อสานฝันเล็กๆ ของผม ขาดทุนเดือนละห้าแสน ผมทนขาดทุนแบบนี้ได้ถึงยี่สิบปี"

ใช้เงินร้อยล้านสานฝัน

ขาดทุนเดือนละห้าแสน ทนขาดทุนได้ยี่สิบปี

ได้ยินประโยคนี้ เกือบทุกคนต่างพากันอึ้งไปเลย

ได้ยินเพียงซูหยางพูดต่อไปว่า "ขอแค่ทุกคนยินดีที่จะทำงานกับผม ยินดีที่จะช่วยผมทำความฝันให้เป็นจริง ช่วยผมสร้างฟิตเนสในจินตนาการ ผม ซูหยาง จะไม่มีทางเอาเปรียบทุกคนเรื่องเงินเด็ดขาด"

ในวินาทีนี้ แทบทุกคนมองเห็นแสงสีทองสว่างจ้าเปล่งประกายออกมาจากร่างของซูหยาง

เขาไม่ได้พูดตรงๆ

แต่ทุกคนต่างมองว่าเขาเป็นลูกเศรษฐีตัวจริง

ประเภทที่ว่าไม่ขาดแคลนเงินทองเลย

จบบทที่ บทที่ 4 - ปฏิรูปรูปแบบการบริหารฟิตเนส! ขาดทุนร้อยล้านพอไหม!

คัดลอกลิงก์แล้ว